วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวยรอยยิ้ม เสน่ห์ล้น! เปิดโปรไฟล์ 'พลอย พลอยพรรณ' ดีไซเนอร์หมวกเก๋

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ 'พลอย-พลอยพรรณ ภัทรธีรานนท์' เชื่อแน่ว่าหลายคนอาจพอคุ้นหูติดหูกันอยู่บ้าง เพราะเธอเป็นทายาทเจ้าของกิจการสวนนงนุชที่โด่งดัง ติดอันดับสวนที่สวยที่สุดในโลก ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสเจอเธอในงานเปิดตัวสกินแคร์ออร์แกนิก 'นีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์' สาขาแรกในไทย ณ สยามพารากอน เราเลยไม่พลาดคว้าตัวมาเปิดคอลัมน์ ไฮโซโปรไฟล์ ให้หลายๆ คนได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอมากขึ้นกันสักหน่อย ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ชีวิตสุดเซเลบฯ และธุรกิจเครื่องประดับที่ทำกำไรให้เธออย่างงดงาม...

วันเกิด : 19 ก.พ. 2523
ส่วนสูง-น้ำหนัก :
169 ซม. - 55 กก.
พี่น้อง :
3 คน เป็นคนโตสุด (มีน้องสาว น้องชาย)
การศึกษา :
ปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และปริญญาโท Marketing Communications, University of Westminster, London UK
อาชีพปัจจุบัน :
Partner&Designer เครื่องประดับหมวก Tête-a-porter และ Siritapin-Partner Vintage,Handmade pin accessoriees
อาหารที่ชอบ :
ของทอดทุกชนิด
ที่เที่ยวสุดโปรด :
ทะเลทุกที่ ยุโรป-เอเชียไปหมด
สิ่งที่เกลียด-กลัวสุดๆ :
คนไม่จริงใจ
คติประจำใจ :
Passion creats success, Never says 'no' to my customer
สิ่งที่คาดหวังในอนาคต :
ความสุข
อินสตาแกรม :
ploy1000 (ไอจีส่วนตัว), teteaporter (เครื่องประดับหมวก), pin_by_siritapin (เข็มกลัดดีไซน์สวย)
เฟซบุ๊ก : ploy ploypan

แนะนำตัวเองกันหน่อย

ชื่อ พลอย-พลอยพรรณ ภัทรธีรานนท์ ค่ะ อายุ 36 ปี ธุรกิจตอนนี้กำลังจับอยู่ 2 อย่าง คือ ธุรกิจเครื่องประดับ (ทำหมวก) แฮนด์เมดกับเพื่อน เป็น Co-Partner กัน ชื่อแบรนด์ Tête-a-porter อันนี้เราทำมาตั้งแต่ปี 2009 นับมาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 7 ปีแล้ว และธุรกิจที่สองเป็นธุรกิจใหม่เพิ่งเริ่มทำ คือ Import เข็มกลัด ชื่อแบรนด์ Siritapin เหมาะสำหรับใครที่ชอบเข็มกลัดแบบวินเทจเก่าๆ หน่อย ดีไซน์ไม่ผิดหวังแน่นอน

จุดเริ่มต้นธุรกิจ
เราเริ่มกับพาร์ทเนอร์อีกคน คือ 'มิ้งค์-วิทิดา ตรังอดิศัยกุล' แต่ก่อนเขาเป็น Brand Manager ให้กับ Frank Muller และเราเป็น PR ดูในส่วนของ CRM ให้กับบริษัท Pendulum ซึ่งเป็นบริษัท Luxury Watch ในประเทศไทย ทีนี้เราก็คุยกันว่า เราน่าจะหากิจกรรม หรืองานอดิเรกอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า เพราะแต่ละคนก็มีงานประจำกันอยู่แล้ว พอผ่านไปสักพักพี่มิ้งค์ก็ออกมาเป็นแม่บ้าน และเราก็ออกมาทำแบบส่วนตัว มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ชวนกันมาทำอะไรร่วมกัน จนได้ไอเดียว่าจะทำที่ติดผม เพราะตอนนั้นเทรนด์ติดผมกำลังดังมาก และเจ้าสาวหลายคนก็หา Hair Accessories สวยๆ จากเมืองนอก ทว่ามันมีราคาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นกิ๊ฟ ที่คาดผมน่ารักๆ เฮดแบนด์ หมวกเก๋ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะลองทำมัน ดีไซน์มันขึ้นมาเอง แล้วขายในราคาที่ไม่แพงมากนัก คนสามารถเข้าถึงราคานั้นได้ ซึ่งหลักๆ ราคากิ๊ฟติดผมของแบรนด์เราจะอยู่ที่ 800-1,000 กว่าบาท ถ้าเป็นตัวหมวกจะอยู่ประมาณ 2,000-4,000 กว่าบาท แต่ถ้าเป็นแบบของเจ้าสาวจะอยู่ที่ 4,000 กว่าบาทขึ้นไปจนถึง 10,000 กว่าบาท ทั้งหมดก็แล้วแต่ Material ที่ใช้ในชิ้นนั้นๆ Product เราไม่มีให้เช่านะ ขายขาดทุกชิ้น เราจะไม่ทำขายในราคาสูงมากแต่เราจะเน้น Material ที่เอามาใช้เป็นของนำเข้าทั้งหมด เราไปเลือกเองจากอังกฤษบ้าง จากอิตาลีบ้าง ริบบิ้นก็เป็น Double Sized Satin ที่ไม่ใช่ริบบิ้นปกติ

