วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคล็ดวิชา ซูจี

ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทย เด็กไทยถูกปลูกฝังให้รู้จักพม่าในฐานะศัตรู หนังกลางแปลง ฉากทหารพม่าถืออาวุธวิ่งเข้าใส่ คนพากย์ มักพากย์ว่า “เฉน่าๆ พม่าบุก” ผมไม่รู้ว่าคำเฉน่าแปลว่าอะไร แต่ก็จำติดใจ

ประวัติสระพัง ตำบลหนึ่งในอำเภอเขาย้อย เพชรบุรี พม่ายกทัพผ่านมา หาน้ำกินใช้ไม่ได้ ออกปากขอยืม จอบเสียมชาวบ้าน แต่ไม่ได้ ทหารพม่าใช้ ดาบหอกแหลนหลาว...อาวุธที่ใช้ ขุดบ่อหาน้ำไปตามมีตามเกิด

โชคดี เจอตาน้ำ บ่อน้ำนั้น พม่าทิ้งไปแล้ว ชาวบ้านก็ใช้ บ่อเล็กๆกลายเป็นสระใหญ่ จึงเรียก “สระพัง” แต่ครั้งกระนั้น

มีเหตุให้ต้องกลัวและเกลียดพม่า มาแต่ครั้งโบราณ ไทยพม่าจับคู่เล่นสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงสงคราม 9 ทัพ พม่ายกมาทางใต้ ยึดแถว สุราษฎร์ ไชยา ชุมพร ทั้งเจ้าเมืองและลูกเมือง แตกหนีพม่าไปหลบซ่อนอยู่ในป่า

สมเด็จวังหน้า...ท่านก็ต้องลงใต้ รบไล่พม่าแตกพ่าย จับทหารพม่าเป็นเชลยได้ ก็เอาขังไว้ในคอกกลางแจ้ง ละแวกเมืองชุมพร ป่าวประกาศให้คนไทย ไปดูหน้าตาพม่า เพื่อให้รู้ว่า เนื้อตัวแขนขาก็เท่าๆกับคนไทย

ไม่ใหญ่โตเป็นยักษ์มาร จนต้องหนีพวกมันแต่ประการใด

การทำสงคราม ขวัญกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ นี่ก็คือวิธีปลุกปลอบให้คนไทย หายกลัวหันหน้ามาสู้

บริเวณที่ทำคอกขังพม่า แรกๆก็เรียกกันว่า “ทุ่งพม่าตากแดด” นานๆไป คำทุ่ง และพม่าหายไป เหลือแค่ “ตากแดด”

กลางสมัยรัตนโกสินทร์ คนไทยสนุกกับการเล่นคำผวน “คำตากแดด” ผวนแล้วหยาบ มีคนขอเปลี่ยนเป็นคำสุภาพ ถกเถียงกันไป
ผู้เฒ่าหลายท่านขอร้องว่า ถ้าตัด “ตากแดด” ออกไป ก็จะไม่มีเชื้อ เรื่องราวเก่าๆเหลืออยู่

เป็นอันว่า คำ “ตากแดด” ชื่อที่เป็นเหมือนอนุสาวรีย์ ความกลัวพม่ายังมี ตอนนี้ เป็นชื่อสถานีรถไฟเล็กๆ แถวชุมพร

ในยามปกติ มนุษย์กับความกลัว เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าในยามสงคราม ความกลัวของแม่ทัพ เป็นเรื่องใหญ่

มีเรื่องจดไว้ในพงศาวดารว่า ในศึก “ลาดหญ้า” รัชกาลที่ 1 ครั้งนั้นกรมพระราชวังหลัง เป็นจอมพลฝ่ายเหนือ ตรัสสั่งให้เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ยกขึ้นไปตีกองทัพพม่า ที่เข้ามาตั้งอยู่ทางลำแม่น้ำน่าน ตำบลปากพิง ใต้เมืองพิษณุโลก

(ตอนหนึ่งในปาฐกถา สมเด็จฯกรมดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สามัคคยาสมาคม 8 ต.ค.2470)

เจ้าพระยามหาเสนา ให้พระยาสระบุรี คุมกองสอดแนมล่วงหน้าขึ้นไป พระยาสระบุรีเดินบกขึ้นไปฟากตะวันออก เจอทำเลดี ตั้งพักค้างคืนอยู่ริมแม่น้ำน่าน

เช้ามืดก็สั่งเตรียมเดินทัพต่อ เป็นเวลาที่ฝูงนกกระทุงจะออกหาปลากิน พระยาสระบุรีไม่เคยรู้ข่าวนกกระทุง ฟ้ายังมืดมองเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ ก็เข้าใจว่าเป็นกองทัพพม่า กำลังพลมากเหลือกำลังสู้ ก็สั่งไพร่พลล่าถอย

จนรุ่งสว่าง เห็นอะไรชัดเจน ก็รู้ว่าเป็นนกกระทุง ความผิดตามอัยการศึก พระยาสระบุรีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องความกลัวพม่า...ที่คนไทยฝังไว้ในจิตใต้สำนึก

ไทยเราเลิกรบกับพม่า มากว่าสองร้อยปี ตอนนี้คงไม่มีใครกลัวใคร แต่ความรักความชังนั้นเกิดขึ้นได้ตามใจปุถุชน ตามเหตุผลแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

คุณอองซาน ซูจี ซึ่งผมเรียกเต็มปากเต็มคำ ผู้นำพม่า มาเยือนไทยคราวนี้ มีเหตุให้คนไทยต้องคิดถึง...หลายข้อ

เอาแค่ข้อแรก นี่คือสตรีคนเดียว ที่ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสกะ คือไม่เบียดเบียนใคร จนทหารพม่าที่ยึดอำนาจไว้ 50 ปี ต้องยอม นี่คือต้นแบบการเรียกร้องประชาธิปไตย คุณอองซานมาไทย เหมือนตั้งใจมาประจาน...การเมืองแบบไทย

เล่นการเมืองกันแบบไหน ปล่อยให้ประชาธิปไตยไปอยู่ในกำมือทหาร

ผมเห็นหน้าคุณอองซาน แทนความกลัวเดิมๆ กลายเป็นรักนับถือไม่กล้านึกต่อไป ทำไม เมืองไทย จึงไม่มีผู้นำการเมืองดีๆแบบนี้บ้าง

ที่เรามีๆกัน ดูจะมีสองฝ่าย ฝ่ายแรกยั่วให้ทหารยึดอำนาจ ฝ่ายที่สอง เรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ

ถ้ามีเวลา น่าจะหาเวลาไปกราบขอวิชา วิชาไล่ทหารออกจากการเมืองนั้นคุณอองซานใช้เป็น แต่เหตุไฉน...นักการเมืองไทยจึงใช้ไม่เป็น.

กิเลน ประลองเชิง

26 มิ.ย. 2559 11:19 26 มิ.ย. 2559 11:19 ไทยรัฐ