วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หมอยาไทไร้พรมแดน

“เรามีความเชื่อว่า แต่ละชาติพันธุ์มีองค์ความรู้ในการใช้สมุนไพร”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรบอก หลังจากเราเดินทางไปสำรวจตัวยาสมุนไพร ทั้งที่หมู่บ้านชาวไทคำตี่ รัฐอรุณาจัลประเทศ และชาวไทพาเกบ้านลองจ็อง (Long Jong) อยู่ในพื้นที่ เมืองนาฮาคาเทีย Naharkatia เขตดีบรูการ์ (Dibrugarh) แคว้นอัสสัม (Assam ) ชุมชนแห่งนี้มีชาวไทพาเกอยู่ประมาณ 2,000 คน

การดั้นด้นมาสำรวจตัวยาจากชุมชนไทย ดร.สุภาภรณ์ให้เหตุผลว่า เพราะ “ยาแผนปัจจุบันเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน แต่มนุษย์เราอยู่กับต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติสภาพแวดล้อม มีการเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดโดยใช้พืชสมุนไพรที่อยู่รอบๆตัวเองมานาน เพราะฉะนั้น แต่ละชาติพันธุ์จะมีการพัฒนารากเหง้าในพื้นที่ที่ต่างกันไป”

ตัวอย่างเช่น “อย่างจะเอาคนอีสานมาเดินที่เขาใหญ่ เขาก็จะบอกว่าไม่มียา ไม่มีปลาไหลเผือก ไม่มีกองกอยลอดขอน แต่ถ้าเอาคนภูเขาทางภาคเหนือมาเดินป่าที่เขาใหญ่ เขาก็จะรู้จักต้นไม้ต่างๆที่เป็นสมุนไพรมากมาย นี่แสดงว่า แต่ละชาติพันธุ์เรามีรากเหง้าของเผ่าพันธุ์ มีการสั่งสมวัฒนธรรมประเพณี มีการก่อร่างสร้างตัวเป็นองค์ความรู้ เป็นนิสัยใจคอต่างๆ มีความแตกต่างกัน และมีทรัพย์สมบัติที่ปู่ย่าให้มาแตกต่างกัน”

เหตุที่สืบหาสมุนไพรในกลุ่มคนไทในประเทศต่างๆ “ก็เพราะยุคของเราเป็นยุคที่มีการสูญหายของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นการสูญหายของทรัพย์สมบัติของปู่ย่าตายายหายไปกับคนรุ่นเรา พืชอะไรทำยาอะไรได้ เราสูญเสียองค์ความรู้เหล่านี้ไป ทั้งๆที่มันเกิดมากับความเป็นมนุษย์ ความเป็นชาติพันธุ์ของเรา ก็เลยคิดว่าการจะเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้ เราต้องไปสืบหาองค์ความรู้ และองค์ความรู้ส่วนใหญ่ ในบันทึกอย่างเดียวไม่พอ เพราะบันทึกเป็นเรื่องของคนชั้นสูง เป็นเรื่องของโรคที่ยากๆ คนทั่วไปไม่รู้ต้องจด แต่การจดมีความยุ่งยากมากในสมัยก่อน เพราะฉะนั้น ความรู้ที่อยู่ในตำราเรื่องแพทย์แผนไทยจริงๆมันไม่พอ ก็เลยเริ่มต้นไปหาหมอยาพื้นบ้าน บางทีพบว่าเราเองก็มีต้นยา แต่เราไม่รู้ทั้งที่มีอยู่ในแผ่นดินของเรา เหล่านี้ทำให้มีความตั้งใจในการเดินทางเก็บความรู้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารู้จัก คือยาของตระกูลไท”

เริ่มจากภาคอีสาน ภาคเหนือ และสาเหตุที่มาไทพาเก แคว้นอัสสัม ประเทศอินเดียก็เนื่องจากเคยมาประชุมที่นิวเดลี ทราบว่ามีคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จมา “เราได้พบหมอยาคนหนึ่งที่ไปร่วมงาน เขาบอกว่าถ้าอยากจะไปบ้านจะส่งคนมารับไปดูหมู่บ้านของเขา เมื่อไปพบก็เป็นเรื่องแปลก เพราะหน้าตาก็เหมือนเรา นับถือศาสนาพุทธเหมือนเรา เลยมีความตั้งใจจะไปหมู่บ้านนั้น ซึ่งก็คือหมู่บ้านไทพาเก”

เรื่องการสื่อสาร “ไม่มีความยุ่งยาก พอดีมีพื้นฐานเป็นคนลาว เลยเข้าใจภาษาไทพาเกได้ไม่ยาก”

การไปหมู่บ้านไท “เหมือนไปพบพี่น้องที่จากกันไปราว 800 ปี ได้เห็นความเป็นคนไทยว่าเป็นอย่างไร แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราเริ่มตั้งแต่ไม่รู้จักกัน ไปนอนที่บ้าน ไปบ้านไหนก็ได้กินข้าว อยากได้อะไรเขาก็พยายามทำและหามาให้ รู้สึกว่าความเป็นคนไทอยู่ที่โครงสร้างนิสัยใจคอเหมือนๆกัน”

สมุนไพรที่พบในหมู่บ้านไทพาเก “มีพืชหลายต้นที่เราเรียกชื่อเดียวกัน อย่างขมิ้น ตีนเป็ด ว่านหอมหมากส้าน บอน หญ้าต่อยหุบ (ไมยราบ) ตะขบ เขาเรียกตากบ มะม่วงก็เรียกมะโม่ง ต้นไม้ชื่อคล้ายคลึงกันหลายชื่อ แต่ชื่อของเราอาจจะมีการผิดเพี้ยนกันไป เพราะเราจากกันมานาน และเราก็ไปรับคำของเขมรเข้ามา”

