วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนประชาธิปไตย จากประชามติอังกฤษ

โดย ซูม

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่อังกฤษหลังมีประชามติถอนตัวจากอียูผ่านไปแล้วหลายวัน เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงิน ตลอดจนตลาดหุ้นทั่วโลกดังที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง

มาถึงวันนี้เหตุการณ์จะสงบลงบ้างหรือยัง หรือจะมี “อาฟเตอร์ช็อก” อะไรขึ้นอีก โปรดอย่าลืมติดตามความคืบหน้ากันด้วยนะครับ

ส่วนผมนั้นเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของผู้รับผิดชอบหลักด้านเศรษฐกิจการเงินและการคลังบ้านเราหลายๆท่านที่บอกว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก

จึงได้เขียนปลอบใจคนไทยไปบ้างแล้วในฉบับเมื่อวันวาน ว่าควรจะติดตามเหตุการณ์ด้วยความสงบไม่ตื่นเต้น ไม่ตกใจ

ขณะเดียวกันก็ฝากผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจของประเทศเราไว้ด้วยแล้วว่า ให้ติดตามเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ อย่าประมาทเป็นอันขาด

เพราะในโลกยุคใหม่นั้นปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนในการกระหน่ำซ้ำเติมทำให้กลไกทางเศรษฐกิจต้องบิดเบี้ยวไป หรือทำงานไม่เต็มที่ หรืิอเกิดผลร้ายได้อย่างเกินคาด...ได้แก่ปัจจัยทางด้าน “จิตวิทยา” ทางด้าน “ความเชื่อถือเชื่อมั่น” ตลอดจนเรื่องของการ “เก็งกำไร” ที่มีบทบาทสูงมากในการชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจยุคใหม่

ผลกระทบในเชิงตัวเลขของการที่อังกฤษถอนตัวจากอียูอาจจะไม่มากนักสำหรับบ้านเราเมื่อมองทางตรงอย่างที่หลายๆท่านกล่าว

แต่อย่าลืมมองผลกระทบทางอ้อมเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะปัจจัยที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่มีอำนาจเหนือกลไกเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้น ว่าจะทำให้เศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนมากน้อย หรือยาวนานเพียงใด และจะซวดเซมากกว่าที่สายตามองเห็นหรือไม่เพียงใด

นอกจากประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่คนไทยหยิบยกมาพูดจากันมากพอสมควร เกือบจะเท่าๆกับประเด็นทางเศรษฐกิจ...ก็คือประเด็น ทางด้านการเมือง เชิงเปรียบเทียบนั่นเอง

ตามโซเชียลมีเดียต่างๆก็ดี หรือแม้ในมีเดียทั่วไปอย่างทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ก็ดี มีการหยิบยกการทำ “ประชามติ” ของอังกฤษมาพูดถึงเป็นอันมาก

พูดและเขียนด้วยความชื่นชมในขบวนการประชาธิปไตยของเขา

ร้อยทั้งร้อยมักจะจบลงด้วยความชื่นชมอังกฤษ แต่กระแหนะกระแหนบ้าง ค่อนขอดข้าง แย็บๆบ้าง แหย่ๆบ้าง กระทบชิ่งมาถึง “การทำประชามติ” ว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญของบ้านเราแทบจะทุกบทความ หรือข้อความ หรือการพูดจาสนทนาก็ว่าได้

ประเด็นที่เปรียบเปรยกระทบกระเทียบมากที่สุดก็คือประเด็นที่ของเขาหาเสียงได้ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะให้อยู่หรือจะให้ไป ล้วนหาเสียงพูดจาโน้มน้าวกันได้อย่างเต็มที่

มีทั้งแผ่นป้ายโฆษณา ภาพยนตร์โฆษณา ตลอดจนการพูดจาปราศรัยสาธารณะว่ากันสุดๆ ไม่แพ้การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปอื่นๆ

ในขณะที่ของบ้านเราอธิบายเนื้อหารัฐธรรมนูญได้ แต่ห้ามพูดเป็นเชิงโน้มน้าวว่า ให้รับหรือไม่รับ โดยเฉพาะไม่รับดูจะโดนห้ามเด็ดขาด แม้แต่จะสวมเสื้อที่มีคำว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ยังทำไม่ได้เลย

หลายๆบทความจึงบ่นเสียดาย และบ้างก็บ่นน้อยใจว่าประชาธิปไตยของบ้านเราดูช่างห่างไกลกับเขา แม้การทำประชามติก็ห่างกันลิบลับ

ผมเองก็เสียดายที่จริงๆแล้วเราควรจะใช้โอกาสของการเตรียมตัวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย (อีกครั้งหนึ่ง) หลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ด้วยการฝึกซ้อมความเป็นประชาธิปไตย ให้มีการพูดถึงข้อดีข้อเสีย ควรรับหรือไม่ควรรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกความคิดความเห็นได้ทั้ง 2 ฝ่าย

แต่คนไทยก็ไม่มีโอกาสฝึกซ้อม เพราะมีกฎมีข้อห้ามไว้ พอถึงเวลาก็ไปลงมติกันเลย

ทำไงได้ล่ะครับ เมื่อกฎเป็นอย่างนี้เราก็คงต้องทำตาม เพราะถ้าขืนไม่ทำตามโทษจำคุกตั้ง 10 ปี น้อยซะเมื่อไรล่ะ

อะไรไม่อะไรมาคิดอีกที ที่เราต้องมาดูการทำประชามติของคนอื่นด้วยความชื่นชมและรู้สึกน้อยใจกับการทำประชามติของเราอยู่ขณะนี้นั้นไซร้...หากมองย้อนหลังกลับไป ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจน

ไม่ใช่เพราะเราใช้ประชาธิปไตยที่เราเคยได้และเคยมีกันอย่างสิ้นเปลือง ไม่รู้จักขอบเขตของความพอดีกันหรอกหรือ ไม่มีใครยอมใครกันหรอกหรือ...เราถึงต้องมีวันนี้?

“ซูม”

27 มิ.ย. 2559 09:59 ไทยรัฐ