ฟีดแบ็กด้านราคาสูงไปไหม
ก็มีบางคนที่บอกราคาสูงไปนะ ทว่าเราก็จะจัด Sales อยู่เรื่อยๆ มันก็เลยทำให้ฟีดแบ็กค่อนข้างดีมาก ยอดขายเราขึ้นทุกปีๆ ยิ่งปีนี้มียอดขายที่พีคสุดเลย และเร็วๆ นี้ เราก็จะกำลังขยายออกสู่ต่างประเทศด้วย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำสัญญากับประเทศเกาหลี คืออันนี้คนเกาหลีติดต่อมาเพราะเขาชอบงานของเรา เขาเป็นเหมือน Artist อยู่ในธุรกิจสายหนัง และเป็นเจ้าของโรงแรมดังที่เกาหลี ทีนี้เขาก็ติดต่อเราให้มาช่วยดีไซน์หมวกให้ส่งไปที่ธุรกิจเกาหลี เขาจะเอาไปใส่ในซีรีส์ ในหนังของเกาหลี เราก็เลยเซย์เยสไป ตอนนี้เราก็กำลังปฏิรูปแบรนด์ เช็กสินค้าอะไรให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมส่งออก

นอกจากที่เกาหลีแล้วมีที่ไหนอีกบ้าง ? เรากำลังดูเรื่อยๆ นะ อย่างล่าสุดเราได้ไปช่วยงานคุณพ่อที่สวนนงนุช แล้วก็บินไปช่วยจัดขบวนดอกไม้ที่อังกฤษ เพราะที่นั่นเขาจัดงาน Chealsea Flower Show มันก็ทำให้เรามีแพลนอยากจะ Export แบรนด์ของเราไปที่อังกฤษบ้าง เพราะคนที่นั่นมีวัฒนธรรมในการใส่หมวก (แบบเมืองผู้ดี) ตอนนี้เราก็กำลังดูๆ ช่องทางอยู่เหมือนกัน

ยากไหมในการทำธุรกิจ
ส่วนตัวแล้วไม่ยากนะ มันเหมือนเป็นจังหวะมากกว่าที่ทำให้เราได้เริ่มทำแบรนด์นี้ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมาสัมภาษณ์ทำให้เราได้เอาสินค้าไปโปรโมตเป็นที่รู้จัก หรือว่าเพื่อนกำลังแต่งงาน ไปตัดชุดที่ Vivienne Westwood เราก็ได้ผ้าเหลือจากการตัดชุด (ที่มีราคาสูงมาก) มาดีไซน์ทำเป็นเฮดพีช เฮดแบนด์น่ารักๆ ซึ่งนั่นเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของเราเลย มันก็เหมือนได้ Material มาช่วยอัพเกรดผลงานเราขึ้นไปอีก ฉะนั้นเราคิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่จังหวะลงตัวมากกว่า

