วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผู้ดีแห่ลง '3ล้านชื่อ' แล้ว กดดันทำประชามติใหม่

ประชามติให้สหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ส่อพ่นพิษใส่อังกฤษ หลังคนแห่ลงชื่อทะลุ 3 ล้านชื่อ ขอให้จัดทำประชามติใหม่ อ้างคนมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 75 ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน และคะแนนสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ถึงร้อยละ 60 ขณะที่ “สกอตแลนด์” เอาบ้าง เล็งจัดลงประชามติแยกตัวจากสหราชอาณาจักรเป็นครั้งที่ 2 อ้างชาวสกอตส่วนใหญ่เลือกอยู่กับอียู ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอังกฤษเสียงแตก ลูกพรรครวมหัวกดดัน “เจเรมี คอร์บิน” ผู้นำพรรคแรงงาน ลาออก ฐานล้มเหลวรณรงค์ให้ยูเคอยู่กับอียู

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. หรือ 3 วันหลังจากสหราชอาณาจักร (ยูเค) ลงประชามติด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52 ต่อ 48 ขอถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) สร้างความตกตะลึงและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั่วโลกนั้น โฆษกของนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานอียู เผยหลังการประชุมฉุกเฉินของบรรดาผู้นำประเทศผู้ก่อตั้งอียู 6 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เมื่อ 25 มิ.ย.ว่า อียูมีมติให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ นำโดย นายดิเดียร์ ซีอิวส์ ชาวเบลเยียม คนสนิทของนายเฮอร์มาน ฟาน รอมปุย อดีตประธานอียูมายาวนาน ขึ้นมาเจรจากับสหราชอาณาจักรเรื่องการถอนตัวจากอียู

อียูยังชี้แจงขั้นตอนการเจรจาถอนตัว รวมทั้งให้สหราชอาณาจักรส่งจดหมายแจ้งหรือแถลงอย่างเป็นทางการต่อสภายุโรปว่า จะรื้อฟื้นมาตรา 50ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาถอนตัว จะใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ผู้นำอียูยังเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรรีบเปิดเจรจาโดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เสียก่อนในเดือน ต.ค. ตามที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมแห่งสหราชอาณาจักรระบุขณะประกาศลาออก เพราะยิ่งล่าช้าจะยิ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอน กระทบต่ออียูและตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม นายแมทธิว เอลเลียตต์ ซีอีโอของทีมรณรงค์หาเสียงให้สหราชอาณาจักรถอนตัวจากอียูกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรีบใช้มาตรา 50 เปิดเจรจาถอนตัว แต่ควรรอให้ทุกอย่างพร้อมเสียก่อน เช่นเดียวกับนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ชาติยักษ์ใหญ่ในอียู เตือนว่าอียูไม่ควรหยาบคายและกดดันให้สหราชอาณาจักรรีบเจรจาถอนตัว การเจรจาต้องเกิดขึ้นคล้ายการเจรจาธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดี สหราชอาณาจักรจะยังเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับอียูซึ่งมีความผูกพันเชิงธุรกิจกันแนบแน่น

ผลการลงประชามติยังทำให้พรรคแรงงาน (เลเบอร์) ฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรแตกแยกอย่างหนัก โดยคณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านอย่างน้อยครึ่งหนึ่งแสดงเจตนาจะลาออก เพื่อกดดันให้นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานลาออก หลังเขาถูกยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ในข้อหานำการรณรงค์หาเสียงของฝ่ายที่ต้องการให้สหราชอาณาจักรอยู่ในอียูต่อไปอย่างเหยาะแหยะไร้ประสิทธิภาพจนพ่ายแพ้ในที่สุด ก่อนหน้านี้ นายคอร์บินสั่งปลดนายฮิลารี เบนน์ รมว.ต่างประเทศเงาของฝ่ายค้านที่เป็นหัวหอกบีบให้ตนลาออก

นอกจากนี้ นายโจนาธาน ฮิลล์ สมาชิกคณะ กรรมาธิการยุโรปของสหราชอาณาจักร ยังประกาศลาออกเช่นกัน เพราะผิดหวังในผลการลงประชามติ แต่กล่าวว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วไม่สามารถแก้ไขกลับคืนได้

ส่วนนางนิโคลา สเตอร์เจียน มุขมนตรี หรือผู้นำสกอตแลนด์ ซึ่งลงมติท่วมท้นถึงร้อยละ 62 ต่อ 38 ให้สหราชอาณาจักรอยู่ในอียูต่อไป กล่าวว่า ตนจะขอหารือกับอียูโดยทันที เพื่อปกป้องสถานภาพสกอตแลนด์ในอียู และว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่สกอตแลนด์จะจัดการลงประชามติแยกตัวจากสหราชอาณาจักรเป็นครั้งที่ 2 โดยคณะรัฐมนตรีสกอตแลนด์ตกลงให้เริ่มร่างกฎหมายลงประชามติแล้ว นางสเตอร์เจียน ยังกล่าวว่า สหราชอาณาจักรที่สกอตแลนด์ลงประชามติขออยู่ร่วมกันต่อไปในปี 2557 นั้น “ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ด้านโพลล่าสุดของหนังสือพิมพ์ “ซันเดย์โพสต์” ระบุว่า ชาวสกอตส่วนใหญ่ร้อยละ 59 สนับสนุนให้สกอตแลนด์แยกเอกราชจากสหราชอาณาจักร ส่วนโพลของหนังสือพิมพ์ “ซันเดย์ ไทม์ส” ชาวสกอตร้อยละ 52 ก็ต้องการแยกเอกราชภายใน 5 ปี เทียบกับฝ่ายที่เห็นตรงข้ามร้อยละ 48 ขณะที่ผลการลงประชามติครั้งแรกในปี 2557 ชาวสกอตลงมติให้สกอตแลนด์อยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไปในสัดส่วนร้อยละ 55 ต่อ 45

