วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดึงยูเอ็นฯร่วม นปช.รุก จับตาประชามติ บิ๊กตู่ไปอินเดียต้อนรับชื่นมื่น บี้กกต.ฟันพท.

นปช.รุกดึง UNOHCHR ร่วมเป็นสักขีพยานตรวจสอบการทำประชามติร่าง รธน.ตอบโต้ คสช.ขัดขวาง ไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ โวยทหาร-ตร.บุกคุมตัวแกนนำ นปช.ปราจีนบุรี ยันเดินหน้าฟ้องโลกต่อ จ่อยื่นสถานทูตทุกแห่ง-องค์กรสิทธิฯ-กสม.จับตาเปิดศูนย์ฯทั่วประเทศ 19 มิ.ย.นี้ “เต้น” จี้เลิกใช้กฎเหล็กบังคับขืนใจ “ปลอด” หวานใส่ “องอาจ-นิพิฏฐ์” มีมุทิตาจิต ไล่ส่ง “วันชัย” ให้ไปที่ชอบ ขอค้าน รธน.พิสดารพันลึกจนถึงที่สุด ทีม ก.ม.ปชป.พลิกบี้ กกต.ฟัน 17 แกนนำ พท. “วิษณุ” กั๊กใช้ ม.44 ยุบพรรค โยนไม่ใช่หน้าที่ชี้ผิด-ถูก คสช.แซะแนวร่วมระวังถูกทิ้ง “ประวิช” มองมุมกฎหมายไม่ผิด ไม่พูด นปช.ดึงยูเอ็นฯเอี่ยว “สมชัย” ชี้ช่องยุบ พท.ต้องร้องนายทะเบียน “บิ๊กตู่” พบนายกฯอินเดียชื่นมื่น ย้ำใช้อำนาจพิเศษดันปฏิรูปให้สำเร็จ สตง.บี้ มท.ฟัน กทม.จัดจ้างไฟแอลอีดีฉาว

หลังจาก 17 แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นความเห็นต่างว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่นั้น ล่าสุดแกนนำ นปช. บุกยื่นหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ตอบโต้ คสช.ที่ขัดขวางการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศ

ดึง UNOHCHR ดูศูนย์ปราบโกงฯ

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 17 มิ.ย. ที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนิน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ และคณะ เดินทางมา ยื่นหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ผ่านนายลอเรนต์ มีเลน ผู้ประสานงานยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์การดำเนินงานของศูนย์ปราบโกง ประชามติ และเชิญยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์ ผู้แทนสถานทูต และองค์กรด้านสิทธิมนุยษชนนานาชาติร่วมตรวจสอบการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับ นปช. หลังจากถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขัดขวาง นปช.และเครือข่าย จัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศ

ตอบโต้ คสช.ขัดขวางตั้งศูนย์ฯ

นายจตุพรกล่าวว่า ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์นัดหารือกรณีนี้อีกครั้งวันที่ 20 มิ.ย. แต่ขณะนี้ทหาร ตำรวจทั่วประเทศ ได้เรียกตัวแกนนำศูนย์ปราบโกงประชามติหลายจังหวัดไปข่มขู่ดำเนินคดี พร้อมกับยึดป้ายศูนย์ไปด้วย ล่าสุดที่ศูนย์ปราบโกงประชามติ จ.ปราจีนบุรี แกนนำศูนย์ถูกทหารบุกมาควบคุมตัวไป โดยไม่ทราบว่านำไปไว้ที่ใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พูดในลักษณะสั่งการว่าศูนย์ปราบโกงฯผิดกฎหมาย ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระบุว่า ทำได้ ยืนยันว่าวันที่ 19 มิ.ย.นี้ นปช.จะเดินหน้าเปิดศูนย์ปราบโกงพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป วันนี้จึงจำเป็นต้องให้ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์ สถานทูต ทุกแห่ง องค์กรสิทธิมนุษยชนทุกองค์กร รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามและสังเกตการณ์เปิดศูนย์ฯในวันดังกล่าว

จี้เลิกใช้กฎเหล็กบังคับขืนใจ

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ศูนย์ปราบโกงยังไม่เปิดเป็นทางการ แต่ได้มีการดำเนินคดีกับพวกตนเยี่ยงผู้กระทำผิด ขอให้ผู้มีอำนาจทบทวนว่าจะให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นโดยถูกกดใต้อำนาจ หรือจะให้เสรีภาพเพื่อการออกเสียงประชามตินี้มีความชอบธรรม ตนยืนยันว่าการเปิดศูนย์ปราบโกงนี้ไม่ผิดกฎหมาย เราจะเดินหน้าต่อไป ขอยืนยันว่า นปช.จะไม่เตรียมมวลชนมาผลักดันกับเจ้าหน้าที่รัฐ ขอเพียงแค่ได้รับความเข้าใจจากทั่วโลก

