วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อังกฤษทิ้งอียูตลาดเงินป่วนหนัก

นายแบงก์ชี้เศรษฐกิจไทยเสียหาย 2 หมื่นล้าน

นายแบงก์ชี้ผลประชามติสหราชอาณาจักรทิ้งอียู ตลาดเงิน–ตลาดพันธบัตรอังกฤษ–อียูดิ่งเหว จับตาเงินทุนไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ทำค่าเงินเอเชีย–เงินบาทผันผวน ยันถ้าความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาเร็ว ส่งออก–ท่องเที่ยวไทยโดนหางเลขเศรษฐกิจไทยเสียหาย 8.9 พัน–2 หมื่นล้านบาท แต่เตือนอย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ ถ้าแยกตัวจริง ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังไม่ได้รับผลกระทบทันที ต้องรออีก 2 ปี

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (ประกอบด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ) เพื่อออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ว่า หากผลโหวตออกมาต้องออกจากอียู ในระยะสั้นจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการอ่อนค่าของเงินปอนด์อังกฤษ และเงินยูโร ขณะที่ค่าเงินบาทที่อิงกับค่าเงิน

ทั้ง 2 สกุลจะผันผวน นอกจากนี้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไทยส่งออกไปอังกฤษคิดเป็นสัดส่วน 1-2% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย และส่งออกไปอียู 10% และยังทำให้นักท่องเที่ยวของอังกฤษและอียู เดินทางมาไทยน้อยลง จากปัจจุบันนักท่องเที่ยวอังกฤษเที่ยวไทย 3% ของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวม และนักท่องเที่ยวอียูเดินทางมาเที่ยวไทย 14%

“หากความเชื่อมั่นนักลงทุนไม่กลับมา รวมทั้งลุกลามสู่อียู จะฉุดทั้งค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรให้อ่อนค่ารุนแรง ผลกระทบต่อไทยในปี 59 อาจอยู่ที่ 0.1-0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่าราว 8,900-20,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปอียูและอังกฤษ ในระยะสั้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวน
ควรปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการทำประกันความเสี่ยง”

อย่างไรก็ตาม หากสหราชอาณาจักรออกจากอียูจริง รัฐบาลต้องมีแผนที่ชัดเจนภายใน 2 ปี เช่น หากรอบการค้าเสรีรูปแบบใหม่ ตลาดทุนและวาณิชธนกิจ ข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เป็นต้น ซึ่งต้องมีแผนที่ชัดเจน สามารถทำได้ตามกรอบเวลา จึงจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม หากออกจากอียูจริง จะคล้ายกับนอร์เวย์ คือยังอยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรป และยังคงสถานะการเป็นตลาดร่วม แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงใดๆ ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาทับซ้อน ที่ต้องติดตามว่าสกอตแลนด์จะโหวตออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ “เชื่อว่าอังกฤษจะไม่โหวตออกจากอียู หลังจากประชามติล่าสุด คะแนนเสียงโหวตให้อยู่ต่อมีมากกว่า ส่งผลให้ความกังวลเริ่มคลี่คลาย ตลาดเงินดีขึ้น ค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้น ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเริ่มกลับมาลดลง”

ตลาดเงิน–พันธบัตรส่อป่วนแรง

ด้านนายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คะแนนเสียงของผลสำรวจล่าสุด เสียงส่วนใหญ่ไม่ออกจากอียู แต่วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ผลลงประชามติว่าออกจากอียู จะกระทบต่อสินทรัพย์ และตลาดเงินตลาดทุนของอังกฤษ และอียูอย่างรุนแรง โดยราคาสินทรัพย์ลดลง ตลาดหุ้นดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปและอังกฤษลดลงอย่างรุนแรง “แต่ประเทศในเอเชียและไทย จะไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่สิ่งที่ต้องติดตามเมื่อนักลงทุนขายหุ้น ขายพันธบัตร ในอังกฤษและยูโร เงินลงทุนจะไหลไปที่ไหน หากไหลเข้าสหรัฐฯจำนวนมาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และหากไหลเข้าญี่ปุ่นจำนวนมาก ค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทและค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้น”

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต้องติดตาม 2 ปัจจัยคือ ผลการลงประชามติของสหราช อาณาจักร และการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หากโหวตให้อยู่ในอียูต่อ จะเหลือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแตะที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่น่าจะอ่อนค่าทะลุ 36.20-36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในสิ้นปี

