วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Brexit จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง อังกฤษวัดความกล้าท้าอียู

Brexit จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง อังกฤษวัดความกล้าท้าอียู

  • Share:

ผลการลงประชามติของคนอังกฤษที่ตัดสินใจให้รัฐบาลนำประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักรออกจาก (leave) การเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป (European Union) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สร้างปรากฏการณ์หลายด้านให้เกิดขึ้นกับชาวโลกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า

ปฐมบทแห่งประชามตินี้ สร้างความสั่นสะเทือน และตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในวงการตลาดเงินตลาดทุนมากพอสมควรทั้งในระยะแรกๆที่เห็นได้จากตลาดเงิน-ตลาดทุน ตลาดค้าทองคำที่เกิดความผันผวนสูง เพราะนักลงทุนเทขายหุ้นไปซื้อทองคำเพื่อความปลอดภัยกว่า

ไปจนถึงความยุ่งยากอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมายในอนาคตเมื่อพันธสัญญาต่างๆที่เคยทำกันไว้ในหมู่ประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศกับสหราชอาณาจักร จะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไปใน 2 ปีข้างหน้า เมื่อกระบวนการการออกจากสมาชิกภาพมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะที่เสียงชี้ขาดซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าท้ายที่สุดจะได้ข้อสรุปเช่นว่านี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า คนอังกฤษเลือกที่จะเอาศักดิ์ศรี และความทระนงในการเป็นชาติมหาอำนาจทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตนกลับคืนมา มากกว่าจะรักษาตลาดการค้าและสิทธิ พิเศษทางการค้าในอียูไว้ ด้วยผลโหวตที่ให้ออกจากอียู (leave) 51.9% หรือประมาณ 17.4 ล้านคน และผลโหวตให้อยู่ในอียูต่อไป (remain) เท่ากับ 48.1% หรือประมาณ 16.1 ล้านคน

“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของประเทศ เป็นกูรูเศรษฐกิจคนเดียวของประเทศไทยที่วิเคราะห์ถูกต้องตรงเผงว่าฝ่ายที่ต้องการจะออกจากอียูจะเป็นฝ่ายชนะ และมีคะแนนนำเหนือฝ่ายที่เคยเป็นผู้ชนะที่อยากให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป

“ผมคาดการณ์อยู่แล้วว่า อังกฤษคงจะออกจากอียูแน่นอน ไม่ใช่แค่เหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดส่วนลึกที่มีมานานแล้ว และก็เป็นข้อถกเถียงกันในประเทศมานานแล้วเช่นกัน เพราะคนอังกฤษมีความเป็นชาตินิยม และถือตัวว่าเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้แพ้เยอรมนี หรือฝรั่งเศสเลย นั่นเป็นเหตุผลว่า แม้จะเป็นสมาชิกภาพของอียู แต่อังกฤษยังใช้เงินปอนด์ของตนอยู่”

ดร.วีรพงษ์กล่าวด้วยว่า การอยู่ในอียู ทำให้อังกฤษถูกลดบทบาทลง และมักจะแพ้เสียงโหวตระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีที่จับมือกันแน่นมาตลอด แม้จะต้องส่งเงินงบประมาณให้กับอียูปีละ 8,800 ล้านปอนด์ก็ตาม แต่ก็แทบจะไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาใดๆภายในหมู่ประเทศสมาชิก

การที่อังกฤษตัดสินใจออกจากอียู ก็เป็นที่แน่นอนในทางเศรษฐกิจการเงินว่า จะต้องส่งผลกระทบกับอังกฤษมหาศาล เพราะอังกฤษเป็นประเทศหลักเช่นเดียวกับชาติมหาอำนาจอื่นๆอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย บราซิล และอื่นๆ และการที่อังกฤษเข้าร่วมอยู่ในอียู ทำให้ตลาดของอังกฤษใหญ่ขึ้น

เมื่อไหร่ที่ออกมาอังกฤษก็ไม่ได้เป็นตลาดเดียวกันกับอียู สิทธิประโยชน์และการค้าระหว่างกันก็ย่อมต้องลดลง

“เศรษฐกิจอังกฤษจะต้องหดตัว แต่ถึงกระนั้น คนอังกฤษก็เลือกที่จะเอาศักดิ์ศรีและความเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ของตนคืนมา มากกว่าจะรักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เคยได้จากอียู สำหรับผม ผมคิดว่า แม้ผลโหวตประชามติจะช็อกผู้คนในวงการตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก แต่ท้ายที่สุด มหานครลอนดอนจะยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปและของโลกต่อไป”

ธนาคารของประเทศต่างๆในอียูไม่มีเหตุผลใดจะย้ายออกจากลอนดอน เพราะลอนดอนเป็นศูนย์กลางทางการเงินมาเก่าก่อน และมีมาก่อนจะมีสหภาพยุโรป