อินสไปร์ในการดีไซน์
เราเอามาจากกิจกรรมทุกอย่างที่เราทำเลย ไม่ว่าจะเป็น ขี่ม้า ถ่ายรูป ดอกไม้ในสวน หรือขนมลายน่ารักๆ ทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจได้หมด เราพยายามเอางานอดิเรกของเราไปใส่ไว้กับงานดีไซน์ด้วย อย่างเช่น มีช่วงหนึ่งเราขี่ม้า เราก็จะทำหมวกโปโลที่ใช้สำหรับการขี่ม้าโดยเฉพาะ ซึ่งผลงานนั้นเราได้รับรางวัลจากหนังสือ Hello เมื่อหลายปีก่อนด้วย และที่สำคัญที่สุด คือเราเป็นคนชอบท่องเที่ยวที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือนอกประเทศ ฉะนั้นทุกการเดินทางเราก็จะได้อินสไปเรชั่นใหม่ๆ ขึ้นมาเยอะมาก เวลาอยู่บนเครื่องแล้วเราเกิดสมองแล่น เราจะจดโน้ต หรือวาดโครงไว้คราวๆ ก่อน ว่าอยากจะทำคอลเลกชั่นใหม่แบบนี้ รวมถึงสภาพอากาศในแต่ละช่วงก็มีส่วนให้เราเกิดไอเดีย โปรเจกต์ใหม่ๆ เหมือนกัน อย่างถ้าช่วงอากาศร้อนก็จะทำเป็น Beach เยอะหน่อย หรือใกล้ช่วงหนาวก็จะเป็นแบบขนสัตว์อบอุ่นๆ อย่างไรก็ดี ทุกๆ คอลเลกชั่นเราก็จะเอาลูกค้าเป็นที่ตั้ง ทำออกมาให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด ลูกค้าอยากได้แบบไหน แบรนด์ Tête-a-porter จะต้องซัพพอร์ตตรงนั้นได้

เป็นนักครีเอทีฟ ชอบคิด ชอบสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า
เราเป็นคนหัวค้าขายมากกว่านะ ถ้าเป็นเรื่องครีเอต-แมตช์การแต่งตัวจะไม่ค่อยโอเคเท่าไร (หัวเราะร่า) เราแค่ชอบแต่งตัวมากกว่า แต่ถ้าเป็นพาร์ทเนอร์จะแต่งตัวเก๋กว่าเราเยอะ แล้วจะชอบคิดมีไอเดียแปลกๆ อยู่ตลอด ถามถึงการแต่งตัวเรากับพาร์ทเนอร์คนละสไตล์กันเลย เราจะออกแนวหวานๆ ทว่าพาร์ทเนอร์จะออกเป็นแนวเท่ๆ ล้ำๆ หน่อย แต่นั่นมันก็ทำให้เราอยู่กันอย่างลงตัว และคิดดีไซน์ผลงานกันคนละสไตล์ ลูกค้าที่ชอบแนวหวานๆ ก็จะให้เราดีไซน์ให้ แต่ถ้าลูกค้าคนไหนที่ชอบแนวเท่ๆ นิ่งๆ น้อยๆ แนวอเมริกันนิดหนึ่ง หรือสปอร์ตหน่อยๆ ก็จะไปทางพาร์ทเนอร์เลย เขาจะดีไซน์ได้สวยกว่า

ชื่อแบรนด์ได้มาแต่ใด

ตัว Tête-a-porter มันแปลคล้ายๆ Ready to wear สำหรับใส่ศีรษะ ชื่อนี้ได้มาจากคุณ 'อริยะ พนมยงค์' ซึ่งตอนนี้เป็น MD Line ใหญ่ ประจำประเทศไทย คือเขาไปเรียนที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้วสามารถพูดฝรั่งเศสได้แทบจะเป็น First Language เลย เขาก็ตั้งชื่อนี้ขึ้นมาให้ อีกทั้งการใส่หมวกมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของยุโรป อังกฤษ และฝรั่งเศส (เข้ามาประเทศไทย ณ สมัยนั้น) ก็เลยเป็นหนึ่งเหตุผลที่เขาตั้งชื่อแบรนด์ไปในแนวยุโรป

เซเลบฯ ลูกค้าประจำ
ส่วนใหญ่ลูกค้าเราจะไม่ใช่เซเลบฯ มากนัก แต่เป็นลูกค้าที่ซื้อไปใส่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ดอกเตอร์ จะมีอยู่หลายท่านเลย, คุณหมอก็เยอะเหมือนกัน เพราะพวกเขาไม่มีเวลาไปช็อปปิ้ง ฉะนั้นก็จะไลน์หาเราโดยตรง ถ้าเป็นเซเลบฯ ก็จะมี ปุ๊กลุก-ศศิวิมล ณ ระนอง หรือ น้องปีใหม่ ลูกสาวของแอฟ-ทักษอร เตชะณรงค์ อันนี้เราก็ได้มีโอกาสทำเป็นของขวัญให้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะเป็นคนเลือกขอคุยกับลูกค้าเองนะ จะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไร ชอบแบบไหน แล้วเราจะได้ดีไซน์ Product ที่เหมาะกับกิจกรรม และไลฟ์สไตล์ของลูกค้านั้นๆ ได้

ถามว่าเราคุยกับลูกค้าทุกคนเลยรึเปล่า คำตอบคือใช่ เราคุยกับทุกคนด้วยตัวเอง ติดต่อกับลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะทำยังไงให้ Product ของเราตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เรามองว่า Consumer Insight สำคัญที่สุดในการทำแบรนด์นะ