ดร.สุภาภรณ์บอกว่า คนไทยบ้านเรา คนที่ตั้งชื่อต้นไม้ จริงๆก็ไม่ได้อยู่กับต้นไม้ จึงบอกว่าจังหวัดไหนเรียกอะไร จริงๆไม่ควรจัดตามภาค แต่ควรเรียกตามเผ่าพันธุ์ อย่างเขมรเรียกอย่างหนึ่ง ลาวเรียกอย่างหนึ่ง และมอญก็เรียกอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น

สมุนไพรที่พบทั้งไทพาเกและคำตี่ที่อยู่ในรัฐอรุณาจัลประเทศ “ยกตัวอย่างเช่น พลับพลึง ใช้ในเรื่องเคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อย ห้อมใช้เกี่ยวกับรักษาโรคเลือด โรคตับ ขมิ้นทองรักษาแผล ว่านไพลแก้ปวดเมื่อย ผักหนอกแก้ความดัน ขาไก่ดำก็รักษาอาการเกี่ยวกับเอ็น ปวดเมื่อย มีฤทธิ์ลดการอักเสบ”

เรื่องตัวยาปกติเขาไม่ให้กันง่ายๆ ทำอย่างไรให้หมอยาไทต่างแดนยอมบอก “ความรู้เรื่องหมอยา มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางวิชาการ วิชาการมีแต่การวิจัยทางปริมาณ แต่เรื่องศิษย์กับครูไม่เคยมี เราไปเล่าให้เขาฟังว่า

เราคิดจะทำอะไร เขาคิดแบบเดียวกับเราไหม แรกๆมีไม่ไว้วางใจอยู่บ้าง รู้สึกว่ามาทำไม มาทำอะไร จะมาเอาตัวยาไปทำขายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือเปล่า เป็นเรื่องของใจกับใจจริงๆ เราตั้งใจจริงที่จะเก็บความรู้เหล่านี้ไว้”

วิธีการก็คือ “เราเข้าไปด้วยความเคารพ ไม่ได้ไปด้วยผลประโยชน์ ไปสร้างกระบวนการอุดมคติร่วมกันในการเก็บความรู้ดั้งเดิมของบรรพชนไว้ให้คนรุ่นหลัง อันนี้เป็นการทำงานความคิดกับคนในชุมชน”

หมอยาว่าถ้า “เราได้รับความไว้วางใจแล้ว ก็จะเกิดกระแสอย่างกว้างขวาง เป็นกระบวนการขึ้นมาระหว่างคนกับคน เขาขาดต้นไม้อะไร บางอย่างเราก็จะเอาไปให้ บางทีเราก็ไปสอนเขาด้วย ว่าอะไรแก้อะไร เราจะค่อยๆฟื้นฟูจากคนเล็กๆ ให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขามี”

เรื่องต้นไม้ “เมื่อก่อนเขาอาจจะไม่เห็นคุณค่า เมื่อเริ่มนึกได้เขาก็เริ่มหาต้นไม้มาปลูกกัน ถามหากันว่าอยู่ตรงไหน เป็นกระบวนการเล็กๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างน้อยสองหมู่บ้านไทด้วยกัน”

ความอุดมสมบูรณ์ของสมุนไพรในปัจจุบัน “ความจริงมันยังอยู่ พอเราไม่ค่อยได้ใช้ ต้นไม้ก็ค่อยหายไป ถึงมีอยู่เราก็ไม่รู้จักกัน มันเยอะแต่คนใช้น้อยลง มันเป็นวิกฤติของทั่วโลก ที่เรามักรอแต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่สั่งสมกันมาจะต้องถูกทำให้มีความสัมพันธ์และการฝึกใช้ประโยชน์ในชุมชน ไม่ใช่เฉพาะคนไทพาเก ไทยคำตี่ที่อื่นๆก็เหมือนกัน”

การเดินทางไปยังแดนคนไท “ไม่ว่าจะที่แห่งใดเราเอาจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาต่อกัน แล้วคืนความรู้ให้กับชุมชนไทยด้วยเจตนาว่า 1. เราต้องนำสิ่งดีๆในอดีตมาใช้ได้จริง มีการวิจัยพัฒนาเป็นอาหาร ยา เครื่องใช้ต่างๆ เป็นงานที่เราพยายามทำ ชั่วชีวิตเราคงทำไม่ได้มากนัก คงไม่เกิน 50-60 ตัว เพราะมีข้อจำกัดหลายเรื่อง 2. ทำให้แพทย์สมุนไพรเข้มแข็ง เพื่อ

จะได้นำแพทย์สมุนไพรมาใช้สมุนไพร 3. ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความรู้ ความสามารถ เรียกว่ามีความเชื่อมั่นว่าเราเป็นหมอให้ตัวเองได้ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง มีความรู้ ในเรื่องการดูแลสุขภาพตนเองด้วยสมุนไพร”

และ “4. ดูแลองค์ความรู้ไว้เพื่อเป็นมรดกให้กับโลก องค์ความรู้ไม่ได้อยู่ในตำรา แต่มันอยู่ในผู้คน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าฮียุ่ม หรือสมุนไพรชนิดใด มันมีอยู่ในแผ่นดินของเรา มันอยู่ในสังคมเรา เราเอาความรู้ที่อยู่ในแผ่นดินของเรามาให้ผู้คนใช้”

ส่วนมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้น หวังว่าสืบไป “เมื่อใครต้องการต่อความรู้เรื่องสมุนไพรไท ก็มาเรียนที่นี่เลย คล้ายเป็นตักศิลาของยาตระกูลไท”

26 มิ.ย. 2559 11:20 ไทยรัฐ