วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระกับการเมือง

พระดังๆขลังๆเป็นพระอาจารย์พระเจ้าแผ่นดินอยุธยา มีชื่อในพงศาวดาร ชื่อพระอาจารย์พรหม เรื่องของท่าน ในคำให้การคนกรุงเก่า (คนไทยเชลยพม่าเล่าให้พม่าฟังอีกที) โลดโผนพิสดารทีเดียว

ว่ากันว่าสมเด็จพระนารายณ์เป็นศิษย์เอกของท่าน ร่ำเรียนวิชาอาคมกล้า ใช้พระแสงฟันน้ำ สั่งให้น้ำขึ้นน้ำลงได้

วันหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระสุบิน เทวดามาบอกว่า นางสนมชื่อกุสาวดีมีครรภ์ พระโอรสนั้นมีบุญมาก

ตื่นบรรทมแล้วนิมนต์พระอาจารย์พรหมมาเล่าเรื่องพระสุบินให้ฟัง พระอาจารย์พรหมถวายพระพรว่า นิมิตครั้งนี้เป็นมหามงคล ตรัสว่า ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณจะไม่เลี้ยงลูกที่เกิดแต่นางสนม เพราะเกรงว่าจะก่อกบฏ

“คนเรานั้น ถ้าจะเป็นกบฏ ถึงเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี ก็เป็นกบฏได้” พระอาจารย์พรหมทูลแย้ง “แต่ถ้าไม่คิดแล้ว จะเกิดกับใครก็ไม่คิด”

เมื่อปรากฏว่านางกุสาวดีมีครรภ์ สมเด็จพระนารายณ์ให้เจ้าพระยาสุรสีห์เข้าเฝ้า สั่งให้เอานางกุสาวดีไปเลี้ยงเป็นภรรยา “ถ้าลูกออกมาเป็นหญิง จึงส่งมาให้เรา ถ้าลูกเป็นชาย ให้เจ้ารับไว้เลี้ยงเป็นลูก”

ครั้นนางกุสาวดีคลอดบุตรเป็นชาย โปรดเกล้าพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก เมื่อกุมารอายุได้ 7 ปี พระราชทานยศนาม เจ้าพระยาสีห์สูจักร

เรื่องของเจ้าพระยาสีห์สูจักรสมัยวัยรุ่น ไปในทางเจ้าชู้ ชอบพอธิดาเจ้าพระยาราชวังสัน ก็พยายามไปมาหาสู่

วันหนึ่งสองเจ้าพระยา ให้บังเอิญได้เดินสวนทางกัน เจ้าพระยาราชวังสันนั้นออกทางนักเลง ทั้งรู้ตื้นลึกหนาบางดี บอกเจ้าพระยาสีห์สูจักร ว่า เรื่องที่ท่านคิดเกี่ยวข้องกับเรา หากท่านจะทำโดยลับๆไม่ให้เราแลคนอื่นรู้ เราจะอนุญาต

เจ้าพระยาสีห์สูจักรฟังคำเหมือนท้าก็บอกว่า “ถ้ากระนั้นเราจะทำการให้สำเร็จในคืนนี้”

ฝ่ายเจ้าพระยาราชวังสันกลับถึงบ้านก็สั่งเกณฑ์บ่าวไพร่ ให้อยู่ยามตามไฟ ระวังคนแปลกหน้า และเพื่อไม่ให้บ่าวไพร่ง่วงเหงา ก็จัดการละเล่นมาแสดงเป็นเพื่อน

ครั้นตกดึก เจ้าพระยาสีห์สูจักร ก็เอาทรายมาเสกเป่า สาดเข้าไปในพวกอยู่ยาม ทำให้เคลิ้มหลับทุกคน แล้วก็ขึ้นไปบนเรือน เข้าไปร่วมรักสามัคคีกับธิดาเจ้าบ้าน ก่อนออกมาก็ถอดแหวนของนางสอดนิ้วมาวงหนึ่ง

