วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เภสัชฯ คาดสาวกินหมามุ่ยดับ แพ้พืชตระกูลถั่ว ซัดโฆษณามั่ว เพชฌฆาตเงียบ

เภสัชกร แนะรัฐเร่งให้ความรู้ความเข้าใจชาวบ้านเกี่ยวกับการแพ้ยา การทานอาหารเสริม รวมถึงการแก้ปัญหาการหลอกขายยาที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งในสื่อชุมชุน และโซเชียลมีเดีย หลังสาวกินสารสกัดเมล็ดหมามุ่ยอินเดีย จนเสียชีวิต...

จากกรณีสาววัยรุ่นไทยรับประทานสารสกัดอ้างว่ามาจากเมล็ดหมามุ่ยอินเดีย ซึ่งเป็นแบบแคปซูลที่สั่งซื้อในรูปแบบการเป็นสมาชิกขายตรง และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงจนเสียชีวิตนั้น (กินหมามุ่ยสกัดดับสาว21 ชาวตรังหลงเชื่อเซลส์แพ้ขั้นรุนแรง)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.เภสัชกร ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า โดยปกติการแพ้ของคนเราแต่ละคนนั้นมีโอกาสแพ้ยาได้ต่างกัน ซึ่งสารแต่ละอย่างจะมีการแพ้มาก หรือแพ้น้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ โดยการแพ้เกิดจากร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านยา หรือสารกระตุ้นที่เราได้รับ หากกินต่อเนื่องและได้รับสารกระตุ้นเรื่อยๆ จะทำให้เกิดการแพ้รุนแรงได้ โดยการแพ้ก็ขึ้นอยู่กับขนาด และจำนวนของการได้รับสารกระตุ้น

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วการกินหมามุ่ยครั้งแรกโอกาสแพ้อย่างรุนแรงไม่น่าเกิด ยกเว้นผู้ป่วยรายนี้แพ้พืชตระกูลถั่ว บางคนแพ้ถั่ว แพ้กุ้ง ก็แล้วแต่บุคคล ซึ่งจะต้องรู้ว่าตนเองแพ้อะไร และจะต้องหลีกเลี่ยง อีกประการหนึ่งคือ แพ้สารที่อยู่ในตัวยา ซึ่งปัจจุบันจะมีการใส่สารเคมีในยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณต่างๆ

สำหรับการแพ้นั้น ประชาชนจะต้องตระหนัก และมีความรู้ในการบริโภคผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงและต้องรู้ว่าเมื่อไรคืออาการเริ่มของแพ้ เช่น มีอาการขึ้นผื่น มีอาการบวม ลอกของผิวหนังต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากบริโภค เราจึงต้องตระหนักแล้วว่า นั่นคืออาการแพ้ จะต้องบอกผู้ขาย บอกแพทย์ บอกสถานพยาบาลว่าเรามีอาการแพ้

ส่วนประเด็นที่ 2 การแพ้สารสกัดหมามุ่ย ไม่อยากให้เบี่ยงเบนเป็นประเด็นของหมามุ่ย อยากให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา ซึ่งเป็นภัยคุกคามของสุขภาพในรูปแบบใหม่ ยากต่อการจัดการเนื่องจากมีโฆษณาขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขายตรง วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ ซึ่งคนให้ข้อมูลก็ไม่ใช่คนที่มีความรู้ อย่างเช่น เบาหวาน ความดันหาย นี่คือเพชฌฆาตเงียบ ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเสื่อมเสียไป ทำให้สูญเสียโอกาสในการรักษา ได้รับอันตรายจากอะไรก็ไม่รู้

"อย่างกรณีหมามุ่ย เรายังไม่รู้เลยว่าใช่สารสกัดจากหมามุ่ยหรือเปล่า หรือเป็นยาแผนปัจจุบัน เป็นสารเคมีที่อยู่ในหมามุ่ย หรือเกิดจากยาที่ผู้ป่วยได้รับ ก็ต้องดูต่อไปว่ามีสารอะไรอยู่ในนั้น มีเหตุการณ์แบบนี้เข้ามารักษามากมาย อยากให้กรณีนี้ทำให้สังคมได้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา ภัยคุกคามสุขภาพในรูปแบบใหม่ที่ผ่านการสื่อสารไร้ทิศทาง การที่คนทั่วไปสนใจการแพทย์ทางเลือก และการแพทย์แนวธรรมชาติมากขึ้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเหยื่อของบริโภคนิยม ก่อให้เกิดอันตรายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน"

เภสัชกร ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีกฎหมาย หรือมีการสนับสนุนผู้ที่จะต้องพูดคุยเรื่องเรื่องสุขภาพ จะต้องผ่านการอบรม มีใบประกาศ มีวิชาชีพจากพยาบาล แพทย์ เภสัชกร และกำหนดว่ามีสิทธิพูดเรื่องอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงว่าใครก็สามารถพูดได้หมด ประเด็นนี้ถือว่าเป็นภัยคุกคามทางสุขภาพที่ต้องใส่ใจ และต้องมีมาตรการต่างๆ เข้ามารองรับ เมื่อทางรัฐทำอะไรไม่ได้ ต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกิด ชมรม ชุมชน ในระดับเครือข่าย อย่างเช่น มีเฟชบุ๊กที่จะสามารถไขข้อข้องใจ มีชมรมในระดับชุมชน หมู่บ้าน ที่ต้องรวมตัวกันเพื่อปกป้องพี่น้องของตนเองให้พ้นภัยคุกคามเหล่านี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะมีการรักษาฟรี ครอบคลุมไปถึงชุมชน อนามัย แต่ทำไมเหยื่อของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถึงมีมาก ซึ่งมีคำถามว่ามีอะไรผิดพลาดในระบบบริการสาธารณสุขหรือไม่ และระบบบริการสาธารณสุขจะต้องปรับอะไรบ้าง

"สิ่งที่เราจะต้องช่วยทำกัน 3 ประเด็น ในเรื่องของการแพ้ยา แพ้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจ ประการที่ 2 ทำอย่างไรที่เราจะรับมือกับภัยคุกคามสุขภาพแบบใหม่ ที่ลงไปถึงชุมชน หมู่บ้าน และประชาชนส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อ ประการที่ 3 ระบบบริการสาธารณสุขเกิดการผิดพลาดอย่างไร ถึงทำให้คนที่รักษาฟรีต้องไปพึ่งพิงสิ่งเหล่านั้น"

เภสัชกร แนะรัฐเร่งให้ความรู้ความเข้าใจชาวบ้านเกี่ยวกับการแพ้ยา การทานอาหารเสริม รวมถึงการแก้ปัญหาการหลอกขายยาที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งในสื่อชุมชุน และโซเชียลมีเดีย หลังสาวกินสารสกัดเมล็ดหมามุ่ยอินเดีย จนเสียชีวิต... 19 มิ.ย. 2559 15:49 ไทยรัฐ