วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทุกข์ใจในการทำงานเพราะ ‘พูดภาษาอังกฤษไม่ได้’

โดย ครูเคท

เมื่อวานมีลูกค้ามารับคำปรึกษาเรื่องสอบเข้ารับราชการหน่วยงานแห่งหนึ่งได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีเส้นมีฝาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเธอและครอบครัว แต่สีหน้าของเธอกลับเหมือนกับสอบตกอย่างไรอย่างนั้นเลย เมื่อพูดคุยสอบถามกันแล้วก็พบว่า หน่วยงานที่เธอได้เข้าไปทำงานนั้น เป็นหน่วยงานที่มีคนที่จบจากต่างประเทศจำนวนมากและคนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ดีกันทั้งนั้น

เธอจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ มีประสบการณ์ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่งมาก่อน และยังได้เคยทำงานบริษัทเอกชนด้านการท่องเที่ยว เรียกว่าประสบการณ์ทำงานของเธอน่าสนใจทีเดียว รู้ทั้งระบบงานราชการและเอกชน เธอเป็นคนขยัน หนักเอาเบาสู้ ร่าเริงแจ่มใส ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำงานที่ไหนเจ้านายและเพื่อนฝูงก็รักใคร่ ในตอนแรกที่สอบเข้ารับราชการได้ เธอมีความสุขและภาคภูมิใจในตัวเอง แต่พอเริ่มเข้าไปทำงานก็เริ่มรู้สึกว่าคนอื่นๆ เขาเก่งกว่าตัวเองในด้านภาษา และมีอยู่วันหนึ่งเจ้านายได้บอกเธอว่า “หากเธอฝึกภาษาอังกฤษอีกสักนิดหนึ่ง อนาคตราชการจะรุ่งแน่นอน...” นับตั้งแต่ได้ยินเจ้านายพูดอย่างนั้น เธอก็เริ่มรู้สึกเครียด ไม่มีความสุขในการทำงาน รู้สึกว่าตนเองทำงานสู้คนอื่นไม่ได้ และล่าสุดเมื่อเจ้านายมอบหมายให้เธอดูแลต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ เธอก็เครียดจนมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ไม่อยากไปทำงาน และตัดสินใจเข้ามาขอรับคำปรึกษากับครูเคท

ปัญหาอย่างนี้ คุณผู้อ่านที่รู้สึกว่าทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองไม่ค่อยแข็งแรง คงจะเข้าใจความรู้สึกของเธอได้อย่างดี ส่วนผู้ที่ภาษาดีก็อาจจะรู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนา พูดได้แค่ไหนก็พูดๆ ไปเถอะ คนต่างชาติก็ไม่ได้จะภาษาอังกฤษดีไปกว่าเราเท่าไรนัก

ความจริงคนที่จบการศึกษามาสูงๆ แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองห่วยแตกจริงๆ แต่หากลองตั้งสติแล้วนับว่าได้ใช้เวลาเรียนภาษาอังกฤษมาแล้วกี่ปี ส่วนใหญ่ต้องเกินสิบปีแน่นอน ต่อให้เรียนแบบตกแล้วตกอีก อย่างน้อยก็ยังมีอะไรให้คุ้นหูคุ้นตากันบ้าง เช่น yes, no, ok, How are you? I’m fine, thank you, and you?

สิ่งที่ทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่ใช่การไม่รู้ศัพท์หรืออ่อนไวยากรณ์ แต่เป็นความวิตกกังวลว่าจะพูดผิดและดูด้อยในสายตาผู้อื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยด้วยกันเอง หากอยู่กับชาวต่างชาติแต่ไม่มีคนไทยอยู่บริเวณนั้น ก็พอจะคุยกันไหว) ค่ะ ความวิตกกังวลนี้เกิดจากการที่เรามีนิสัยชอบเปรียบเทียบกับผู้อื่น (ทั้งที่ไม่รู้ตัวและรู้ตัว) เมื่อเปรียบเทียบกับใครคราใดก็มีแนวโน้มที่จะวางตัวเองเอาไว้ต่ำกว่าคนอื่น จึงกลัวคนอื่นดูถูกเห็นว่าเราด้อยกว่า

