วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรคหน่อไม้ปี๊บพิษ

โดย หมอดื้อ

“โรคหน่อไม้พิษ”...ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จริงๆแล้วอาจมีผู้ป่วยอื่นๆ ในประเทศไทยอีกมากที่เป็นโรคนี้แต่ไม่ได้รายงาน อาการน้อย หรืออาจจะวินิจฉัยไม่ได้ เนื่องจากอาการจะคล้ายคลึงกับโรคเส้นประสาทอักเสบ (Guillain Barre syndrome) และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (myasthenia gravis) ซึ่งเกิดจากภาวะแพ้ภูมิตัวเอง หรือถูกกระตุ้นด้วยการติดเชื้อไวรัสเช่น zika และยังคงจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ ถ้าไม่กินถูกวิธี

โรคหน่อไม้พิษที่มีผู้ป่วยขนาดใหญ่มากกว่า 100 รายในจังหวัดน่าน ข่าวครึกโครมทั่วโลก ในปี 2006 ต้องอยู่ไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเดือน เครื่องหมดโรงพยาบาลต้องย้ายไปโรงอื่นอุตลุด แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เคยมีข่าวครึกโครมไปก่อนหน้านี้ รายงานโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯในปี 1999 ก็เกิดที่จังหวัดน่านเช่นกัน เมื่อเดือนเมษายน 1998 (มีผู้ป่วยทั้งหมด 13 ราย เป็นผู้ป่วยหญิง 9 ราย) ในจำนวนทั้งหมดนี้มีอาการหนักจนต้องรับตัวเข้าโรงพยาบาล 9 ราย และ 4 รายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 1997 มีเหตุการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้นที่จังหวัดตาก มีผู้ป่วย 6 ราย (ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 2) ทั้งหมดต้องเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยที่ 4 รายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิต 1 ราย

โรคหน่อไม้พิษเกิดจากการเตรียมหน่อไม้ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยมีพิษจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งปกติอยู่ในดิน และปนเปื้อนสู่หน่อไม้ ซึ่งจะมีการสร้างสปอร์ (spore) โดยที่สปอร์มีความทนทานต่อความร้อน แม้ต้มที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 6 ชั่วโมงก็ไม่ตาย

การทำหน่อไม้อัดปี๊บที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่เตรียมจากการต้ม 1 ชั่วโมง และอัดปี๊บเลยและเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง 3-6 เดือน จนกว่าจะจำหน่ายหมด ในระหว่างนี้เองที่แบคทีเรียจะเจริญงอกงามในปี๊บ ซึ่งมีอากาศน้อยและมีภาวะเป็นกรดไม่มาก และเริ่มผลิตพิษ (toxin) ซึ่งพิษจาก C. botulinum เป็นพิษที่รุนแรงที่สุดในบรรดาพิษจากแบคทีเรียทั่วไป จนมีการพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพปล่อยทางอากาศฟุ้งกระจายทำให้เกิดโรค

คนที่ทานหน่อไม้เหล่านี้จะได้รับพิษไปโดยปริยาย พิษเหล่านี้ไม่ได้ทนทานความร้อนมาก ดังเช่น ตัวสปอร์ ดังนั้นการต้มก่อนด้วยความร้อนเพียงแค่ 80 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที หรือ 100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที ก็จะทำลายพิษเหล่านี้ได้ สำหรับตัวเชื้อและสปอร์เอง คนที่มีระบบ น้ำย่อยของกระเพาะอาหารเป็นปกติ มีความเป็นกรด จะไม่เกิดโรค ทั้งนี้ เนื่องจากสปอร์จะไม่โตในสภาวะที่เป็นกรด (pH น้อยกว่า 4.6)

อย่างไรก็ตาม เด็กทารกอาจจะเกิดโรคจากการกินของที่ปนเปื้อนเชื้อและสปอร์ได้ เนื่องจากระบบน้ำย่อยยังมีความเป็นกรดไม่เต็มที่ ที่จะสามารถป้องกันการสร้างพิษจากสปอร์เหล่านี้ได้