หลังการเข้าเฝ้าวันรุ่งขึ้น เจ้าพระยาสีห์สูจักรถอดแหวนออกมาถาม เจ้าพระยาราชวังสัน “แหวนนี้ราคาสักเท่าไหร่” แทนการโกรธเคือง เจ้าพระยาราชวังสัน พูดขึ้นว่า “ท่านนี้ดีจริง”

เจ้าพระยาสีห์สูจักรได้ฟังดังนั้น ก็สารภาพผิดขอขมาลาโทษ เรื่องก็จบลงโดยเจ้าพระยาราชวังสันยกธิดาให้

เจ้าพระยาสีห์สูจักรฟังชื่อไม่คุ้นหู เท่าบางคำให้การที่ว่า ชื่อพระยาศรีสรศักดิ์ ตอนหนุ่มๆ เรียกหลวงสรศักดิ์ ต่อมามีบุญญาธิการสูงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ชื่อพระเจ้าเสือ

ตลอดรัชกาล พระอาจารย์พรหม เป็นที่ปรึกษาทั้งข้อราชการ การค้า การเมือง ฉลาดแหลมคมหลายเรื่อง จนตั้งข้อสมมติว่า ถ้าไปถามท่าน เรื่องพระเจ้าแผ่นดินไม่เลี้ยงลูกสนมกลัวเป็นกบฏ พระอาจารย์ก็คงว่า ก็จริงของท่าน

“กูผิดเอง ที่ไปห้ามท่าน แต่ถึงท่านไม่ทรงเลี้ยง ไปให้คนเลี้ยงก็คิดกบฏได้เหมือนกัน จะว่ากูผิดก็ไม่ได้”

การเมืองมาถึงช่วงผลัดแผ่นดิน...พระเพทราชาสมคบหลวงสรศักดิ์ วางแผนกำจัดเจ้าฟ้าอภัยทศ (เจ้าฟ้าน้อย) พระราชโอรส ปลอมราชโองการสมเด็จพระนารายณ์ ให้เสด็จไปเฝ้าที่เมืองลพบุรี เมื่อไปถึงก็จับประหารที่วัดซาก

ต่อมามีข่าวเจ้าฟ้าอภัยทศที่ถูกประหาร เป็นองค์ปลอม องค์จริงคือธรรมเถียร ข้าหลวงเดิมเจ้าฟ้าอภัยทศ ติดไฝปลอมที่หน้า ประกาศว่าจะเอาราชสมบัติคืนรวบรวมคนจากนครนายก มายึดตำหนักในพระนครหลวงไว้ ส่งคนไปนิมนต์พระอาจารย์

“ถ้าลูกกูยังอยู่จริง ไหนเลยจะอยู่แต่ในพระนครหลวง จะต้องลงมาหากูที่นี่” พระอาจารย์พรหมว่า “เรื่องเจ้าฟ้าอภัยทศคืนชีวิตนั้น เป็นเรื่องโกหก ใครหลงเชื่อมัน ก็จะพากันตายเสียเปล่าๆ”

พระอาจารย์พรหม ไม่เชื่อ...ไม่ไป คนทั้งหลายก็ลังเล ปล่อยธรรมเถียรเป็นกบฏได้ไม่นาน ก็ถูกจับไปรับกรรม แต่ลำพัง

พระอาจารย์รูปนี้ศีลบริสุทธิ์ ไม่รวยเงินทอง ทั้งฉลาดหลักแหลม ไม่เผลอตัว ถูกลากเหลวไหลไปกับกระแสการเมือง จึงรักษาระดับความดังความขลังไว้ได้ ถึงสามรัชกาล

ไม่แย่ถึงขนาดถูกแจ้งจับครั้งแล้วก็ครั้งเล่า เหมือนพระอาจารย์ดังๆบางรูป.

กิเลน ประลองเชิง

20 มิ.ย. 2559 09:11 ไทยรัฐ