กรณีของสุภาพสตรีที่มาปรึกษาครูเคท ครูเคทให้เธอหัดมองเหตุการณ์อย่างเป็นจริง อันดับแรกให้ฝึกฟังคำพูดของผู้อื่นอย่างที่เขาพูด ไม่ใช่อย่างที่เราปรุงแต่งตีความ กรณีที่เจ้านายพูดว่า “หากเธอฝึกภาษาอังกฤษอีกสักนิดหนึ่ง อนาคตราชการจะรุ่งแน่นอน...” ในตอนแรกเธอปรุงแต่งตีความว่า เจ้านายคงเห็นว่าเธอไม่มีความสามารถในการทำงานประสานงานคณะที่มาประชุมเพราะภาษาอังกฤษของเธอไม่ดี แต่เมื่อให้ฝึกมองว่ามีเจ้านายโง่ที่ไหนเห็นลูกน้องไม่มีความสามารถก็ยังจะสั่งงานให้ทำ และหากงานที่ทำออกมาผิดพลาด เจ้านายนั้นก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ดังนั้น เธอจึงค่อยๆ ได้สติว่า ที่เจ้านายมอบหมายให้เธอดูแลคณะต่างชาติ เพราะเห็นว่าเธอเคยมีประสบการณ์ทำงานดูแลนักท่องเที่ยวมาก่อน นอกจากนี้ เธอมีความสามารถในการประสานงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีโดยดูจากการทำงานที่ผ่านมา ที่เจ้านายบอกให้เธอฝึกภาษาอังกฤษอีกสักนิดหนึ่งนั้น เจ้านายพูดเพราะมองเห็นศักยภาพในการพัฒนาของเธอ (มุมบวก) ไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน (มุมลบ) อย่างที่เธอตีความเอาเองในตอนแรก นอกจากนี้ ครูเคทยังให้เธอได้มองทักษะจำเป็นในการต้อนรับคณะจากประสบการณ์ในบริษัทเก่าที่จะนำมาใช้ในงานใหม่นี้ได้ เธอก็เริ่มพบเห็นความสามารถในตัวเธออีกมากมาย เช่น เธอเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนจัดสรรตารางกำหนดการได้ดี สามารถบริหารจัดการด้านที่พัก อาหาร พาหนะรับ-ส่ง สถานที่ท่องเที่ยวได้ดี ซึ่งทักษะต่างๆ ที่เธอมีอยู่นี้ สามารถนำมาใช้กับงานใหม่ได้อย่างลงตัว เริ่มเห็นว่าทักษะภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญแค่ส่วนเดียวเท่านั้น และภาษาอังกฤษที่เธอต้องใช้ในการประสานงานนักท่องเที่ยวกับการประสานงานคณะประชุมไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันนัก เธอจึงลากลับไปด้วยสีหน้าแช่มชื่นแตกต่างจากตอนแรกที่เดินเข้ามาอย่างสิ้นเชิง

คุณผู้อ่านเห็นตัวอย่างนี้แล้ว อาจคิดว่าเป็นคำแนะนำที่ง่ายๆ แต่เวลาปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเราเอง ทำไมเราจึงมองไม่ค่อยเห็น นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มีนิสัยมองตัวเองในแง่ลบแบบไม่รู้ตัวอย่างอัตโนมัติเลย ใครอยากแก้ไขปัญหาอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปคิดบวกอะไรให้สับสน (ในสิ่งที่ไม่ได้เป็น แต่พยายามสั่งให้ตัวเองเป็น) เพียงแต่มองตัวเองและยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ถอยออกห่างจากอัตตาของตนเองเสียบ้าง พุ่งความสนใจไปที่งานหรือคนที่อยู่ตรงหน้า ในปัจจุบัน เพียงแค่นี้ก็สามารถลดความวิตกจริตในเรื่องต่างๆ ไปได้เยอะค่ะ

ใครที่มีปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 0814581165 หรือ เข้าไปแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer ได้นะคะ

ครูเคท

27 มิ.ย. 2559 16:36 ไทยรัฐ