คนที่ได้รับพิษเข้าไปจะเริ่มมีอาการภายในไม่กี่ชั่วโมงจนถึงประมาณ 6 วัน โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียและต่อมาพิษจะซึมจากระบบทางเดินอาหารเข้าสู่เลือดไปยังเส้นประสาท โดยที่พิษเหล่านี้จะทนทานต่อน้ำย่อยได้ เมื่อถึงเส้นประสาทพิษจะทำการยับยั้งการปล่อยสารเคมี ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทั้งตัว โดยบริเวณที่ถูกกระทบก่อนมักเป็นกล้ามเนื้อหนังตา กล้ามเนื้อลูกตา กล้ามเนื้อใบหน้า ส่วนที่ควบคุมการพูดการกลืน

ดังนั้น ผู้ป่วยจะมีหนังตาตก เห็นภาพซ้อน กลอกตาไม่ได้ จนกระทั่งยักคิ้วไม่ได้ หลับตาไม่ลง และขยับกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้ พูดและกลืนลำบาก จากนั้นจะมีอาการแขน-ขาอ่อนแรง และหายใจไม่ออก เนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อทรวงอกไม่ทำงาน นอกจากเส้นประสาทกล้ามเนื้อแล้ว เส้นประสาทอัตโนมัติยังถูกกระทบทำให้มีอาการปากแห้ง รูม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง และลำไส้ไม่เคลื่อนไหว ทำให้ท้องอืด ถ่ายไม่ออก รวมทั้งปัสสาวะไม่ออก

การรักษาอยู่ที่การระงับไม่ให้พิษที่ยังอาจหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดไปจับกับเส้นประสาท โดยการให้ซีรั่ม (antitoxin) ทางหลอดเลือด ซึ่งควรต้องได้รับอย่างเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นพิษจะเข้าไปจับกับเส้นประสาท และซีรั่มจะไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม ซีรั่มจะไม่ทำให้อาการอ่อนแรงดีขึ้นนัก แต่ป้องกันไม่ให้เลวลงในกรณีที่ยังมีพิษหลงเหลือในกระแสเลือด การรักษาอื่นๆเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่ การให้เครื่องช่วยหายใจ สอดท่อทางเดินปัสสาวะ และช่วยฟื้นฟูกายภาพบำบัดกำลังกล้ามเนื้อ และป้องกันไม่ให้มีภาวะโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ในกรณีที่มีอาการมากและหายใจเองไม่ได้ ผู้ป่วยอาจติดอยู่ในเครื่องช่วยหายใจนานหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน และต้องทำกายภาพบำบัดต่ออีกหลายเดือนจนกว่าจะเริ่มดีขึ้น

อาหารประเภทอื่นๆเช่น เนื้อแดง อาหารทะเล เนื้อเป็ด ไก่ นม ซึ่งมีความเป็นกรดไม่มาก ก็มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรค ถ้าถูกปนเปื้อนด้วยเชื้อและสปอร์ ถ้านำไปบรรจุกระป๋อง และไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ ที่ถูกต้อง

การฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง (sterilization) ได้แก่ การให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 116-121 องศาเซลเซียส ภายใต้แรงดัน 0.68-0.97 หน่วยบรรยากาศ (10-15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) นาน 20-100 นาทีขึ้นไป จึงจะมีความปลอดภัยในการผลิตเป็นอาหารบรรจุกระป๋อง

โรคดังกล่าวนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เป็นแผลและติดเชื้อ C.botulinum และมีการสร้างพิษเข้าไปในกระแสเลือด โดยจะมีอาการคล้ายคลึงกันแต่น้อยกว่าที่ได้รับพิษจากการกินอาหาร C.botulinum อยู่ในตระกูลเดียวกับ C.tetani ที่ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก โดยที่ในโรคบาดทะยักพิษจะเข้าเส้นประสาทและทำให้แข็งเกร็งจนหายใจไม่ได้แทนที่จะเป็นอ่อนแรงดังในกรณีของ C.botulinum ตอนนี้พวกเราเห็นหรือยังครับ การกินอาหารสุก ปรุงถูกวิธี เข้าใจขั้นตอนง่ายๆ เท่านี้ก็มีความสุข อร่อย แซ่บได้.

หมอดื้อ

25 มิ.ย. 2559 11:06 ไทยรัฐ