วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำไงดี? ติดหนี้แบงก์-เงินกู้-จ่ายค่าเลี้ยงบุตร ที่นี่มีคำตอบ

โดย ทนายเจมส์

หลายๆ บทความที่ผมนำเสนอ เรื่องปัญหากฎหมาย ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และมีคำถามเข้ามาสอบถามในเพจ ทนายเจมส์ LK รวมถึงการส่งอีเมลมามากมายหลายเรื่อง ขอคำปรึกษาแนะนำ ควรทำอย่างไรดีกับปัญหาด้านกฎหมาย วันนี้ผมจึงขอนำคำถามและคำตอบที่น่าสนใจ มาให้ทุกท่านได้ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาด้านกฎหมายต่อไปครับ

คำถามที่ 1. ผมอยู่ภูเก็ตครับ มีข้อสงสัยอยากสอบถามทนายครับ คดียักยอกทรัพย์/รถยนต์ ได้ดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว โดยศาลลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพศาลลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน แต่รถยังไม่ได้คืน และจำเลยไม่มีทรัพย์สินให้ยึดได้ ตอนนี้พ้นโทษแล้ว อยากทราบว่าในช่วงระยะเวลาที่จำเลยติดคุก สามารถคิดค่าชดเชยความเสียหายให้กับผู้เสียหายได้หรือไม่ (เหมือนกรณีติดคุกแทนค่าปรับวัน200/สมมติ) รถยังติดไฟแนนซ์อยู่

ตอบ ค่าเสียหายทางแพ่ง และการจำคุกแทนค่าปรับ เป็นคนละส่วนกันครับ การจำคุกเป็นการลงโทษในคดีอาญา ไม่มีผลถึงค่าเสียหายในส่วนคดีแพ่ง แม้คุณจะถูกจำคุกและพ้นโทษมาแล้ว แต่คุณยังคงต้องรับผิดชอบในมูลหนี้ทางแพ่งอยู่ครับ


คำถามที่ 2. ผมเป็นหนี้กับทางธนาคาร ต่อมาเขาฟ้องคดี และจะยึดทรัพย์ โดยผมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านอยู่ แต่ยังผ่อนแบงก์นะครับ อยากสอบถามว่า เขาสามารถบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์บ้านที่ผมยังผ่อนอยู่ให้ขายทอดตลาดได้ไหมครับ ซึ่งผมเองก็เพิ่งจะผ่อนเอง ยังเป็นหนี้บ้านอยู่ค่อนข้างเยอะ


ตอบ เจ้าหนี้สามารถนำยึดทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ครับ แต่ในการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการขายแบบติดจำนอง คือ คนที่ประมูลทรัพย์ติดจำนองได้ จะต้องไปชำระหนี้ให้กับธนาคารผู้รับจำนองด้วย

คำถามที่ 3. เจ้าหนี้จะบังคับให้ขายทรัพย์ติดจำนอง เพื่อเจ้าหนี้จะเอายอดหนี้เขาคืน แต่ถ้ายังมีหนี้ค้างกับแบงก์ที่ผ่อนบ้านเยอะจะต้องทำอย่างไร

ตอบ การนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ติดจำนองเจ้าหนี้รายอื่น ในทางปฏิบัติเจ้าหนี้จะขอนำยึดไว้ก่อน เพื่อขายทอดตลาด ซึ่งเป็นการสร้างอำนาจต่อรองและบังคับลูกหนี้ไปในตัว เพื่อให้ลูกหนี้เข้าไปเจรจาหรือหาเงินมาชำระหนี้ แม้ว่าเจ้าหนี้ผู้นำยึดจะทราบดีว่า การบังคับขายทรัพย์สินแบบติดจำนองดังกล่าว เจ้าหนี้ผู้นำยึดอาจจะไม่ได้รับชำระหนี้เลยก็ตาม

คำถามที่ 4. ดิฉันมีเรื่องจะเรียนปรึกษาท่าน คือ ดิฉันได้นำที่ดินไปทำสัญญาจำนองกับนายทุนไว้เมื่อปี 2558 โดยในสัญญาจำนองในราคา 600,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี มีกำหนด 3 เดือน แต่ดิฉันได้รับเงินมาจริงๆ เมื่อหักค่าใช้จ่าย ทั้งค่าธรรมเนียมการทำสัญญาจำนอง ค่านายหน้า หักดอกเบี้ยล่วงหน้า 3 เดือน ได้รับเงินทั้งสิ้นประมาณ 220,000 บาท และมีการจ่ายดอกเบี้ยกันทุกเดือน เดือนละ 9,000 บาท และต่อมาดิฉันได้ขาดส่งดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้นายทุนได้ยื่นฟ้องต่อศาลให้นำเงินไปชำระเป็นจำนวนเงิน 622,000 บาท (ที่ตกลงกันด้วยวาจาคือกู้ยืมเงินกันในวงเงิน 300,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3/เดือน) และในการส่งดอกเบี้ย ดิฉันจะโอนผ่านธนาคารและเก็บสลิปไว้เป็นหลักฐานแต่อาจจะไม่ครบถ้วน และมีหลักฐานที่นายทุนได้เขียนจำนวนเงิน และค่าใช้จ่ายให้ในวันทำสัญญาจำนองที่สำนักงานที่ดิน แต่ก็ไม่มีการลงชื่อ จะสามารถนำมาเป็นหลักฐานแสดงต่อศาลได้หรือไม่ค่ะ เพราะศาลท่านนัดไกล่เกลี่ยกันในวันที่ 27 ก.ค. 59 นี้

