วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สนิมเนื้อใน คสช.เกมตรวจสอบ “ต่อรอง”ขุมกำลัง : อำนาจขบเหลี่ยมใน กระทบภารกิจใหญ่

สนิมเนื้อใน คสช.เกมตรวจสอบ “ต่อรอง”ขุมกำลัง : อำนาจขบเหลี่ยมใน กระทบภารกิจใหญ่

  • Share:

โลกสั่นสะเทือนชั่วขณะ เมื่อสหราชอาณาจักร อันประกอบไปด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ แสดงประชามติออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

ส่งผลให้ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ผันผวน คนหันมาตุนทองเพื่อความมั่นคง

ยุโรปกำลังเข้าสู่โซนโดนพายุความมั่นคงทางเศรษฐกิจพัดกระหน่ำครั้งใหญ่

ส่วนที่เมืองไทยก็เจอฝนกระหน่ำหนาเม็ดขึ้นตามเงื่อนเวลาที่อยู่ในห้วงวสันตฤดู

เป็นเหตุให้หลายพื้นที่ในเมืองกรุงจมอยู่ใต้บาดาล ตามฉากที่เห็นกันจนชินตา น้ำท่วมขังถนนสายหลัก รัชดา ลาดพร้าว วิภาวดีรังสิต กลายเป็นลำคลอง รถติดวินาศสันตะโร

ประชาชนคนทำงาน นักเรียนไปเรียนสาย ถึงขั้นหยุดเรียนหยุดสอนกันก็มี

หงุดหงิด หัวเสียกับชะตากรรมร่วมแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

และแน่นอน คนที่หนีไม่พ้นถูกถามหาในยามฝนตกน้ำท่วมกรุงเทพฯก็คือ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่นอนตาไม่หลับ

ล่าสุดมีภาพข่าวตื่นแต่เช้ามาบัญชาการกู้สถานการณ์ที่ถนนรัชดา

และที่ไม่พลาดกับวาทกรรมใหม่ๆปล่อยออกมาให้ฮือฮา โดยรอบนี้ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้อย่าเรียกสถานการณ์น้ำท่วม แต่ให้เรียกน้ำรอระบาย

เป็นโทนที่เบาลงกว่าเมื่อครั้งไล่คนหนีน้ำท่วมไปอยู่บนดอย

เอาเป็นว่า นาทีนี้ยังเป็นชะตากรรมร่วมที่หนีไม่พ้น ภายใต้บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯต้องคอยลุ้นกันวันต่อวัน

ในห้วงบรรยากาศทางการเมืองก็ขมุกขมัว อึมครึมเหมือนพายุตั้งเค้ายังไงยังงั้น

จากจุดเริ่มเกมชิงพื้นที่ข่าว เบียดแย่งพื้นที่ทางการเมือง ตามเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ปล่อยให้ทีมเสื้อแดง นปช.เดินยุทธศาสตร์ขอตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ตื๊อ เอาล่อเอาเถิดกับท็อปบูต

ซึ่งก็ได้ผล ตามจังหวะกระตุก “ต่อมฉุน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องตีหน้ายักษ์ ประสานเสียงขู่ออกอากาศ

ห้ามเด็ดขาด ปล่อยให้ตั้งศูนย์ป่วนไม่ได้

ซึ่งนั่นก็เข้าทางฝ่ายแกนนำเสื้อแดง นปช.ได้เดินแต้มช็อตต่อ ด้วยการยกคณะไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

อาศัยเกมโลกล้อมประเทศไทยบีบรัฐบาลทหาร คสช.ให้หยุดละเมิด

แต่นั่นก็ยังช้ากว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่ชิงต่อสายตรงถึงนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ชี้แจงความจำเป็นในการใช้มาตรการเข้มงวดในโหมดประชามติ เพราะมีกลุ่มการเมืองจ้องป่วนหวังให้กระทบโรดแม็ปที่คสช.ได้วางแนวปฏิรูปประเทศไทยไว้