ส่วนกรณีที่มีผู้ร่วมลงนามในเว็บไซต์ของรัฐสภาสหราชอาณาจักร ขอให้จัดการลงประชามติเรื่องถอนตัวจากอียูใหม่นั้น จนถึงวันที่เมื่อ 26 มิ.ย. ยอดผู้ลงนามพุ่งสูงทะลุ 3 ล้านคน ถ้ายอดเกิน 100,000 รายชื่อ รัฐสภาต้องพิจารณาเปิดอภิปรายคำร้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โอกาสที่จะมีการลงประชามติรอบ 2 มีน้อยมาก เพราะต้องออกกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งทำไม่ได้ อีกทั้งขัดต่อมติมหาชนในการลงประชามติครั้งแรก ส่วนนายกฯ คาเมรอนก็ระบุแล้วว่าจะไม่จัดการลงประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งจะเป็นการลงประชามติที่ไม่จบสิ้น (Neverendum)

ฝ่ายยื่นคำร้องขอลงประชามติใหม่อ้างว่า ถ้ามีผู้ออกมาลงคะแนนไม่ถึงร้อยละ 75 ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน และคะแนนสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ถึงร้อยละ 60 ก็มีสิทธ์ิร่วมล่ารายชื่อประชาชนขอลงมติใหม่ส่งให้รัฐสภาเปิดอภิปรายได้ โดยการลงประชามติครั้งนี้ มีผู้ไปออกเสียงร้อยละ 62.2 และลงมติให้ถอนตัวจากอียูร้อยละ 52

นอกจากนี้ ยอดผู้เข้าไปลงนามในเว็บไซต์ Change.org เรียกร้องให้นายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนใหม่ประกาศแยกกรุงลอนดอนเป็นเอกราช และขอเข้าเป็นสมาชิกอียูใหม่ ก็มีผู้ร่วมลงนามแล้วกว่า 100,000 คน ส่วนนายข่านกล่าวว่า ตนไม่สงสัยเลยว่าลอนดอนจะเป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จต่อไป แต่เรียกร้องให้สหราชอาณาจักรอยู่ในตลาดร่วม (Single Market) ของอียูต่อไป ด้านนายฟิลิป แฮมมอนด์ รมว.ต่างประเทศสหราชอาณาจักรเตือนว่าจะเกิด“หายนะ” ถ้าสหราชอาณาจักรไม่สามารถเข้าถึงตลาดร่วมอียู

ขณะที่โพลของสำนัก “คอมเรส” จัดทำให้หนังสือพิมพ์ “ซันเดย์ มิเรอร์” ปรากฏว่า ชาวสหราชอาณาจักรถึงร้อยละ 50 เห็นว่าควรเคารพผลการลงประชามติ เทียบกับร้อยละ 39 ที่เห็นตรงข้าม นอกจากนี้ ประชาชนวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 48 ยังพอใจในผลการลงประชามติ เทียบกับร้อยละ 43 ที่ไม่พอใจ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ชาวสหราชอาณาจักรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากโกรธแค้นไม่พอใจกลุ่มคนสูงวัยซึ่งลงมติให้ถอนตัวจากอียูมากกว่า โดยโพลของสำนัก “ไมเคิล แอชครอฟต์” สุ่มถามประชาชน 12,000 คน ปรากฏว่า กลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 18-24 ปี และกลุ่มอายุ 25-34 ปี ลงคะแนนให้สหราชอาณาจักรอยู่ในอียูต่อไปถึงร้อยละ 73 และ 62 ตามลำดับ ส่วนผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ลงคะแนนให้ถอนตัวจากอียูถึงร้อยละ 60

ด้านนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปกรุงบรัสเซลส์ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่อียู และกรุงลอนดอน ในวันจันทร์ 27 มิ.ย. เพื่อหารือผลกระทบเรื่องสหราชอาณาจักรถอนตัวจากอียู

ประชามติให้สหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ส่อพ่นพิษใส่อังกฤษ หลังคนแห่ลงชื่อทะลุ 3 ล้านชื่อ ขอให้จัดทำประชามติใหม่ อ้างคนมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 75 ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน และคะแนนสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ถึง... 27 มิ.ย. 2559 07:51 27 มิ.ย. 2559 07:52 ไทยรัฐ