ตอบ คดีนี้ถ้าคุณไปสู้คดีโดยมีเพียงคุณคนเดียวไปเบิกความ ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะมีน้ำหนักไม่เพียงพอครับ เพราะว่าในการจำนองนั้น จะมีเจ้าพนักงานของสำนักงานที่ดินสอบสวนคุณก่อนว่า ได้รับเงินครบถ้วนตามสัญญาจำนองหรือยัง เมื่อคุณยืนยันว่าได้รับครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจะดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเป็นข้าราชการและเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีน้ำหนักมาก ดังนั้น ผมแนะนำให้คุณไปหาลูกหนี้ที่ถูกนายทุนทำสัญญาจำนองและหักเงินลักษณะเดียวกันนี้มาเบิกความเป็นพยานนะครับ โดยเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของนายทุน ที่เคยทำกับลูกหนี้หลายๆ ราย จะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้ศาลเห็นพฤติการณ์ของนายทุนรายนี้ หากสืบพยานให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ของนายทุนได้ตามที่เราสู้คดี ศาลอาจจะมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตของนายทุนครับ

คำถามที่ 5. ดิฉันแยกกันอยู่กับสามี โดยที่เรามีปัญหาไม่เข้าใจกัน จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนลุกลามกลายเป็นใหญ่โต แล้วมาวันหนึ่ง สามีของดิฉันเค้าก็ตัดสินใจเดินออกไปจากบ้าน โดยบอกว่าเลิกกัน ต่างคนต่างอยู่ โดยที่เค้าจะช่วยค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5 พันบาท เราทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน 1 คนค่ะ ตอนนี้ 2.5 ขวบค่ะ เค้าออกจากบ้านไปประมาณเดือนเมษายน 2558 จนมาถึงทุกวันนี้ ดิฉันไม่เคยได้รับความช่วยเหลืออะไรจากสามีเลยสักบาทเดียว สามีดิฉันเค้าทำงานรัฐวิสาหกิจค่ะ หน้าที่การงานมั่นคง เงินเดือนดี สวัสดิการดี เราจดทะเบียนสมรสกัน ยังไม่ได้หย่าขาดจากกันค่ะ ดิฉันอยากสอบถามว่า เราสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร จากเค้าได้ไหมคะ เพราะเมื่อวันที่ 01/06/59 ดิฉันได้ลองโทรไปหาสามีดิฉันแล้ว แต่เค้าไม่รับสายดิฉันเลยค่ะ คือไม่ยอมคุย ให้คนอื่นมาคุยแทนค่ะ เพียงแค่ดิฉันอยากจะทวงถามเค้าถึงเรื่องลูกว่าจะเอายังไงแค่นั้นค่ะ แต่เค้าไม่คุยด้วย

ตอบ จากข้อเท็จจริง บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายมีหน้าที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ กรณีแบบนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิเด็ก มารดาผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูและใช้อำนาจปกครอง ย่อมมีอำนาจในการฟ้องบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อบังคับให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ รวมถึงค่าการศึกษาต่างๆ ซึ่งในคดีแบบนี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลครับ แต่อาจจะมีค่าทนายความครับ และกรณีแบบนี้ไม่ควรจะฟ้องหย่า ผมแนะนำให้ค้างคาไว้แบบนี้ หากกรณีที่สามีของคุณต้องการไปจดทะเบียนสมรสใหม่ หรืออยากมีภรรยาคนใหม่ สามีของคุณก็จะต้องมาคุยเรื่องค่าใช้จ่าย หรือค่าเสียหายในการยินยอมหย่าขาดจากคุณครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณเรื่องราวดีๆ จากผู้อ่านทุกท่านครับ ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ทุกครอบครัว ที่ประสบกับปัญหาชีวิต ปัญหากฎหมาย ผ่านพ้นอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดีและโดยเร็วครับ สำหรับใครที่มีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์

27 มิ.ย. 2559 10:46 ไทยรัฐ