ต่างฝ่ายต่างชิงตัดหน้า แย่งคิวกันฟ้องต่อนานาชาติ

ก่อนที่ คสช.จะงัดมาตรการเด็ดขาด โดยให้คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คสช.แจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. รวมทั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และพวกรวม 19 คน

ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว

โดยทั้งหมดจะต้องมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ที่กองบังคับการกองปราบปราม หากไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกไปอีก 1 ครั้ง และถ้าไม่มาพบอีก พนักงานสอบสวนจะออกหมายจับดำเนินคดีต่อไป

ไม้ตายฝ่ายคุมเกมอำนาจ ล็อกคอลูกทีม “ทักษิณ” เข้ากระบวนการตามกฎหมาย

แต่ในจังหวะที่ คสช.กำลังรุกกลับฝ่ายต้าน สวนหมัดเล่นงานพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแกนนำเสื้อแดง นปช.โทษฐานป่วนกระบวนการประชามติ

มันก็มีเหตุการณ์ให้สะดุด เหมือนโดนตัดกำลังอย่างจัง

ตามสถานการณ์บังเอิญพอดีที่ศาลประเทศอังกฤษ ได้ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือราว 395 ล้านบาท จากนายเจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 ปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวก

ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว จากที่ก่อนหน้านั้นศาลอังกฤษได้ตัดสินลงโทษจำคุก 10 ปีแก่นายแมคคอร์มิค ตั้งแต่ปี 2556

โดยคำสั่งยึดทรัพย์จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมนำเงินสด อสังหาริมทรัพย์ และเรือสำราญที่แมคคอร์มิคมีชื่อเป็นเจ้าของมาจำหน่ายและนำเงินไปชดเชยแก่ผู้เสียหายต่อไป

ฝนตกที่อังกฤษ หนาวมาถึงเมืองไทย

ในจังหวะแรกเลย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ต้องเจอกับคำถามร้อนๆ เผือกตกใส่มืออย่างจัง

ในฐานะผู้อยู่ร่วมในสถานการณ์ “คาบเกี่ยว”

โดยเฉพาะคนที่หนีไม่พ้นโดนลากโยงไปเอี่ยวด้วย

ก็คือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในยุคนั่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก

เจอจ่อไมค์ซักหนักกว่าใคร

แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมหลุดให้ “เข้าเนื้อ” พยายามบอกปัดคำถามนักข่าวที่ให้ตอบว่าที่ผ่านมาเครื่องจีที 200 ใช้งานได้หรือไม่ ระบุไม่อยากตอบเพราะกลัวมีผลต่อการเรียกร้องเงินเยียวยา

โดย “บิ๊กป๊อก” ยืนยันว่า ถ้าซื้อด้วยกลไกปกติของกองทัพไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด แต่ครั้งนี้เป็นการซื้อพิเศษเป็นความต้องการของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางส่วนก็เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในภาคเหนือ เป็นการร้องขอจากข้างล่างขึ้นมาตามความ ต้องการ

เน้นเคลียร์ไปที่เจตนา ไม่พูดถึงเรื่องของเก๊ของจริง

แต่ตามทิศทางข่าวสื่อกระแสหลัก ทุกหน่วยงานต่างออกอาการเด้งรับคำตัดสินของศาลอังกฤษ มีการติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องจีที 200 ไปที่สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไล่ต่อเนื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เตรียมรื้อคดีการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ส่งให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตรวจสอบ

ทุกหน่วยขยับเล่นลูกตามน้ำ ในจังหวะ “เรื่องแดง” ขึ้นมาอีกรอบ

จีที 200 ตรวจหาระเบิดไม่ได้ แต่จะใช้ตรวจจับคนทุจริตคอร์รัปชันแทน

และประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในข่ายได้รับเงินคืนอีกต่างหาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีการแสดงเจตนาในการขอคืนเงินจากการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดปลอม

อีกทั้งยังมีการแสดงท่าทีจากบางฝ่ายไปในทิศทางที่การันตีว่าเครื่องจีที 200 ใช้งานได้

นั่นก็เพราะในสถานการณ์ “แก้เกี้ยว” จากการถูกนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และหลายฝ่ายแฉว่ากองทัพไทยซื้อ “ไม้ล้างป่าช้า” ไม่ใช่เครื่องตรวจระเบิดที่ใช้ได้ผล

ทำให้ฝ่ายเกี่ยวข้องในการจัดซื้อต้องดาหน้ากันออกมายืนยันว่าใช้ได้จริง

งานนี้จึงยิ่งส่งน้ำหนักให้ยุทธการไล่บี้หาคนรับผิดชอบจากการซื้อเครื่องตรวจระเบิดปลอมจีที 200 จากราคาที่ขายกันในประเทศอื่นเครื่องละแสนกว่าบาท แต่เมืองไทยปั่นราคาขึ้นไปถึงเครื่องละกว่า 9 แสนบาท

ฟาดส่วนต่างหัวคิวกันสะดือปลิ้น

ตามเหลี่ยมเข้าทาง “ตีกิน” ฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลคสช.จะได้จังหวะโหนกระแส เล่นลูกตามน้ำในการขยายผลเปิดแผล “คอร์รัปชัน” ประจานปมจีที 200

ได้ทีดิสเครดิตทหารอย่างจัง

กระแทกเครดิตความโปร่งใส สั่นสะเทือนระดับความเชื่อมั่นคสช.

แต่มันยังมีจุดที่น่าจับตากว่านั้น ถ้าสังเกตจากหน่วยงานที่เด้งรับกระแสจีที 200 ก่อนเลยก็คือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ภายใต้การนำของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ที่สั่งให้รื้อข้อมูลการตรวจสอบเรื่องจีที 200 ขึ้นมาดูอีกครั้ง

พร้อมนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานใหญ่

แน่นอน โดยสถานะในขุมข่ายอำนาจทั้ง พล.อ.ไพบูลย์และนายพิศิษฐ์ไม่ได้ขึ้นตรงกับ “พี่ใหญ่”

รู้กันมานานว่าอยู่ในปีกของสายบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์

ฉะนั้นการตั้งข้อสังเกตในเหลี่ยมเกมอำนาจทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายวิเคราะห์เกมอำนาจจะมองได้ในกรณีการ “เจาะยาง” ทีมงานของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

ตอกย้ำอาการ “ขบเหลี่ยมอำนาจ” ในฝ่ายของกลุ่มถืออำนาจพิเศษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงที่สุดเลยแม้เกมนี้จะมีปมคอร์รัปชันเป็นเดิมพัน แต่ก็น่าจะยังไม่กล้าหักดิบกัน เพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์คาบเกี่ยว

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า “พี่ใหญ่” กับทีม “บ้านสี่เสาฯ” ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันในการบล็อก “ทักษิณ”

อย่างมากก็แค่กระตุกเกมต่อรองการแชร์อำนาจ ในจังหวะฤดูเกษียณอายุราชการใหญ่ ต้องมีการตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ และวางกำลังเหล่าขุนทัพนายกอง

มันก็ต้องเขย่ากันตามเหลี่ยมลูกเข้าทางบาทา

แต่ปัญหาใหญ่จริงๆมันอยู่ที่พลังศรัทธาของมหาชนที่วูบไปมากกว่า

เพราะว่ากันตามภารกิจทีมงาน คสช.ในการนำพาประเทศชาติและประชาชนไทยก้าวผ่านวิกฤติความขัดแย้งไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ

แต่ในสถานการณ์ที่โดนปมคอร์รัปชันตัดคะแนนความโปร่งใส แถมยังมีปัญหาขบเหลี่ยมในเป็นระยะ

ตัวเองยังแทบจะเอาตัวไม่รอด

แล้วกับการแบกภารกิจใหญ่ ดูแล้วน่าเหนื่อยแทน.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้