วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้พศ.ถกเจ้าคณะฯ เพื่อขอคําปรึกษา ธัมมชโยมอบตัว ดีเอสไอไลน์แจง ทําตามกฎหมาย

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เตรียมประสานเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หารือทางออกการเข้ามอบตัวของพระธัมมชโย รวมทั้งตรวจสอบพฤติกรรมว่าเข้าข่ายผิดวินัยสงฆ์ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ ด้าน “บิ๊กป้อม” ออกตัวไม่ใช่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ป้อง “เจ้าสัวบุญชัย” ออกมาเชิญชวนคนมาสวดมนต์ ทำบุญไม่ใช่การระดมคนออกมาต้าน ดีเอสไอแจงผ่านไลน์ ชี้ทุกอย่างทำตามขั้นตอนกฎหมาย ซัด “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ร้อง ป.ป.ช.สะเปะสะปะ เป็นคนละเรื่องเดียวกัน ขณะที่สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ระบุไม่เคยจ้างระดมคนมาปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด

เป็นประเด็นอีกครั้ง หลังนายบุญชัย เบญจรงคกุล หรือเจ้าสัวบุญชัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซี วัดพระธรรมกาย เชิญชวนศิษยานุศิษย์มาปฏิบัติธรรมที่วัด เชื่อพลังคน นับล้านจะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจ และฝ่ายปกครองนำหมายค้นเข้าวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระเทพญาณมหามุนีหรือธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามแผน “กบิล 59” แต่ไม่สำเร็จ ท่ามกลางกระแสข่าวดีเอสไอเตรียมปรับ แผนบุกอีกระลอก

ความคืบหน้า ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 มิ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายบุญชัย เบญจรงคกุล หรือเจ้าสัวบุญชัย ชวนลูกศิษย์วัดพระธรรมกายออกมาปฏิบัติธรรมและแผ่เมตตา ว่าจากการติดตามข่าวพบเป็นเพียงการเชิญชวนประชาชนมาสวดมนต์ หากเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนมาปกป้องถือว่ามีความผิด การที่นายบุญชัยออกมาพูดเป็นการเชิญชวนให้ออกมาสวดมนต์กันมากๆ มองว่าเป็นคนละกรณีกัน หากมีการต่อต้านเจ้าหน้าที่ระหว่างดำเนินการถือเป็นความผิด ส่วนกรณีสังคมจับตามีนักธุรกิจใหญ่และคนในรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนธัมมชโยนั้นไม่ทราบ มีแต่สื่อคิดไปเอง เมื่อคิดเองถามเอง ก็ตอบเองแล้วกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ในรัฐบาลมีใครเป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกายบ้าง พล.อ.ประวิตรตอบว่าไม่ทราบ ใครจะนับถืออะไร ไม่มีใครห้าม ส่วนตัวไม่เคยไปวัดพระธรรมกาย เพราะตนเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าและทุกคนที่เป็นพระ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักการข่าวและกิจการพิเศษ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีดีเอสไอขอออกหมายค้นวัดพระ-ธรรมกายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า การขอหมายค้นเกิดขึ้นหลังจากดีเอสไอส่งสำนวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องให้อัยการไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. จากนั้นจึงขอออกหมายค้นตามมา ทั้งที่อำนาจสอบสวนของดีเอสไอหมดลงแล้ว เหลือแต่อำนาจอัยการเท่านั้น ดังนั้นดีเอสไอจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและขอหมายค้น เมื่อตรวจสอบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 766/2546 มีความเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากส่งสำนวนให้อัยการ เพราะพนักงานสอบสวนหมดอำนาจที่จะสอบสวนคดีและยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 9/2481 และ 104/2481 วางหลักไว้ว่า เมื่อสอบสวนเสร็จและส่งสำนวนให้อัยการแล้ว พนักงานสอบสวนย่อมหมดอำนาจการสอบสวน

นายเรืองไกรกล่าวต่ออีกว่า เมื่อตรวจสอบระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดเรื่องการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ข้อ 66 ที่ระบุว่า “เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่า การสอบสวนเสร็จแล้วและมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องตาม ม.140 ม.141 หรือ ม.142 แห่ง ป.วิ.อาญา ส่งไปพร้อมสำนวนให้อัยการแล้ว พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังได้อีก” ดังนั้นเมื่อนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาการขอออกหมายค้นของดีเอสไอดังกล่าว อาจมีปัญหาความไม่ชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ ป.วิ.อาญา ม.140-145 ส่วนที่มองว่าพรรคเพื่อไทยพยายามดึงเรื่องนี้ให้เชื่อมโยงกับการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน เรื่องนี้ถือเป็นการดำเนินการส่วนตัว

