วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิ ในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก ตอนที่ 6

อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิ ในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก ตอนที่ 6

โดย หมอดื้อ
19 มิ.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก บทความนี้เขียนโดยเพื่อนของหมอ Professor Robert E.Dedmon จากภาควิชาสุขภาพประชากร วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Wisconsin เมือง Milwaukee ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เรามาดูสภาพปัจจุบันครับ ว่าดีขึ้นหรือเลวลง

ความชราและโรค HIV-AIDS มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความต้องการด้านสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น

เมื่อประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้นย่อมต้องการการดูแลจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ โรคเอดส์และวัณโรคก็เป็นปัญหาหลักด้านสาธารณสุขอีกปัญหาหนึ่งที่ก่อให้เกิดความต้องการด้านสาธารณสุขที่เพิ่มมากขึ้น รายงานเกี่ยวกับสุขภาวะโลกขององค์การอนามัยโลกประจำปี พ.ศ.2549 ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาหลักด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่คือ ภาวะขาดแคลนบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและภาวะทุพโภชนาการ

ในทวีปแอฟริกามีสัดส่วนของปริมาณบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข 2.3 คนต่อประชากร 1,000 คน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 4.3 คนต่อประชากร 1,000 คน และในทวีปอเมริกามี 24.8 คนต่อประชากร 1,000 คน

สำหรับประเทศไทยนั้นปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรนานาชาติ อาทิ องค์การอนามัยโลกและองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (Medicine Sans Frontiers)

โดยองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนมีบทบาทอย่างมากในด้านการให้การรักษาผู้ป่วย HIV-AIDS ด้วยยาต้านไวรัส (antiretroviral treatment) ประเด็นนี้เองที่เน้นย้ำให้เห็นว่าการเพิ่มโครงการฝึกอบรมเพื่อผลิตแพทย์และพยาบาลตลอดจนบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขอื่นๆเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและจัดว่าเป็นภาระที่ประเทศไทยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ แนวคิดที่จะสร้างระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิที่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและญาติในลักษณะที่เรียกว่า Medical Home กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ในปัจจุบันหลายงานวิจัยให้ผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบดังกล่าวตรงกันในแง่ของคุณภาพการบริการที่ดีขึ้น ความผิดพลาดในงานบริการที่ลดลงรวมถึงความพึงพอใจของผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีพื้นฐานร่วมที่สำคัญเดียวกันคือความปรารถนาที่จะยกระดับสุขภาวะของประชาชาติ

ยังมีหนทางอีกยาวไกลให้เราต้องปีนป่ายเพื่อไปสู่ฝั่งฝัน

ในการถกประเด็นเรื่องอนาคตของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี พ.ศ.2544 ศาสตราจารย์นายแพทย์ Henry Wilde และคณะเรียกร้องให้มีการสร้างแนวทางของเวชปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลรวมถึงการวางแผนระบบสาธารณสุขและระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีปริมาณแพทย์และพยาบาลซึ่งปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในปริมาณที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ในปัจจุบันผลของการถกประเด็นในวาระนี้สามารถสรุปรวมได้ดังนี้

1.มีการกล่าวถึงระบบประกันสุขภาพในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

2.ยังไม่มีการพัฒนาแนวทางที่ชัดเจนของเวชปฏิบัติเฉพาะทางในสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวหรือแม้กระทั่งหลักสูตรฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาดังกล่าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

3.การทำเวชปฏิบัติด้านเวชศาสตร์ครอบครัวแบบตามใจฉันโดยปราศจากการฝึกอบรมความรู้ตามมาตรฐานนั้นถือว่ายังไม่เพียงพอ

4.เกิดภาวะสมองไหลภายในประเทศ (internal brain drain) กล่าวคือ มีการถ่ายเทของบุคลากรด้านสาธารณสุขไปสู่การบริการทางการแพทย์ในลักษณะของ Medical tourism รวมถึงยังพบอีกว่าประชากรไทยในเขตเมืองมีความต้องการบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

5.ยังไม่มีการวางนโยบายต่อเนื่องเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพรวมถึงแนวทางในการกระตุ้นและควบคุมคุณภาพของบริการทางการแพทย์ในรูปแบบของการพาณิชย์ระดับนานาชาติ (international trade) และ Medical tourism

ในปี พ.ศ.2545 Williams และคณะได้ตั้งประเด็นคำถามสำคัญว่า “เวชศาสตร์ครอบครัวในประเทศไทย : เกิดขึ้นได้จริงหรือ?” คำตอบที่ได้รับคือ “ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้!”

บทสรุป...ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการยกระดับสุขภาวะของประชาชาติ อย่างไรก็ตามหากไม่ได้มีการมุ่งพัฒนาการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้ความสำคัญกับการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง รวมถึงระบบสุขภาพที่ได้รับการวางแผนมาอย่างดีแล้วเราก็ไม่อาจไปสู่เป้าหมายสำคัญด้านสาธารณสุขที่วางไว้ได้

นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขที่ขับเคลื่อนด้วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่แพทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและการบริการทางการแพทย์ที่ให้การรักษามากเกินความจำเป็นย่อมส่งผลให้เกิดการล่มสลายของระบบสุขภาพของประเทศและเสี่ยงต่อการสูญสิ้นความสำเร็จต่างๆที่เคยได้สั่งสมมา

ดังนั้นภาระสำคัญที่เราต้องทำอย่างเร่งด่วน ณ ปัจจุบันคือการส่งเสริมการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิโดยการเพิ่มปริมาณแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในสายงานดังกล่าวรวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจกับสาธารณชนเกี่ยวกับข้อดีของการมีระบบบริการทางการแพทย์ระดับพื้นฐานในรูปแบบของ medical home ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ดีกว่าการเที่ยวไปเดินหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.

หมอดื้อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้