แบรนด์ Tête-a-porter หาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
เมื่อก่อนเรามีที่ Metropolitan Museum of art อยู่ Emporium แต่ตอนนี้ต้องเป็นต่างชาติเท่านั้น เราก็เลยออกมา ที่ขายอื่นๆ เรามีที่โรงแรม 6 ดาว ชื่อ 'รายาวดี' อยู่ที่กระบี่ ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีร้าน Again&Again เป็นร้านวินเทจของคุณแอ๊ม-มาสิริ ตามสกุล (บรรณาธิการแฟชั่น นิตยสารมารีแคลร์ของประเทศไทย) ที่นี่จะรวมของวินเทจทั้งหมดจากทั่วโลก รวมไปถึงแบรนด์หมวก Tête-a-porter ของเราด้วย และก็มีที่ Siam Center ชื่อร้าน Commit a sin เป็นร้านของ คุณแจน-พัทธมน เตชะณรงค์ ซึ่งพอดีน้องชายคนเล็กของเราแต่งงานกับคุณแจน ก็เลยทำให้มีโอกาสได้รู้จักกัน และเอา Product ของเราไปวางที่นั่นได้ นอกจากนี้ ก็ยังมีขายออนไลน์ในอินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูผลงาน และฟอลโลว์ได้ใน ไอจี : teteaporter หรือในเฟซบุ๊ก : teteaporter bkk อันนี้เป็นเฟซบุ๊กของทางร้าน ทว่าถ้าใครอยากจะติดต่อกับเราโดยตรงก็สามารถไลน์มาคุยกันได้เลย แบรนด์ของเรามีดีไซน์เก๋ๆ ให้เลือกหลายแบบ

เริ่มต้นจับธุรกิจเข็มกลัดได้อย่างไร
จริงๆ เราเป็นคนชอบสะสมเข็มกลัดโบราณๆ นะ แต่ไม่เคยคิดที่จะทำเป็นธุรกิจอะไรเลย เพราะมันไม่บูม และคนให้ความสนใจน้อย ทว่าพอแฟชั่นเริ่มเปลี่ยน คนให้ความสนใจเข็มกลัดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อีกทั้งเรารู้สึกว่าในตลาดทุกคนเน้นทำแต่ตุ้มหู ทำแหวน แต่ยังหาเข็มกลัดสวยๆ ไม่ได้เลย มันก็เลยเหมือนจุดประกายความคิดให้เราอยากหันมาทำตรงนี้จริงจัง จนเปิดแบรนด์ชื่อว่า 'สิริเทพิน (Siritapin)' แต่มันไม่เหมือนแบรนด์หมวกที่เราดีไซน์ และผลิตเองนะ อันนี้เป็นธุรกิจนำเข้าจากหลายประเทศ มีทั้งยุโรป มีทั้งเช็ก (Czech) ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ แต่เราจะเน้นที่อังกฤษ โซนอเมริกา ถ้าเป็นเอเชียเราก็จะมีนำเข้าจากญี่ปุ่น และก็เกาหลี

ถามว่านานไหมกว่าแบรนด์จะเติบโต มันก็ใช้เวลาโตไม่นานเลย เพียง 6 เดือนเท่านั้น ตอนแรกเราก็มีคิดนะว่ามันจะเติบโตไปในทิศทางไหน แต่สรุปผลตอบรับกลับมาดีเกินคาด อาจเพราะคนเบื่อการใส่สร้อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เรื่องดีไซน์ที่เราคัดสรร Product สวยๆ กิ๊บเก๋ โดดเด่นสะดุดตามาให้เลือกมากมาย เรายังพยายามครีเอตวิธีการติดที่แตกต่างกัน เพื่อให้มันดูไม่น่าเบื่อ และมีลูกเล่นหลากหลายด้วย สำหรับเราชอบการติดเข็มกลัดมากกว่าใส่สร้อยที่มันหนักนะ เพราะมันดูสวยเรียบหรู ไม่ดูเยอะจนเกินไป แถมใส่ง่ายถอดสะดวก และเสริมบุคลิก ให้ดูไฮเอนด์ขึ้นด้วย