ดร.วีรพงษ์กล่าวด้วยว่า เขายังเชื่อว่าอังกฤษจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปต่อไป และแม้จะออกจากอียูแล้วทำให้ค่าเงินตกต่ำลง หรือขาดดุลการค้า

เนื่องเพราะมีสัดส่วนการค้าในอียูถึง 40% แต่อังกฤษก็ยังสามารถใช้นโยบายการเงินการคลังดูแลค่าเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ไม่เหมือนประเทศอื่นที่ใช้เงินยูโรซึ่งไม่อาจจะขยับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น-ลงของเงินยูโรได้
สำหรับคนไทย ที่ส่งลูกหลานเรียนหนังสือในอังกฤษ คงจะแฮปปี้เมื่อค่าเงินปอนด์ตกลง แต่ทรัพย์สินที่เคยมีราคาแพง คงจะไม่มีอีกแล้วกระมัง

ดร.วีรพงษ์ยังเชื่อด้วยว่า สหภาพยุโรปยังคงจะอยู่ต่อไปได้อีก เพราะประเทศเล็กๆที่เป็นสมาชิกอยู่อีก 27 ประเทศนั้นได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกภาพในอียู ที่สำคัญหลายประเทศ ยังคงเป็นหนี้ในตราสารต่างๆ กับเยอรมนีและฝรั่งเศสอยู่ การที่มีคำกล่าวอ้างว่า อียูจะล้มในอนาคตจึงเป็นแค่เรื่องที่พูดกันไป เพราะอียูยังคงมีความมั่นคงทางการเงินอยู่

นายวัชรา ตันตริยานนท์ ประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่าการออกจากสมาชิกภาพอียู ย่อมกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆต่อสกุลเงินปอนด์ และตลาดเงินตลาดทุนในระยะแรก “แน่นอนมันอาจจะอ่อนไหวต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนระยะแรกๆ ช่วงที่ยังฝุ่นตลบอยู่ ก็ต้องหาที่เก็บเงินที่ปลอดภัยกว่า (safe haven) ไปก่อน อย่างที่เราเห็นก็คือ เอาเงินไปลงทุนใน ทองคำ ทำให้ราคาทองคำแท่งปรับตัวขึ้นสูงและปิดตลาดถึง 1,000 บาทต่อบาท หรือ 70 กว่าเหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์”

ส่วนเรื่องการค้า-การลงทุน จะต้องใช้เวลาเจรจาอย่างน้อยๆอีก 2 ปีตามที่รัฐบาลประกาศออกมา เพราะเรื่องการค้า หรือกฎกติกาการลงทุนร่วมกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆนั้น เอาเข้าจริงๆมีเป็นร้อยๆหน้าที่ต้องมาทบทวนกันใหม่ และทำให้ทุกข้อที่เคยตกลงกันไว้ สามารถจะเจรจากันอย่างลงตัวได้ ที่แน่ๆคือ ทั้งอังกฤษ และสหภาพยุโรป จะอ่อนแอลง ปัญหาคือ จะบริหารจัดการกันอย่างไร และจะมีประเทศใดขอออกจากอียูอีกบ้าง

การค้าขายในตลาดโลกช่วงนี้ จึงยังคงเป็นปกติจนกว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันจบ ส่วนค่าเงินปอนด์จะถูกลดค่าลง ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือที่อังกฤษอาจจะโชคดีที่เงินปอนด์ด้อยค่าลง อย่างเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ด้อยค่าลงไปอยู่ที่ 49 บาทต่อปอนด์ จากที่เคยยืนอยู่ที่ระดับ 50-52 บาทต่อปอนด์ ส่วนคนไทยที่ไปลงทุนในอังกฤษหรือในยุโรป คงต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ใช้เงินกู้ในประเทศเขา มีรายได้แล้วขายลงทุนต่อ อาจไม่ได้รับผลกระทบนัก แต่ถ้ากู้เงินในประเทศไปลงทุนที่นั่น คงลำบากหน่อย

“ช่วงแรกๆอาจจะโอเวอร์ แอ็กชั่น และอาจมีผลกระทบกันรุนแรง จะเรียกว่า ตกใจแบบไม่มีเหตุผลก็ได้ หรือเห็นฝรั่งขาย ต้องขายตาม ก็อยากให้คิดว่า ฝรั่งขายไม่ได้เอาเงินออกไป เดี๋ยวก็กลับมาลงทุนใหม่”

สำหรับกลุ่มคนที่ไปลงทุนซื้อบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษอาจได้รับผลกระทบ ตรงที่เวลาไปซื้อ ราคาบ้านอาจจะ Over Value กระนั้นก็ตาม นายวัชรา กล่าวว่า ค่าเงินปอนด์เคยเหลืออยู่ 36-37 บาท และยืนอยู่ที่ระดับ 40 บาทต่อปอนด์มาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษตกต่ำสุดขีด แต่แล้วสถานการณ์ต่างๆก็พลิกผันไป ทำให้บ้านมีราคาแพงมาก และค่าเงินปอนด์ก็แข็งลงไปมากถึง 70-90 บาทต่อปอนด์