ขณะที่ทีมโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งข้อความชี้แจงผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ กลุ่มผู้สื่อข่าวประจำดีเอสไอว่า ตามที่ปรากฏข่าวมีบุคคลวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ว่าดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคดีดังกล่าวสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนให้อัยการแล้ว แต่มาขอศาลออกหมายค้นภายหลัง เพื่อเป็นการอธิบายขั้นตอนปฏิบัติงานให้สาธารณชนรับทราบ รวมทั้งป้องกันการสร้างกระแสข่าวบิดเบือนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงขอชี้แจงดังนี้ 1.กรมสอบสวน คดีพิเศษ สอบสวนดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติ-กรรมสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร สืบเนื่องจากคดีทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่เป็นคดีพิเศษไปก่อนหน้า โดยคดีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 2.จากการสอบสวนมีการดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมกับผู้ต้องหารายอื่น รวม 5 คน และธัมมชโยไม่มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ศาลอาญาจึงออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจรเพื่อให้เจ้าพนักงานจับตัวมาดำเนินคดี ต่อมาพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องธัมมชโยกับพวกและส่งสำนวนให้อัยการ

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 3.พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ม. 23 วรรคหนึ่งประกอบ ป.วิ อาญา ม.2 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งศาลในการจับกุมตัวบุคคล ตามหมายจับในคดีพิเศษมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และ 4.มีข้อมูลว่าธัมมชโยเป็นบุคคลมีหมายจับอยู่ในวัดพระธรรมกาย เป็นที่ส่วนบุคคลหรือที่รโหฐาน ตาม ป.วิ อาญา ม.81 ระบุไว้ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน จึงยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล เพื่อจับบุคคลดังกล่าวและศาลอาญาใช้ดุลพินิจซักถามเหตุผลความจำเป็นก่อนออกหมายค้นให้ ทั้งหมดถือเป็นขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่กรณีทำการสอบสวนดังที่มีผู้วิจารณ์ อันเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีวิธีปฏิบัติทำนองเดียวกันสำหรับการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด หนึ่งในชุด สอบสวนคดี เปิดเผยว่า กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีดีเอสไอขอหมายค้นเข้าไปในวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ถือเป็นการร้องเรียนที่สะเปะสะปะ สำหรับการเข้าตรวจค้นของดีเอสไอในวันนั้น เป็นไปตามคำสั่งศาลทั้งหมด อย่างหมายค้นศาลก็เป็นผู้อนุมัติให้ อีกทั้งยังออกตาม ม.69 (4) ป.วิ อาญา และ ม. 70 ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายทั้งหมด

“หมายค้นคือ การเข้าค้นเพื่อจับกุมตามหมายจับ วันนั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้เข้าไปสอบสวนแต่จะเข้าไปจับกุม สิ่งที่นายเรืองไกรร้องนั้น คนละประเด็นกัน ผมคิดแล้วว่าต้องใช้ ม.157 มายื่นร้องเรียนการทำงาน ส่วนเรื่องการเข้าตรวจค้นครั้งที่ 2 ต้องประชุมกันอีกครั้ง รูปแบบการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งต่อไปคงต้องปรับเปลี่ยนแน่นอน ขณะนี้ส่งข้อมูลหลักฐานภาพถ่ายต่างๆให้ศาลนำไปพิจารณาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว” นายขจรศักดิ์กล่าว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีนายบุญชัย เบญจรงคกุล ออกมาเชิญชวนลูกศิษย์ออกมาปกป้องธัมมชโย ว่าต้องดูที่เจตนาว่าการพูดลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์ใด มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วมีเจตนาส่อไปในทางปลุกระดมมวลชนคงต้องถูกดำเนินคดี ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอในวันที่นำหมายค้นบุกวัดพระธรรมกายนั้น อยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดในข้อหาใดบ้าง เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

วันเดียวกัน นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล พศ. สั่งการให้ พศ.เข้ามาช่วยประสานงานไปยังพระราชวิสุทธิเวที (สายชล ฐานวุฑโฒ) เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงครามและสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ เพื่อขอคำปรึกษาหาทางออกในเรื่องการมอบตัวของธัมมชโย รวมทั้งหารือกรณีที่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ยื่นหนังสือต่อเจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของธัมมชโยว่าเข้าข่ายผิดวินัยสงฆ์ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ด้วย

ด้านพระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วย ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี กล่าวถึงกรณีดีเอสไอเตรียมขอหมายค้นครั้งที่ 2 ว่า ความเห็นที่ตรงกันทั้งของทางดีเอสไอและทางวัดก็คือ การควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อยปราศจากความรุนแรงและการก่อกวนของมือที่สาม เชื่อหากดีเอสไอเข้ามาตรวจค้นอีกครั้งก็จะมาด้วยวิธีการที่ละมุนละม่อมไม่มีการใช้กำลัง ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. มี คณะศิษย์มาปฏิบัติธรรมกันอย่างคับคั่งนั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้มีการจ้างระดมคนมาแต่อย่างใด เชื่อว่ากลุ่มคณะศิษย์จำนวนมากเหล่านี้มาด้วยความคิดและความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เตรียมประสานเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หารือทางออกการเข้ามอบตัวของพระธัมมชโย รวมทั้งตรวจสอบพฤติกรรมว่าเข้าข่ายผิดวินัยสงฆ์ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน... 21 มิ.ย. 2559 08:14 21 มิ.ย. 2559 08:15 ไทยรัฐ