เทคนิคการวาง Position เข็มกลัดกับเสื้อผ้า
ง่ายๆ เลย ตอนนี้ก็ยังมีลูกค้ามาถามอยู่เหมือนกันว่าติดยังไงดี จะเลือกดีไซน์แบบไหนดี หรือดีไซน์แบบไหนถึงจะเข้ากับเสื้อตัวนี้ เอาเป็นว่าถ้าเป็นสูทสำหรับหนุ่มๆ เราแนะนำให้ติด Stick pin ที่เป็นแท่งเสียบ อาจจะเสียบตรงเนคไท หรือเสียบตรงกระเป๋าของเสื้อสูทก็จะได้ลุคที่เท่ขึ้น เก๋ไปอีกแบบหนึ่ง ส่วนของสาวๆ ก็ต้องดูไปตามสไตล์-สีของชุดที่ใส่ อาจจะเป็นแบบ Minimal ก็ดี ลายสัตว์น่ารักๆ ก็ดี หรือจะเป็นแบบที่มีเม็ดมุกสวยๆ ก็จะทำให้สาวๆ มีลุคที่เรียบหรูขึ้น

เปิดขายที่ไหนบ้าง
ณ ตอนนี้เราเปิดขายในอินสตาแกรมอย่างเดียวเลย สามารถคลิกไปดูได้ที่ pin_by_siritapin มีดีไซน์สวยๆ ให้เลือกเพียบ แต่เราคิดว่าตลาดเข็มกลัดยังโตได้อีกเยอะนะ หลังจากนี้ก็อาจจะค่อยๆ ขยาย ดูตลาดไปเรื่อยๆ อีกอย่างตอนนี้แบรนด์ก็ยังเปิดได้ไม่ถึงปีเลย คงต้องรออะไรให้มันเข้าที่เข้าทาง ดูทิศทางลูกค้ามากกว่านี้ก่อน แต่เอาจริงๆ ตอนนี้แค่ในเมืองไทย Product ก็แทบจะไม่พอขายแล้วนะ เพราะทุกครั้งที่เรากลับมาจากต่างประเทศปุ๊บ ลูกค้าก็จะเข้ามาถามเลยว่ามีแบบใหม่มาไหม สินค้าลอตใหม่จะเข้ามาวันไหน คือคนติดตามเยอะ และอยากได้เยอะมากๆ เชื่อไหมว่า ภายในวันเดียวก็ออกไปเป็นสิบๆ ชิ้นแล้ว ฉะนั้นตอนนี้ขอโฟกัสแค่ในประเทศก่อนแล้วกัน

การแต่งตัวสไตล์พลอยพรรณ
เราชอบทุกอย่างที่มันมีกิมมิก ไม่ค่อยชอบอะไรที่มันเรียบมากๆ ถ้าเกิดว่าชุดนั้นมันเรียบ เราก็จะหาแอคเซสเซอรี่มาเติมทำให้ลุควันนั้นดูเด่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมวกเก๋ๆ บ้าง เฮดแบนด์บ้าง หรือติดเข็มกลัดสวยๆ บ้าง บอสเก่าที่เราเคยทำงานที่ Pendulum ได้ให้คติว่า Passion Create Success ถ้าทุกอย่างมาจากสิ่งที่เรารัก... แน่นอนเราจะทำมันออกมาได้ดี ถามถึงแหล่งช็อปปิ้ง จริงๆ เราเป็นคนไม่ติดหรูนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นของแบรนด์ตามห้างก็ได้ ตลาดก็เดินได้ ยิ่งเป็นตลาดของเก่าที่มีไอเท็มเก๋ๆ วินเทจหน่อย เราชอบไปเดินทุกที่เลย

สิ่งที่คาดหวังในอนาคตกับธุรกิจ
แน่นอนว่าเราหวังให้คนไทยหันมาใส่หมวกกันเยอะขึ้น เพื่อที่จะทำให้แบรนด์ของเราเติบโตต่อไปได้ และเป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างไรก็ดีแล้ว เราอยากให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวนะ โดยเฉพาะการหยิบแอคเซสเซอรี่มาเล่นโน่นเล่นนี่ เพราะถ้าสาวๆ แต่งตัวเสร็จทว่าขาดอะไรพวกนี้ มันก็เหมือนแต่งตัวไม่ครบ ฉะนั้นเราอยากให้หมวก และแอคเซสเซอรี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่อยู่ในใจสาวๆ หรือยังให้ความสำคัญกับมันต่อไปตลอดเรื่อยๆ

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ 'พลอย-พลอยพรรณ ภัทรธีรานนท์' เชื่อแน่ว่าหลายคนอาจพอคุ้นหูติดหูกันอยู่บ้าง เพราะเธอเป็นทายาทเจ้าของกิจการสวนนงนุชที่โด่งดัง ติดอันดับสวนที่สวยที่สุดในโลก ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสเจอเธอในงานเปิดตัวสกินแคร์ 23 มิ.ย. 2559 20:09 26 ก.ค. 2559 11:20 ไทยรัฐ