การตัดสินใจออกจากสมาชิกภาพอียู ไม่ใช่เพราะปัญหาการเมือง แต่อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก ขณะที่โครงสร้างของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป กับการยกเลิกนโยบายการเงินของแต่ละประเทศทำให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศสมาชิกได้ยากมาก

โดยเฉพาะในการปรับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น-ลงเพื่อช่วยให้แต่ละประเทศออกจากวิกฤติ แต่ก็ทำไม่ได้ ซ้ำประเทศใหญ่ยังต้องกันงบประมาณเพื่อรับผิดชอบประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจเล็กกว่า และถูกคนในประเทศเล็กๆเข้ามาแย่งงานทำ เมื่อรวมกันแล้วไม่เวิร์ก ก็ต้องตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่เราเห็น

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ในช่วง 2 ปีนี้ อังกฤษคงต้องดำเนินการภายในหลายอย่างเช่น ล็อบบี้สภากว่าจะออกจากอียูได้ ถ้าจัดการได้ และอังกฤษดีขึ้น หลายประเทศคงอยากออกตาม ซึ่งอาจทำให้อียูอ่อนแอ กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต่อการส่งออกไทย

ดังนั้น ไทยต้องหันไปพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ มุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การค้าชายแดนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบทางตรงไม่มากนัก เพราะขณะนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ถ้านักลงทุนดึงเงินที่ลงทุนในไทยกลับประเทศ ตนเอง ก็ไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทย หรือตลาดหุ้นไทยทรุดลงมาก อีกทั้ง ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากถึง 3-4 เท่าของหนี้ต่างประเทศ สถาบัน การเงิน มีการกันสำรองจำนวนมาก จึงน่าจะรับมือได้ และเชื่อว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว

“ในระยะยาว น่าจะเป็นผลดีต่ออังกฤษมากกว่า เพราะจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายต่างๆ ในการบริหารประเทศ และจะทำให้ประเทศต่างๆเจรจาการค้ากับอังกฤษได้ง่ายขึ้น”

ที่ผ่านมา เจรจากับอียูยาก มีเงื่อนไขมาก สำหรับอาเซียน ไม่น่าจะมีใครอยากออกจากการเป็นสมาชิก อีกทั้งอาเซียนยังไม่รวมตัวกันแน่นแฟ้นเหมือนอียู ยังไม่มีการใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่ละประเทศยังเป็นเอกเทศในการบริหารประเทศตน แต่อาเซียนต้องเอากรณีของอียูมาเป็นบทเรียนในการรวมตัวกัน เพราะการมีนโยบายเศรษฐกิจเดียวกัน ค่าเงินเดียวกัน และการตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการยุโรป ก็อาจมีปัญหาเหมือนอียูได้

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่า ถ้าอังกฤษเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้เร็ว

ผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจไทย ก็อาจจะมีจำกัด แต่หากล่าช้า และไม่ชัดเจนจะทำให้ผลกระทบในด้านต่างๆรุนแรง และยาวนานขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะกระทบราว 0.1-0.2% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่า 8,900-20,000 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยในสหราช อาณาจักร ได้แก่ ไก่แปรรูป รถยนต์ รถจักรยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ

ส่วนผลกระทบต่อค่าเงิน คาดว่า ค่าเงินปอนด์อาจจะเผชิญกับแรงเทขายเป็นระยะๆ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการอ่อนค่าไม่น้อยกว่า 10% ไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1.3250 ดอลลาร์ต่อปอนด์ สหรัฐฯ

จากเดิมที่ระดับ 1.4878 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ในช่วงก่อนลงประชามติ ขณะที่เงินยูโรก็อาจอ่อนค่าลงไป ทดสอบแนวรับที่ 1.0500 ดอลลาร์ต่อยูโร จากช่วงก่อนการลงประชามติ ส่วนเงินบาทอาจอ่อนค่าลง 2-5% ไปที่ระดับ 36.00-37.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ผลกระทบต่อสถาบันการเงิน แม้จะเป็นไปได้ว่า อาจทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งหลังของปี 59 แต่ในระยะแรกคงมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถาบันการเงินของอังกฤษและอียูเช่นกัน แต่เนื่องจากฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินส่วนใหญ่ทั้งในอังกฤษและอียูมีความมั่นคงสูง ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะที่ เศรษฐกิจอียูก็ฟื้นตัวต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว

“ปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นในรอบนี้ แตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 และวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2551 ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่ามาก นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BOE) คงจะสามารถประคับประคองสถานการณ์นี้ ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายลงได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้