วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปมฆ่าหมู่ออร์ลันโด เหยื่อทูตมรณะ AR-15

บาร์เกย์สยอง-เจ้าหน้าที่ปิดล้อมบาร์เกย์ “พัลส์ ไนต์คลับ” เมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา หลังนายโอมาร์ มาทีน ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกัน วัย 29 ปี (รูปเล็ก) บุกกราดยิงและจับตัวประกัน มีผู้เสียชีวิต 49 ศพ บาดเจ็บ 53 คน ก่อนถูกตำรวจยิงตาย เมื่อ 13 มิ.ย. (เอเอฟพี/เอพี)

คดีสังหารหมู่ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯยุคใหม่ เมื่อเช้า 12 มิ.ย. นอกจากจะเขย่าขวัญชาวโลกสุดๆแล้ว ยังมีมิติแง่มุมสลับซับซ้อน ชนิดที่ทีมสอบสวนต้องกุมขมับ

นาย โอมาร์ มาทีน ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกันเกิดในนิวยอร์ก วัย 29 ปี ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจม “เออาร์-15” และปืนพกสั้น บุกกราดยิงและจับตัวประกันในบาร์เกย์ “พัลส์ ไนต์คลับ” เมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา มีผู้เสียชีวิต 49 ศพ บาดเจ็บ 53 คน ก่อนถูกตำรวจบุกจู่โจมจับตาย

มาทีนทำงานให้ “จีโฟร์เอส” (G4S) บริษัทรักษาความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีลูกจ้างถึง 620,000 คนในกว่า 110 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2550 เขาไปซื้ออาวุธมรณะก่อนก่อเหตุแค่ 2 วัน ขณะก่อเหตุยังโทรศัพท์ถึงหน่วยฉุกเฉิน “911” ประกาศสวามิภักดิ์ต่อ “กองกำลังรังอิสลาม” (ไอเอส) อีกทั้งเอ่ยถึง 2 พี่น้องชาวมุสลิมเชเชนผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิด “บอสตัน มาราธอน” ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บกว่า 260 คนด้วย

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ยอมรับว่า เคยสอบสวนมาทีนถึง 2 ครั้งในปี 2556-2557 ในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นมุสลิมหัวรุนแรง หลังพูดจาข่มขู่เพื่อนร่วมงาน ต่อมาถูกสอบสวนอีกในฐานะผู้ต้องสงสัยมีสายสัมพันธ์กับนายโมเนอร์ โมฮัมหมัด อาบูซาลา มือระเบิดพลีชีพชาวอเมริกันคนแรกในซีเรียในปี 2557 แต่สุดท้ายเอฟบีไอก็ปิดการสอบสวน และถอดเขาออกจากบัญชีเฝ้าระวังผู้ก่อการร้ายซะดื้อๆ

อดีตภรรยาเผยว่า มาทีนอยากเป็นตำรวจแต่ไม่สมหวัง มีสภาพจิตใจไม่ปกติ มีบุคลิกภาพ 2 ขั้ว เกลียดพวกรักร่วมเพศ โมโหร้าย มักทุบตีเธอเป็นประจำ จนพ่อแม่ต้องไปช่วยให้หนีออกมาหลังอยู่กินกันได้แค่ 4 เดือน ส่วนบิดาของมาทีน ซึ่งเป็นชาวอัฟกันอพยพ เผยว่า ลูกชายอาจโกรธแค้นที่เห็นผู้ชาย 2 คนยืนจูบกันริมถนนในเมืองไมอามีต่อหน้าภรรยาใหม่และลูกชายวัย 3 ขวบ

หลังเกิดเหตุ กลุ่ม “ไอเอส” รีบผสมโรง อ้างว่ามาทีนคือ “นักรบ” ของตน แม้เอฟบีไอระบุว่าเขาไม่น่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติใดๆ แม้เคยโพสต์ใน “เฟซบุ๊ก” ด่าชาติตะวันตกว่าเสื่อมทรามและเอ่ยถึงการโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในซีเรีย แต่เขาอาจได้รับแรงบันดาลใจหรือถูกล้างสมองผ่านอินเตอร์เน็ต และภรรยาใหม่อาจมีส่วนรู้เห็นกับคดีนี้

คดีนี้ยิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่ เมื่อพนักงานและลูกค้าของ “พัลส์” เผยว่า เคยเห็นมาทีนไปเที่ยวที่พัลส์หลายครั้งใน 3 ปีหลัง คล้ายไปรอจับผู้ชาย แถมยังใช้แอพพลิเคชันหาคู่ของชาวเกย์ด้วย

มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุจึงซับซ้อนมาก เพราะมีทั้งปมโรคจิต ปมแนวคิดหัวรุนแรง ปมรักร่วมเพศ ซึ่งอาจมีทั้งรักและเกลียด ไปจนถึงปมปัญหาครอบครัวและการงานเข้ามาเกี่ยวข้องอีนุงตุงนังไปหมด

คดีสังหารหมู่ที่ “พัลส์” นอกจาก “เอฟบีไอ” จะถูกด่าเละที่ปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยหลุดมือมาก่อการร้ายได้ ยังจุดกระแสถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาอีก คล้ายคดียิงหมู่หรือกราดยิงใส่ฝูงชน (Mass shooting) แทบทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งนิยามของ Mass shooting คือการยิงที่ทำให้มีคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 4 คนขึ้นไป โดยแค่ปีที่แล้วเกิดคดียิงหมู่ในสหรัฐฯถึง 372 คดี มีผู้เสียชีวิต 475 คน บาดเจ็บ 1,870 คน!

คดี “พัลส์” ยังก่อแรงกดดันรอบใหม่ให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะปืนเล็กยาวหรือปืนไรเฟิลจู่โจม (Assault Rifles) ที่มาทีนใช้เป็นอาวุธหลักก่อเหตุ ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

“เออาร์-15” เป็นปืนไรเฟิลจู่โจมกึ่งอัตโนมัติ ถูกพัฒนามาจากปืน “เอ็ม-16” ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม มีแรงสะท้อนปานกลาง แต่มีขนาดเล็กและเบากว่า ยิงได้ถึงนาทีละ 45 นัด บริษัทผู้ผลิตรวมทั้งเรมิงตัน, สมิธ แอนด์ เวสสัน, สเติร์ม รูเกอร์ และบุชมาสเตอร์ ประเมินว่าชาวอเมริกันมีปืนเออาร์-15 อยู่ในครอบครอง 5-10 ล้านกระบอก!

สิทธิในการครอบครองอาวุธปืนถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ประชาชนจึงมีปืนมากมายราว 300 ล้านกระบอก หรือเฉลี่ย 1 คนต่อ 1 กระบอก และในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ ราว 30,000 คน

แม้สัดส่วนผู้เสียชีวิตจากปืนไรเฟิลจู่โจมจะมีไม่มากนัก แต่ตั้งแต่ปี 2554 มันถูกใช้ก่อเหตุ “Mass shooting” แล้วอย่างน้อย 11 ครั้ง รวมทั้งคดีฆ่าหมู่ 14 ศพที่เมืองซาน เบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนียปีที่แล้ว คดีฆ่าหมู่ 28 ศพในโรงเรียนประถมแซนดี ฮุก รัฐคอนเนกติกัต และคดีฆ่าหมู่ 12 ศพ ในโรงภาพยนตร์เมืองโคโลราโด ในปี 2555 แต่ถึงกระนั้น กฎหมายควบคุมอาวุธปืนฉบับใหม่ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาผลักดันก็ไม่ผ่านวุฒิสภาในปี 2556

จริงๆแล้ว กฎหมายห้ามมีอาวุธจู่โจมและแมกกาซีนบรรจุกระสุนปืนขนาดใหญ่ เคยมีผลบังคับใช้ในปี 2537 หลังเจรจากันในสภาคองเกรสถึง 7 ปี แต่หมดอายุลงแล้วในปี 2547 จากนั้นกฎหมายควบคุมอาวุธปืนฉบับใหม่ก็ยากจะคลอดออกมาได้ เพราะถูกต่อต้านจากพรรครีพับลิกันและสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติ (เอ็นอาร์เอ) ที่ทรงอิทธิพล อีกทั้งชาวอเมริกันส่วนใหญ่เห็นว่าควรตรวจเช็กประวัติผู้ซื้อปืนให้เข้มข้นขึ้นจะดีกว่า

เชื่อหรือไม่ว่า กฎหมายสหรัฐฯปัจจุบันผู้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังผู้ก่อการร้ายก็ยังมีสิทธิซื้อปืนได้ จึงไม่แปลกที่มาทีนซึ่งถูกถอดจากบัญชีแล้วจะไปซื้อทูตมรณะ “เออาร์-15” ในรัฐฟลอริดาได้อย่างง่ายดายในวันเดียว!

บวร โทศรีแก้ว

18 มิ.ย. 2559 07:23 ไทยรัฐ