ส่วนนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คนแตกตื่นเรื่องการลงประชามติมากเกินไป ในด้านภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังไม่ได้รับผลกระทบทันที หากอังกฤษออกจากอียูจริง จะใช้เวลาอีก 2 ปีถึงจะออกได้จริงๆ ดังนั้น ความเสี่ยงด้านการส่งออกของไทย และการท่องเที่ยว ไม่น่าจะมีผลมากนัก “ถ้าปัญหาลาม ทำให้หลายประเทศออกจากอียู จนอียูอ่อนแอหรือแตกล้มลง หรือประเทศที่ออกไปใช้เงินยูโร อาจมีผลให้ระบบเงินยูโรล่มสลาย ถึงจุดนั้นคงร้ายแรง และกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย แต่มองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น สำหรับผลกระทบทางตรงคือ เศรษฐกิจของอังกฤษอ่อนแอลงจนกระทบการค้า นักท่องเที่ยว แต่ไม่มาก ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือ ทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอลงด้วย ซึ่งผลทางอ้อมอาจรุนแรงกว่าผลทางตรง เพราะจะทำให้การค้าโลกชะลอตัวได้”

ส่งออก–ท่องเที่ยวยังไม่กระทบ

นายอมรเทพกล่าวต่อว่า จับตาระยะสั้นสัปดาห์นี้ คือ ผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งนักลงทุนอาจกังวลต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษ จนอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย คนจะกลับมาจับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย และมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของจีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีน้ำหนักต่อการอ่อนค่าของเงินบาทมากกว่า อีกทั้งเชื่อว่า ทั้งธนาคารกลางอังกฤษและยุโรป จะมีมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่ได้มองว่าปัญหาจะรุนแรง

“หากผลประชามติคืออังกฤษอยู่ต่อ นักลงทุนที่เคยเทขายสินทรัพย์เสี่ยงคงกลับเข้ามาใหม่ เงินบาทจะแข็งเล็กน้อย แนวรับที่ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งพอรับได้ ทองคำลงชั่วคราว รอเฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าผลออกมาคือออก คงมีแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงไม่มาก เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น แนวต้านที่ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯน่าจะเอาอยู่ ไม่น่าแรง เพราะคนจะคิดว่าเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย สุดท้ายภายในไม่เกินเดือน น่าจะมีแรงซื้อพันธบัตรไทย และไม่น่ารุนแรงถึงขนาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องลดดอกเบี้ย ยกเว้นปัญหาลามไปยุโรป และกระทบการส่งออกและท่องเที่ยวไทยมากขึ้น”

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากสหราช อาณาจักรออกจากอียูจริง จะสร้างความผันผวนต่อระบบเศรษฐกิจอียู และกระทบการส่งออกไทยระยะกลางและระยะยาว แต่หากเป็นตลาดเงินและทุน จะกระทบระยะสั้นๆ “หากอังกฤษออกจากอียูจริง จะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ในส่วนของอังกฤษ ไทยมีสัดส่วนการส่งออก 2% ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงไม่กระทบการส่งออกทางตรงมากนัก ขณะที่ตลาดอียูอื่นๆ ระยะสั้นจะยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่ระยะกลางและระยะยาว อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ที่อาจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อลดลง และตลาดส่งออกชะลอตามไปด้วย รวมถึงความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาคนี้ แต่ค่าเงินบาทอาจมีทิศทางที่อ่อนค่า ซึ่งจะได้เปรียบในจุดนี้เช่นกัน”

ส่วนนายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี ประธานหอการค้า ไทย-จีน และนายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หากผลออกมาว่าออกจากอียู จะทำให้ราคาทองคำผันผวน และมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ แต่คงไม่สูงมากนัก เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ประกอบกับกำลังการผลิตของเหมืองทองคำกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จากปีก่อนหยุดการผลิตชั่วคราว หากราคาทองคำในตลาดโลกจะขยับขึ้น คงอยู่ในระดับกว่า 1,300 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์ และภายในสิ้นปีนี้คงจะไม่น่าเกิน 1,350 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์ ส่วนในประเทศในสิ้นปีนี้คงไม่เกินไปกว่าบาทละ 23,000 บาท.

นายแบงก์ชี้ผลประชามติสหราชอาณาจักรทิ้งอียู ตลาดเงิน–ตลาดพันธบัตรอังกฤษ–อียูดิ่งเหว จับตาเงินทุนไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ทำค่าเงินเอเชีย–เงินบาทผันผวน 21 มิ.ย. 2559 01:26 ไทยรัฐ