วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

3 เซียนประเมินอังกฤษทิ้งอียู ฟันธงไม่ลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก

3 เซียนนักวิเคราะห์ ประเมิน Brexit กระทบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่มาก แต่จะกระทบเศรษฐกิจและค่าเงินของอังกฤษและอียูมากกว่า เผยราคาหุ้นที่ปรับลง ได้จังหวะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์ยังคาดดัชนีหุ้นไทยปีนี้แกว่งตัวในกรอบ 1,380–1,450 จุด ด้าน “ไพบูลย์” มั่นใจไม่ลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่หากมีชาติที่ใช้เงินสกุลยูโรขอถอนตัวตาม อาจปั่นป่วนบานปลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินถึงการวิเคราะห์ผลกระทบและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย พร้อมทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (ประกอบด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ) เพื่อออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ หรือ Brexit-เมื่ออังกฤษออกจากยุโรป ไม่ลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก

โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ผลกระทบจากอังกฤษออกจากอียู จะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษมากกว่า แต่จะไม่ลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจอังกฤษมีสัดส่วนเพียง 2.4% ของเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบสถานะของสถาบันการเงิน และธนาคารกลางต่างๆ ของโลก เพราะอังกฤษไม่ได้ใช้เงินสกุลยูโร ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจอียูจะมีบ้างแต่ไม่มาก และจะรุนแรง หากประเทศอื่นที่ใช้เงินยูโรขอออกจากอียู เพราะจะกระทบสถาบันการเงิน ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และธนาคารกลางประเทศเหล่านั้น เนื่องจากต้องกลับไปใช้เงินของตนเอง ซึ่งจะมีความปั่นป่วนมาก และอาจลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้

ตลาดเกิดใหม่–หุ้นไทยได้อานิสงส์

สำหรับเศรษฐกิจไทย น่าจะได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะส่งออกไปอังกฤษไม่ถึง 2% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย และส่งออกไปอียู 10% แต่ภาคท่องเที่ยวอาจถูกกระทบมากกว่า เพราะนักท่องเที่ยวอังกฤษมาไทยคิดเป็น 3% ของจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย แต่เงินในการใช้จ่ายของนักเที่ยวอัง– กฤษอยู่ที่ 5% ของรายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวอียูคิดเป็น 17% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอังกฤษและอียูอาจลดลงในช่วงสั้นๆ และไทยยังเป็นตัวเลือกท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก “Brexit น่าจะกระทบเศรษฐกิจไทยบ้าง แต่ด้วยแนวโน้มการบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายด้านลงทุนภาครัฐที่ดีขึ้นจะช่วยลดผลกระทบได้ จึงยังคงประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ที่ 3.0%”

ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น จากภาวะ “Flight to safety” ซึ่งเป็นการถอนเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงมาสู่สินทรัพย์มั่นคง อย่างทองคำ จะทำให้ราคาทองคำสูงขึ้นต่อได้อีกในระยะสั้นๆ เพราะขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินเยนคาดจะแข็งค่าขึ้น ส่วนเงินยูโรและเงินปอนด์อาจอ่อนลงในระยะสั้นและระยะกลาง จากความไม่แน่นอน ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ และยุโรป อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยอังกฤษอาจใช้มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณด้านการเงิน (QE) อัดฉีดเงินมากขึ้น ขณะที่ยุโรปอาจขยายเวลามาตรการคิวอี

ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น จะเป็นอานิสงส์ทางบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียและไทยในระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นจะยังตกใจ และผันผวนอยู่บ้าง นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยที่สูง 3.5% ดีกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นภูมิภาคที่ 3.0% จะช่วยให้หุ้นไทยต้านแรงเสียดทานจากปัจจัยต่างประเทศได้ จึงยังคงเป้า SET Index ปีนี้ที่ 1,460 จุด “ไทยรับวิกฤติครั้งนี้ได้แน่ ส่วนหุ้นไทย 1-2 วัน จากนี้จะยังผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันและท่องเที่ยว ที่นักลงทุนจับตาว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวอียูมาไทยจะลดลงหรือไม่ แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะได้อานิสงส์ทางบวก เพราะดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้เริ่มไม่คุ้มความเสี่ยง ทำให้เงินไหลออกจากตราสารหนี้เข้าตลาดหุ้น เพราะตลาดเกิดใหม่และไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้น้อยที่สุดในโลก”

ลูกหนี้เงินกู้ยูโรดี๊ด๊า

ด้านนายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยคือด้านการค้า และอาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มขนส่ง ส่วนผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ อาจไม่มีผลกระทบเด่นชัด “สิ่งที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย ควรมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า กรณี Brexit ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น หลังการลงประชามติ กระทบหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น ขณะที่ในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค”

ขณะที่ นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า อังกฤษจะได้รับผลกระทบมาก เพราะมูลค่าการค้ากว่า 50% ของอังกฤษมาจากยุโรป หากออกจากอียู สิทธิ ประโยชน์ด้านภาษีส่งออก-นำเข้าที่เคยได้รับจะหายไปทั้งหมด แต่จะได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องจ่ายเงินให้อียูปีละ 16,000 ล้านปอนด์ ซึ่งนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ได้ รวมถึงไม่ต้องรับภาระผู้อพยพราว 400,000 คนอีกต่อไป

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ต้องพิจารณาหุ้นรายตัว เช่น กลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกหรือมีฐานการผลิตและมีรายได้จากยุโรปจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว โดย เฉพาะการบิน โดยบริษัท บางกอกแอร์เวย์ส (BA) อาจได้รับผลกระทบบ้าง เพราะมีลูกค้าจากยุโรป 27% ของลูกค้ารวมส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์คือการบินไทย (THAI) ปัจจุบันมีหนี้ที่เป็นสกุลเงินยุโรปถึง 40% แต่ราคาหุ้นเริ่มสูงแล้ว, เบอรี่ยุคเกอร์ (BJC) ได้ประโยชน์มาก เพราะกู้เงินยูโรซื้อหุ้นบิ๊กซี (BIGC) ถึง 50% ของมูลค่า 240,000 ล้านบาท ซึ่งค่าเงินยูโรอ่อนค่า ทำให้หนี้ในรูปเงินบาทลดลง

“การปรับพอร์ตต้องดูเป็นรายบริษัท พิจารณาต้นทุนสกุลเงิน และรายรับ สมาคมฯประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,380-1,450 จุด ประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ย (EPS) ที่ 88.86 บาทต่อหุ้น โดยให้น้ำหนักลงทุนหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ และหุ้นที่มีกระแสเงินสดสูง เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า, สาธารณูปโภค รวมถึงหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยกระจายพอร์ตลงทุนหุ้น 40% ทองคำ 10% ส่วนที่เหลือกระจายลงทุนในตราสารหนี้และตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะได้รับผลกระทบจาก Brexit น้อย ส่วนการที่เฟดอาจเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น”.

3 เซียนนักวิเคราะห์ ประเมิน Brexit กระทบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่มาก แต่จะกระทบเศรษฐกิจและค่าเงินของอังกฤษและอียูมากกว่า เผยราคาหุ้นที่ปรับลง ได้จังหวะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์ยังคาดดัชนีหุ้นไทย 28 มิ.ย. 2559 03:35 28 มิ.ย. 2559 03:36 ไทยรัฐ