วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โปร่งใสไม่ลูบหน้าปะจมูก

กรณี “ไม้ล้างป่าช้า” กลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากที่เงียบไปหลายปี คราวนี้มีรายงานข่าวว่าศาลอังกฤษ ได้พิพากษาสั่งยึดทรัพย์เจ้าของบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 มูลค่ากว่า 375 ล้านบาท ในความผิดฐานหลอกขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดที่ไร้ประสิทธิภาพ ให้แก่หลายประเทศ รวมทั้งประเทศ ไทยที่เสียค่าโง่ไปกว่าพันล้านบาท

เมื่อนักข่าวเรียนถามระดับผู้นำของรัฐบาลและ คสช. เรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะรื้อคดี และส่งให้ศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบ นายกรัฐมนตรีตอบว่าจะตรวจสอบอะไรอีก? เขางดใช้ตั้งนานแล้ว เมื่อใช้ไม่ได้ก็ไม่ใช้ ถ้าโลกเขาใช้อยู่ก็ใช้ เป็นเรื่องที่เขาผลิตมา มีการโฆษณาต่างๆ มีการใช้ในหลายประเทศ จึงซื้อตามกันมา

ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราระบุว่า ระหว่างปี 2550 ถึง 2553 หน่วยงานราชการไทยซื้อเครื่องตรวจวัตถุ “ปลอม” ดังกล่าวถึง 11 หน่วยงาน ซื้อมารวม 1,398 เครื่อง ผู้ซื้อรายใหญ่สุดได้แก่กองทัพบก ซื้อถึง 659 ล้านบาท เพื่อใช้งานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงชี้แจงว่า นำมาตรวจระเบิดพบบ้างไม่พบบ้าง แต่จัดซื้อถูกต้องโปร่งใส

แต่ต่อมาตรวจสอบพบว่าใช้การไม่ได้ รัฐบาลจึงมีมติให้ยกเลิกการใช้ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินชี้แจงว่า รายการนี้เป็นการซื้อของราคาแพง เป็นเรื่องเอกชนฉ้อโกงรัฐ ร้ายแรงกว่าฉ้อโกงประชาชน อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่งบอกว่า เครื่องนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการเดาสุ่ม ไม่สามารถตรวจระเบิดได้จริง อาจเป็นเหตุให้สื่อเรียก “ไม้ล้างป่าช้า”

ในด้านคดี มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลร้องขอต่ออังกฤษ เพื่อขอเงินเยียวยาที่รัฐต้องจ่ายไป ขณะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงว่าแบ่งคดีออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง ในการกระทำผิด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ อาจเข้าข่ายกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมายฮั้วประมูล ส่วนที่สองเป็นคดีอาญาที่จะฟ้องตัวแทนจำหน่าย

จึงไม่ใช่เพียงแต่ว่าเมื่อเลิกใช้เครื่องตรวจวัตถุระเบิดปลอมแล้วก็แล้วกันไป อังกฤษเขาฟ้องเอาผิดผู้ผลิต ไม่ได้ฟ้องผู้ซื้อ จึงไม่ต้องตรวจสอบอะไรอีก ดีเอสไอก็เห็นควรตรวจสอบ เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และเป็นเรื่อง “ค่าโง่” ของจริงถูกหลอกให้ซื้อของปลอมทำให้รัฐเสียหายกว่าพันล้านบาท แต่บางคนรู้ว่าเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก และการทุจริตต้องสมคบกันหลายฝ่าย

ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องจึงควรผลักดัน ให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมาตามนโยบายปราบปรามการทุจริตเด็ดขาดของคสช.และนโยบายกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ใครทำผิดต้องถูกลงโทษโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีลูบหน้าปะจมูก ไม่เห็นแก่เพื่อนพ้องน้องพี่ มิฉะนั้น นโยบายปราบปรามการทุจริต และการถือกฎหมายเป็นใหญ่ ก็จะเสื่อมมนต์ขลัง.

23 มิ.ย. 2559 11:18 ไทยรัฐ