วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ติดกับการเมือง อำนาจขัดลำกล้อง : ผ่าปัจจัยเหตุ2ปี คสช. “ความเชื่อมั่น”ถดถอย

ทั่วโลกกำลังอยู่ในห้วงลุ้นเกมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016

ขณะที่เมืองไทยก็มีสถานการณ์ให้ลุ้นฉากระทึก ตามข่าวพาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์และการรายงานของสื่อทุกสำนักที่เกาะติดกระแสกันทุกระยะ

กับปฏิบัติการ “กบิล 59” ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ร่วมวางแผนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จ่อนำกำลังบุกเข้าค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อควบคุมตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาส ตามหมายศาล

ฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

ภายหลังการ “ล้มโต๊ะ” เจรจา 3 ฝ่ายครั้งสุดท้าย ระหว่างดีเอสไอ วัดพระธรรมกาย และตัวแทนคณะสงฆ์ ไม่ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน ทางดีเอสไอจึงได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดตามขั้นตอนกฎหมาย

โดยเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้ “ธัมมชโย” คือ มอบตัว กับถูกจับกุมตัว

และแน่นอน เมื่อปฏิบัติการบุกล็อกตัวเจ้าสำนักหลุดออกมาเป็นข่าวใหญ่โตให้รู้ตัวล่วงหน้า นั่นก็ทำให้กองทัพ “ธรรมกาย” ถูกปลุกให้พร้อมรบอีกครั้ง

อย่างที่มีพวกประกาศพร้อมสู้ตายเพื่อปกป้องหลวงพ่อ

ตามฉากสถานการณ์วันดีเดย์ มีศิษย์ธรรมกายในชุดขาวนั่งสมาธิท่ามกลางสายฝนโปรยปราย โดยมีการประกาศให้ทำใจนิ่งๆตามหลักวิชาธรรมกาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้นั่งนิ่งๆ

ขวางทางเข้าวัดไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปได้

ส่วนบริเวณภายนอกได้มีศิษย์ธรรมกายนับ 100 คนมายืนเข้าแถวเพื่อให้กำลังใจพระธัมมชโย

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ และ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้คุมกำลังวางแผนปฏิบัติการตามมาตรการจากเบาไปหาหนัก ปักหลักคุมเชิงอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ตำรวจภูธรปทุมธานี

แนวรบด้าน “ธรรมกาย” เข้าสู่ภาวะตึงเครียด

โดยมีการเจรจาต่อรองยื้อกันไปยื้อกันมา และถึงที่สุดเลยก็เป็นฝ่ายดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยอมถอยกลับออกมาเพราะไม่สามารถฝ่าด่านแนวต้านของศิษย์ธรรมกายได้

ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ระบุว่า การปฏิบัติการเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องมีราว

เจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว ถ้านำกำลังเข้าไปได้ไม่คุ้มเสีย

ชัดเจนว่า คสช.ยังไม่เสี่ยง “หักดิบ” ให้สถานการณ์บานปลาย

ตามยุทธศาสตร์แค่ยกระดับการกดดัน สถานการณ์ทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีพฤติการณ์ละเมิดกฎหมาย โดยมีการเก็บหลักฐานที่กลุ่มศิษย์ธรรมกายขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไว้ดำเนินคดี

โดยเฉพาะในส่วนของ “ธัมมชโย” ดูจะเกินเงื่อนไขมอบตัวแล้ว

ถ้าโดนจับก็ต้องสึก

คสช.กระชับพื้นที่ไป แต่ก็ต้องคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นอะไรที่แบไต๋กันชัดๆ ล่าสุดคณะศิษย์วัดพระธรรมกายได้ออกหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนโดยสาระสำคัญระบุว่า ขณะนี้พระธัมมชโยมีอาการอาพาธรุนแรง

และพระธัมมชโยควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ และเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

เพราะหากบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมขาดสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม และข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอแจ้งต่อพระธัมมชโย มีอายุความ 15 ปี

การที่รอให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ จึงไม่ได้เป็นการล่าช้าต่อรูปคดีและการดำเนินคดี อีกทั้งอยากให้มีการเร่งรัดเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชโดยเร็ว

ตั้งเงื่อนไขให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

แบบฟอร์มเดียวกันเป๊ะเลย

เพราะมันเป็นข้อต่อรองของเครือข่าย “ทักษิณ” ทั้งคนของพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่กำลังหนีคดี โดยตั้งเงื่อนไขสู้กระบวนการยุติธรรม จะมอบตัวและสู้คดีก็ต่อเมื่อประเทศไทยกลับคืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น

มันจึงเป็นอะไรที่โยงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

“ธรรมกาย” กับเครือข่าย “ทักษิณ” เป็นแนวร่วมที่ผนึกกำลังกันต่อสู้กับอำนาจ คสช.

