วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากอียูสู่ความเป็นอาเซียน

โดย สายล่อฟ้า

คงต้องรอเวลาว่าสถานการณ์ที่น่าจะเรียกว่า “วิกฤติยูโร” หลังจากที่อังกฤษถอนตัวออกจากอียูว่าจะคลี่คลายอย่างไรจะทำให้ลุกลามบานปลายออกไป หรือจะคลายตัวในระยะเวลาสั้นๆ แต่ดูแล้วคงไม่จบลงไปได้ง่ายๆ

เพราะมันมีผลกระทบในวงกว้าง มีผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องและยังมีการเมืองมาเป็นองค์ประกอบ

แม้แต่ในอังกฤษเอง แม้ผลประชามติที่ออกมาโดยฝ่ายให้ถอนตัวชนะด้วยตัวเลข 51.9% ซึ่งควรจะจบตรงนั้นแล้วหันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น

เมื่อฝ่ายที่พ่ายแพ้ไม่ยอมให้จบ แต่ได้ร้องขอให้มีการทำประชามติครั้งที่ 2

มีการเข้าชื่อเกินกว่า 2.6 ล้านคน เสนอให้สภาล่างเพื่อให้จัดทำประชามติใหม่ อ้างว่ารัฐบาลอังกฤษจะต้องตอบคำถามกรณีที่มีการเข้าชื่อเรียกร้องเกินกว่า 10,000 คน และถ้ามีมากกว่าจำนวนนี้จะต้องเปิดให้มีการเสนอข้อเรียกร้องนั้นเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา

หากดูจากผู้ไปใช้สิทธิน้อยกว่า 75% ของจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมด ผลปรากฏว่ามีผู้โหวตออกหรือไม่ออกไม่ถึง 60% ก็ควรจะต้องมีการจัดทำประชามติใหม่

พูดง่ายๆว่า ยังไม่ยอมแพ้ด้วยการหาช่องทางเพื่อสู้ต่อ

เรื่องนี้ดูท่าว่าจะสะท้อนถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของไทย หากประชาชนลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าฝ่ายที่ไม่รับ

สภาพการณ์ที่จะเกิดขึ้นคงไม่ต่างกัน เพราะวิธีการอย่างที่เกิดขึ้นในอังกฤษ ฝ่ายต่อต้านรัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงอย่างนี้มาแล้ว

จึงมีความเป็นไปได้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะต้องเกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาอย่างแน่นอน

แม้ว่า คสช.จะอ้างว่าไม่ใช่พรรคการเมือง ไม่ใช่นักการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ไม่ต้องแสดงสปิริตหรือต้องรับผิดชอบอะไร

อย่างที่ “เดวิด คาเมรอน” นายกฯอังกฤษได้ประกาศลาออก

เหนืออื่นใดการเรียกร้องให้มีการทำประชามติใหม่นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเมื่อแพ้แล้วก็ต้องยมรับความพ่ายแพ้ ยิ่งประเทศที่มีบทบาทอย่างสูงของอียู 6 ประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม ได้มีการประชุมอย่างเร่งด่วนนั้น

“ถ้าอยากออกก็ออกไปเลย ไม่ต้องรอช้าและรัฐบาลอังกฤษจะต้องเร่งเจรจาให้เร็วที่สุด ไม่ต้องไปรอนายกฯคนใหม่”

นี่เป็นเสียงสะท้อนอันแสดงความไม่พอใจด้วยความแข็งกร้าว

เหมือนกับจะบอกว่าเฉดหัวออกไปให้พ้นๆเร็วที่สุด

จากอียูต้องหันกลับมาดูประชาคมอาเซียนที่ประเทศไทยร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะต้องพิจารณากันอย่างถ้วนถี่และรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

ดีที่ว่า “อาเซียน” ยังรวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่ถึงขั้นอียูที่ก้าวไปไกลกว่า ถึงขั้นมีการตั้งยูโรโซนที่ใช้เงินสกุลเดียวกัน การเข้าออกประเทศไม่เข้มงวดเรียกว่าเข้า-ออกกันได้อย่างสบายๆ และมีนโยบายใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

ที่สำคัญก็คือประเทศใหญ่ๆ อย่างน้อย 6 ประเทศที่มีบทบาทสูงสุดชี้เป็นชี้ตายได้

ปัญหาผู้อพยพซึ่งเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอังกฤษส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่ว่าที่จริงแล้วปัญหานี้เหตุก็มาจากลัทธิล่าอาณานิคมที่สร้างบาดแผลทางใจมาอย่างยาวนาน

“ไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ที่เป็น “เอกลักษณ์” และเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถย้ายไปจากกันได้จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สามัคคีและเป็นมิตรภาพ”

“อองซาน ซูจี” กล่าวในเมืองไทยและตบหน้าชาติตะวันตกให้สำนึกกันบ้าง.

“สายล่อฟ้า”

27 มิ.ย. 2559 10:03 ไทยรัฐ