วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยูเคทิ้งอียู-จุดเริ่มหรือจุดจบ?

ช็อกโลก! เมื่อผลการลงประชามติในสหราชอาณาจักร (ยูเค) หรือที่เราเรียกกันว่า “อังกฤษ” เมื่อ 23 มิ.ย. ฝ่าย “Brexit” (Britain+ Exit) ชนะฝ่าย “Bremain” (Britain+Remain) ด้วยคะแนน 51.9% ต่อ 48.1% นั่นคือยูเคถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งอยู่ฝ่าย “Bremain” ประกาศลาออก

คำถามที่ดังเซ็งแซ่ตามมาก็คือ ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?

ฝ่ายมองโลกในแง่ร้ายชี้ว่า เมื่อยูเค หนึ่งในสมาชิกยักษ์ใหญ่ที่สุดถอนตัวเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ 60 ปีของอียู จะเป็นจุดเริ่มต้นการล่มสลายของอียู ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤติรุมเร้า ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติผู้อพยพรุนแรงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงวิกฤติการก่อการร้าย

บางคนชี้ว่า ในระยะสั้น Brexit จะส่งผลให้ทั่วโลกปั่นป่วนหนัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นและตลาดเงิน เฉพาะในส่วนยูเค ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอาจร่วงลง 15-20% อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นถึง 5% ค่าแรงพุ่งกระฉูด และจีดีพีจะลดลงถึง 1.0-1.5% นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานอียู ถึงกับเตือนว่า ถ้ายูเคถอนตัว ไม่เพียงจะนำไปสู่การทำลายอียูเท่านั้น แต่จะทำลาย “อารยธรรมทางการเมืองของโลกตะวันตก” ด้วย

Brexit ยังส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ประเทศอื่นๆขอเอาอย่างบ้าง เช่น ฝ่ายขวาจัดและพวกสงสัยในการรวมตัวกับอียู (Eurosceptics) ในฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ก็เรียกร้องให้จัดลงประชามติถอนตัวจากอียูเช่นกัน ขณะที่สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ก็อาจขอลงประชามติแยกตัวจากยูเคอีก

นั่นแสดงให้เห็นว่า “ศรัทธา” ในอียูเสื่อมถอยอย่างหนัก นับตั้งแต่เยอรมนีตะวันตก ฝรั่งเศส และอีก 4 ประเทศ ร่วมก่อตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” (อีอีซี) ในปี 2500 หวังสร้างความสามัคคี มั่นคง มั่งคั่ง ในยุโรป หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ยุโรปบอบช้ำอย่างหนัก
ยูเคสมัครเป็นสมาชิกอีอีซีในปี 2504 หลังเห็นการค้าในอีอีซีเฟื่องฟู แต่แรกๆ ถูกประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล ของฝรั่งเศสขัดขวาง แต่เมื่อเดอ โกล พ้นอำนาจ ก็เข้าร่วมสำเร็จในปี 2516 ต่อมาอีอีซีกลายมาเป็นอียูในปี 2536 และขยายตัวจนมีสมาชิก 28 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน หนึ่งในความสำเร็จยิ่งใหญ่ของอียูคือการเป็น “ตลาดร่วม” (Single Market) มีการเคลื่อนที่ของสินค้า เงินทุน การบริการ และคนอย่างเสรี

แต่ถึงกระนั้น ชาวยูเคยังกังขาในการรวมตัวกับอียูอยู่ไม่วาย เพราะเห็นว่าตนมีประวัติศาสตร์ เกียรติภูมิยิ่งใหญ่แตกต่างจากชาติอื่นๆ แต่กลับถูกถ่วงรั้ง เสียเปรียบ ไร้อิสระ จากกฎเกณฑ์เยอะแยะของอียู อีกทั้งต้องอุ้มชาติอื่นที่อ่อนแอ ต้องจ่ายเงินให้อียูมหาศาลถึงปีละกว่า 8,800 ล้านปอนด์ ซึ่ง “ได้ไม่คุ้มเสีย”

ยูเคจึงเข้าอียูแบบขาข้างเดียว ยังใช้เงินปอนด์ต่อไป ไม่เข้าร่วมกลุ่ม “ยูโรโซน” ใช้เงินสกุลยูโร และไม่เข้าร่วม “ความตกลงเชงเกน” ซึ่งอนุญาตให้ประชาชนในชาติสมาชิกเดินทางระหว่างกันได้เสรีโดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต และให้ผู้ถือวีซ่าเชง-
เกนมีสิทธิเดินทางได้ชั่วคราวในทุกชาติสมาชิก

นายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ วิลสัน เคยจัดการลงประชามติครั้งแรกในปี 2518 ซึ่งฝ่ายไม่ถอนตัวชนะด้วยเสียง 67% ต่อมา คาเมรอน ให้สัญญาในปี 2556 ว่าถ้าพรรคอนุรักษนิยมของตนชนะเลือกตั้งในปี 2558 จะจัดลงประชามติอีกครั้งเพื่อกำจัดความคลุมเครือ อีกทั้งเพื่อลดแรงกดดันจากพวก Eurosceptics ภายในพรรคอนุรักษนิยมและพรรคเอกราชยูเค (UKIP) หัวหอกต่อต้านอียูมานานกว่า 20 ปี


แม้คาเมรอนจะหนุนฝ่าย Bremain แต่ก็ไม่ต้องการให้ยูเครวมตัวกับอียูเกินไป และต้องการให้อียูปฏิรูป รวมทั้งนโยบายเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ที่ทำให้คนจากชาติอียูอื่นๆเข้าไปแย่งงานชาวยูเค และนโยบายรับมือวิกฤติผู้อพยพลี้ภัยจากตะวันออก กลางและแอฟริกา ซึ่งเป็นประเด็นหลักในประชามติครั้งนี้

เมื่อเลือกถอนตัว รัฐสภายูเคต้องผ่านกฎหมายรับรองก่อน ส่วนรัฐบาลยูเคต้องไปต่อรองเงื่อนไขต่างๆกับอียูว่าจะคบค้าสมาคมกันอย่างไรต่อไป โดยเจรจากันสุดเข้มข้น 2 ปี ภายใต้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน 2009 ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่านั้น ก่อนถอนตัวอย่างเป็นทางการ ระหว่างนั้น ยูเคยังต้องเคารพกฎเกณฑ์อียูต่อไป แต่ไม่มีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจในนโยบายใดๆ

ผู้ชนะ-นางกิเซลา สจวร์ท (ซ้าย) นายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน (กลาง) นายไมเคิล โกฟ รมว.ยุติธรรม (ขวา) 3 ผู้นำกลุ่ม Vote Leave ซึ่งรณรงค์ให้ยูเคถอนตัวจากอียู แถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ของ Vote Leave ในกรุงลอนดอน หลังทราบผลการลงประชามติ (เอพี)

แต่ถ้ายูเคเลือกเล่นเกมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และมีพรรคใดประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะ “กลับลำ” ไม่ถอนตัวจากอียู และพรรคนั้นๆชนะเลือกตั้ง จะทำให้ยูเคอยู่ในอียูต่อไปได้ท่ามกลางความแตกแยก เพราะเท่ากับเป็นการ “ลงประชามติซ้อน” ขัดต่อมติมหาชนที่ให้ถอนตัวจากอียูไปแล้ว

ส่วนอียูก็ต้องทบทวนตัวเองและเร่งปฏิรูปเพื่อความอยู่รอด และแนวคิดรวมตัวทางการเมืองให้ลึกซึ้งขึ้นที่เรียกว่า “Ever-closer” คล้าย “สหรัฐอเมริกา” นั้นคงต้องพักไว้ก่อน แต่การปฏิรูป “พูดง่ายแต่ทำยาก” เพราะยังแตกแยกกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี “ขาใหญ่” ขัดแย้งกันเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ เรื่องยูโรโซน และวิกฤติผู้อพยพ การผลักดันแนวริเริ่มด้านเศรษฐกิจใหญ่ๆ คงสำเร็จได้ยาก

ในช่วงยังมึนงง อียูอาจเลือกแนวทางรวมตัวกันแบบหลวมๆลง หรือทำอะไรที่ดูยิ่งใหญ่ให้รู้ว่า “ข้ายังอยู่” อาจเป็นการผนึกกำลังกันด้าน “ความมั่นคง” และ “การทหาร” ให้เข้มแข็งขึ้น ขณะที่เผชิญความท้าทายจาก “รัสเซีย” และภัยก่อการร้าย

หลัง Brexit อนาคตยูเคและอียูจะเป็นเช่นไรยังยากจะบอกได้ แต่ที่แน่ๆ อะไรๆไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว!

บวร โทศรีแก้ว

25 มิ.ย. 2559 09:21 25 มิ.ย. 2559 09:22 ไทยรัฐ