พร้อมเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ถึงวันนี้แยกไม่ออกระหว่างปมวิกฤติการเมืองเรื่องการล้างระบอบ “ทักษิณ” การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การขุดรากถอนโคน “ธัมมชโย” และรวมไปถึงการตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

มีการลากโยงเป็นชนวน พร้อมจุดไฟได้ทุกขณะ

ณ ห้วงเวลานี้ คสช.จึงต้องแตะเบรก ไม่ต้องการให้สถานการณ์วุ่นวาย อันจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในห้วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ในจังหวะที่เชื้อไฟความขัดแย้งซึ่งถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษเริ่มคุกลับมา

สะท้อนจากปรากฏการณ์กรณีผู้ช่วยนักบิน “นกแอร์” และ “แอร์เอเชีย” แชตไลน์ด้วยอารมณ์ “หมั่นไส้” ใช้ภาษาเรียกอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าเป็น “เหยื่อ” จะพาโหม่งโลก

กลายเป็นปมซีเรียส พรรคเพื่อไทย กองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” กดดันหนัก จนสายการบินต้องขอโทษและสั่งพักงานนักบินที่พฤติกรรมมีปัญหา

แต่ในอารมณ์ของพวกเกลียด “ยิ่งลักษณ์” สุดโต่ง ก็ยุให้ “นกแอร์” ขึ้นแบล็กลิสต์อดีตนายกฯหญิงไม่ให้ใช้บริการไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับนักบิน

หรือประเด็นร้อนที่อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาฯโพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัว “ตั้งแง่รังเกียจ” หน้าตาของแกนนำเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ที่กำลังเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นนัยว่า “หนังหน้า” จะทำให้สถาบันเสียอัตลักษณ์

โดนวิพากษ์วิจารณ์ แนวร่วมฝ่ายต้าน คสช.ด่าหนักจนต้องปิดเฟซบุ๊กหนี

ตามรูปการณ์ทั้งกรณี “นักบินนกแอร์” และ “อาจารย์จุฬา” ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนมาจากอารมณ์เกลียดชังทางการเมืองที่ฝังรากลึก

ถ้ามีอะไรกระตุกอารมณ์ก็ลุกพรึบได้ทันที

ภายใต้บรรยากาศแบบที่เริ่มมีม็อบเชียร์ ม็อบต้าน โคจรมาเผชิญหน้า ในสถานการณ์ที่ม็อบหนุน คสช.ไปดักขัดขวางกลุ่มพลเมืองโต้กลับไม่ให้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “เต้นอย่างนี้ต้องตีเข่า” หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ตะโกนชี้หน้าด่ากันหยาบๆคายๆเสียงดัง

สถานการณ์ยุ่งอีนุงตุงนัง กำลังเข้าทางฝ่ายจ้องป่วนคสช. หวังผลคว่ำประชามติ

ที่แน่ๆมาถึงตรงนี้ มันเป็นคำตอบแล้วว่า ผ่านมา 2 ปีหลัง คสช.ยึดอำนาจ วิกฤติความขัดแย้งไม่ได้หายไปไหน ตรงกันข้ามมีแต่เพิ่มเงื่อนไขซับซ้อนไปกันใหญ่

ตามเงื่อนไขภายในประเทศที่ผูกโยงกับเกมโลกล้อมประเทศไทย ถ้าการเมืองปั่นป่วนรุนแรงอีกรอบ ก็เท่ากับเปิดช่องให้องค์กรนานาชาติเข้าแทรกแซงกิจการภายใน

น่าจะเป็นอะไรที่โยงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้า คสช.หลุดคำพูด “รู้แล้วจะหนาว” นั่นแหละ

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารกำลังเผชิญแรงกดดันจากปมขัดแย้งที่สางไม่ออก

มันก็มีจุดน่าสนใจ กับช็อตพลิกมุมเชิงบริหาร

ทั้งการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลขับเคลื่อนการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค

โดย พล.อ.ประยุทธ์นั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง

เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาติดขัดในการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล มาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ไม่เดินไปตามเป้าหมาย แม้จะมีมาตรการอัดฉีดหลายระลอก

หรือกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

เบื้องต้นเลย น่าจะเป็นการกู้กระแส แก้สถานการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ซึ่งเปลี่ยนระบบการสนับสนุนของรัฐบาลให้เรียนฟรี 12 ปี จากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาเป็นชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ทำให้ถูกโจมตีหนัก ฝ่ายต่อต้าน คสช.ได้ทีไปขยายผลปมการตัดสิทธิ์เรียนฟรีชั้น ม.6 ซึ่งง่ายต่อการชักจูงความรู้สึกชาวบ้านที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน

เป็นแรงเสียดทานที่อาจถึงขั้นทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติได้เลย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมของการพยายามออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมก็มองได้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษรวบรัดเชิงบริหารให้เกิดมุมบวก ในการสร้างสรรค์เนื้องานที่เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกได้ถึงประโยชน์ที่ได้รับ

เพื่อกู้สถานการณ์รัฐบาลปั่นผลงานไม่ออก อาการ “อำนาจติดลำกล้อง” จากบรรดารัฐมนตรีที่ส่วนใหญ่เป็นทหารไม่ถนัดเชิงบริหาร โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ

แต่นั่นยังไม่เท่ากับสถานการณ์หลง “ติดกับ” การเมืองมา 2 ปี

แบบที่ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์เอง รวมถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เปิดฉากปะฉะดะกับฝ่ายต่อต้านแบบไม่ลดละ

โดยมี “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ รับไม้โซ้ยต่อ เท่านั้นไม่พอยังมี พ.อ.ปิยะพงศ์ กลิ่นพันธุ์ มาร่วมทีมกระบอกเสียง คสช.โซ้ยกับนักการเมือง ทีมเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

เก็บตกกันทุกช็อต โต้กันแบบไม่ลดละ

สไตล์ไม่แตกต่างกับที่ชาวบ้านเบื่อพรรคการเมือง หายใจเข้าออกมีแต่เรื่องการเมือง

จนกระแสความนิยมตามโพลหดหาย เริ่มรู้สึกได้ว่าความเชื่อมั่นถดถอย

ปล่อยไปจะยิ่งทำให้ คสช.เผชิญสถานการณ์ลำบากขึ้น.

“ทีมการเมือง”

18 มิ.ย. 2559 07:37 18 มิ.ย. 2559 07:38 ไทยรัฐ