วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำไงดีไฟแนนซ์ทวงหนี้โหด

ทำไงดีไฟแนนซ์ทวงหนี้โหด

โดย ทนายเจมส์
21 มิ.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

ช่วงนี้มีท่านผู้อ่านสอบถามเรื่องการถูกทวงถามให้ชำระหนี้ค่างวดรถ และค่าติดตามทวงถามกันมากครับ ส่วนใหญ่มักจะถูกพนักงานของบริษัทไฟแนนซ์ทวงถามด้วยวาจาที่ไม่ค่อยสุภาพมากนัก ซึ่งต้องวิเคราะห์ถ้อยคำที่พนักงานสนทนากับท่านว่ามีลักษณะเช่นไร เช่น มีการข่มขู่ มีการใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่นหรือไม่ มีการใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น ซึ่งการใช้ถ้อยคำดังกล่าวจะมีความผิดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

วันนี้ผมขอยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่พิพากษาให้พนักงานของบริษัทไฟแนนซ์มีความผิดข้อหากรรโชกทรัพย์ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 337 “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจ ยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท” ซึ่งเป็นกรณีที่พนักงานของบริษัทไฟแนนซ์ไปติดตามทวงถามค่างวดรถยนต์ค้างชำระ และยังมีการเรียกเก็บเงินค่าติดตามรถยนต์คืนด้วย โดยข่มขู่ว่า หากไม่ชำระค่าติดตามทวงถาม จำนวน 2,300 บาท จะดำเนินการยึดรถยนต์ ทำให้ผู้เช่าซื้อรถยนต์เกิดความกลัว และยินยอมมอบเงิน จำนวน 2,300 บาท ให้แก่พนักงานของบริษัทไฟแนนซ์ การกระทำของพนักงานของบริษัทไฟแนนซ์ จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5146/2557 “การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญเป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่า จะได้รับภัยในทรัพย์สินของตนจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ ซึ่งอาจขู่เข็ญตรงๆ หรือ ใช้ถ้อยคำ หรือทำกิริยาให้เข้าใจเช่นนั้นก็ได้ โดยไม่จำเป็นที่ผู้ขู่เข็ญต้องกระทำต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ จนเสียรูปทรงหรือเปลี่ยนรูปทรงไปจากเดิม หรือใช้การไม่ได้ หรือทำให้เสื่อมค่า เสื่อมราคาดังที่จำเลยฎีกา การที่จำเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่าติดตามรถยนต์คืน หากไม่นำมาให้จะยึดรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไป จึงเข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ คือ รถยนต์กระบะของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและยินยอมให้เงิน 2,300 บาท แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชก”

ทั้งนี้ หากเป็นเพียงการทวงถาม ค่างวดรถค้างชำระ โดยมีการชี้แจงว่าหากไม่ชำระภายในกำหนด จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ และดำเนินการตามกฎหมาย กรณีแบบนี้ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ครับ เนื่องจากเป็นการทวงถามหนี้ตามสัญญาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ในส่วน ค่าติดตามรถยนต์คืน นั้น กรณีนี้จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า ค่าติดตามรถยนต์คืนดังกล่าวนั้น เป็นเงินที่บริษัทไฟแนนซ์ใช้จ่ายไปตามความเป็นจริงหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ จึงทำให้ค่าติดตามรถยนต์คืนดังกล่าวมีมูลค่าไม่แน่นอน และหากนำคดีขึ้นสู่ศาล อาจจะถูกปรับลดค่าติดตามรถยนต์คืนได้ กรณีการบังคับให้ชำระค่าติดตามรถยนต์คืน จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ครับ

หากท่านผู้อ่านตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ให้รีบแจ้งความร้องทุกข์ทันที ภายหลังจากที่สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ไม่ควรปะทะหรือโต้เถียง แต่ควรใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดครับ ที่สำคัญควรเก็บเอกสารหรือหลักฐานที่ยืนยันการรับเงินค่าติดตามรถยนต์คืนดังกล่าว หรือจัดให้มีพยานรู้เห็น ขณะที่ส่งมอบเงินด้วย เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดีต่อไปครับ

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้