วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนประชาธิปไตย

เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออก เสียง แห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่ลงประชามติด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52 ต่อ 48 ให้ถอนตัวยูเคออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นประชามติประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนแผ่นดิน ไหว ที่ไม่สั่นสะเทือนแค่อังกฤษ แต่สะเทือนทั้งอียู 28 ประเทศ เพราะยูเคเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทหาร อันดับสองของยุโรป

ผลการสำรวจความคิดเห็นหรือโพล พบว่าเสียงสนับสนุนของกลุ่มที่ต้องการ “อยู่” และ “ไป” มีคะแนนสูสีมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันลงประชามติ แต่ผลปรากฏว่าฝ่ายที่ต้องการออกจากอียูเป็นผู้ชนะ สาเหตุสำคัญเนื่องจากคนอังกฤษค่อนข้างจะเป็นชาตินิยม ต้องการอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติใดๆ อีกทั้งมีปัญหาผู้อพยพหนีภัยสงครามจากซีเรีย ไหลทะลักเข้าปีละหลายแสนคน

เชื่อว่าผลการลงประชามติครั้งนี้ จะกระทบต่ออังกฤษและยุโรปค่อนข้างแรง ผลกระทบในระยะสั้นได้แก่ค่าเงินปอนด์ที่ลดลงฮวบฮาบ ควบคู่กับดัชนีตลาดหุ้น และอาจทำให้เศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว ผลกระทบด้านการเมือง อาจทำให้สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือถอนตัวออกจากยูเค ส่วนผลกระทบต่อเศร3ษฐกิจไทยมีไม่มาก และอาจเป็นแค่ระยะสั้น

แต่ในด้านการเมือง ประเทศไทยน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนเรื่องประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ หลังจากที่ทราบผลของประชามติ นายเดวิด คาเมรอน ได้ประกาศจะลาออกจากนายกรัฐมนตรี ในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากเขาเป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อให้ยูเคคง “อยู่” ในอียู แต่เสียงข้างมากเห็นต่าง “ความรับผิดชอบ” คือบทเรียนที่สำคัญ

จากการลงประชามติครั้งนี้ เห็นชัดเจนว่านักการเมืองอังกฤษเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้มติหรือคำสั่งของพรรค นายกรัฐมนตรีเห็นว่ายูเคต้องอยู่ในอียู ขณะที่รัฐมนตรีและระดับผู้นำของพรรคอนุรักษนิยมด้วยกัน กลับเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ถอนตัว เปรียบเทียบกับการเมืองไทย แม้รัฐธรรมนูญจะระบุว่า ส.ส.เป็นอิสระ แต่ในความเป็นจริงอยู่ใต้อาณัติเจ้าของพรรค

บทเรียนประชาธิปไตยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การลงประชามติในอังกฤษเปิดกว้างให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการ “อยู่” หรือ “ไป” ไม่ใช่แค่ให้แสดงความคิดเห็นโดยเสรี แต่ยังให้ “รณรงค์” หาเสียงสู้กันอย่างเข้มข้น ฝ่ายที่ต้องการถอนตัวโจมตีฝ่ายที่ต้องการอยู่ เปรียบเสมือนจอมเผด็จการฮิตเลอร์ ส่วนฝ่ายที่ต้องการอยู่ “ขู่” ว่าถ้าออก เศรษฐกิจจะหายนะ

การรณรงค์ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างเสรี ไม่มีกฎหมายห้ามรณรงค์หรือชี้นำ ไม่ตีความกฎหมายขยายความ จนทำให้ผู้ที่ใส่เสื้อ “รับ” หรือ “ไม่รับ” เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาทำผิดกฎหมายประชามติ ระวางโทษแรงถึงจำคุก 10 ปี แต่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเต็มที่ เพื่อเป็นหลักประกันความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญใหม่ ตามคำแนะนำของเลขาธิการสหประชาชาติ.

26 มิ.ย. 2559 10:33 26 มิ.ย. 2559 10:33 ไทยรัฐ