“ตู่” เย้ยยึดป้ายไปก็เปิดใหม่ได้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบว่า ยืนยันจะตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศตามกำหนดเดิมวันที่ 19 มิ.ย.นี้ นปช.ไม่มีความลึกลับต้องวิตกกังวล โดยศูนย์มีเพียงโทรศัพท์ไม่กี่เครื่อง และโต๊ะทำงานไม่กี่ตัวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร มาให้ความสำคัญ จึงช่วยกระจายข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ ไม่มีท่าทีจะหยุดได้ การมีคำสั่งจากผู้นำ คสช. ห้ามตั้งศูนย์ปราบโกงฯในจังหวัดต่างๆ อาการและพฤติกรรมเช่นนี้ ส่งผลให้ประชามติวันที่ 7 ส.ค. เห็นลางแพ้ของ คสช.อย่างราบคาบ และถ้า คสช.จะมายึดป้าย ศูนย์ฯขอให้ประชาชนอย่าไปขวาง อยากได้ป้ายก็ให้ไป ยึดไปก็เปิดใหม่ได้

“ปลอด” ไล่ส่ง “วันชัย” ไปที่ชอบ

ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีต รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โพสต์เฟซบุ๊ก “รัฐธรรมนูญเป็นสมบัติของคนไทย” ระบุว่า ขอบคุณและรู้สึกอุ่นใจที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีมุทิตาจิตเข้าใจพรรคเพื่อไทยกรณีแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับนาย วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่กล่าวหาว่าพวกตนก่อความวุ่นวายท้าทายอำนาจ คสช. ขออวยพรให้ท่านเมื่อหมดอายุขัยแล้ว จงไปเกิดในที่ชอบที่ชอบ เพราะเข้าใจว่าชอบเผด็จการ ซึ่งน่าจะเป็นพวกมีทาสรับใช้

ค้าน รธน.พิสดารพันลึกถึงที่สุด

นายปลอดประสพระบุอีกว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่าขบวนการประชามติที่ถูกต้อง ต้องเปิดโอกาสและ ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนเจ้าของประเทศ แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง ปิดปาก อุดหูไม่ได้ อย่างอังกฤษที่เราไปรับอารยธรรมประชาธิปไตยมา กำลังทำประชามติเรื่องจะออกจากอียูหรือไม่ ก็เปิดให้แสดงความคิดเห็นรณรงค์ได้เต็มที่ ไม่เห็นจำกัดอะไร หรือกลัวจะแพ้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะมาซี้ซั้วร่างตามใจชอบไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญก็เป็นของตน เป็นของลูกหลาน เป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของชาติ ไปฉีกของเก่าแล้วร่าง ฉบับพิสดารอะไรมา ตนไม่เอาและขอค้านจนถึงที่สุด จะไม่ชนะทั้งต่อร่างกายและจิตใจของพวกตนแน่นอน

ปชป.พลิ้วบี้ กกต.จัดการ 17พท.

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า 17 แกนนำพรรคเพื่อไทยที่โพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น การโพสต์ข้อความพร้อมกันโดยกลุ่มบุคคล สื่อถึงพรรคการเมือง เสมือนส่งสัญญาณให้เข้าใจว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ หาก กกต.ตีความเช่นนี้จะไม่สามารถสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ต่อต้าน หรือพยายามสร้างสถานการณ์ได้ หาก กกต.คิดว่าไม่มี อำนาจ ถามว่าในฐานะที่ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เหตุใดจึงไม่แจ้งประเด็นนี้ให้กรรมาธิการฯทราบแต่ต้น แล้วจะให้ใช้กฎหมายใด อำนาจใดสกัดกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาล้มล้างร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. และคสช. ต้องอุดช่องว่างนี้ เพราะการโพสต์พร้อมกันในวันเดียวกัน ถือเป็นกระบวนการที่มีรูปแบบชัดเจน แบ่งหน้าที่กันทำ พฤติกรรมนี้ส่อว่าผิด พ.ร.บ.ประชามติมาตรา 61 วรรคสองชัดเจน หาก กกต.บอกไม่ผิดก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

หนุนปฏิรูปพรรคตัดขาดนายทุน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมือง สปท. ที่ขจัดไม่ให้นายทุนเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองผ่านการบริจาคเงินก้อนใหญ่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมบริจาคเงิน หรือคิดเป็นค่า ธรรมเนียมจากสมาชิกพรรค จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรค ที่สำคัญต้องสร้างทัศนคติว่าอย่าให้นักการเมืองใช้เงินทำงานแทน ขอให้ดูการ ทำงานเป็นปากเสียงแก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในสภาฯมากกว่าดูว่านักการเมืองคนไหนใส่ซองช่วยงานมากกว่า ถี่กว่า ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็ต้องพึ่งพาเงินนักการเมืองต่อไป สปท.ควรหารือกับ กกต. และเปิดรับฟังทัศนคติของนักการเมือง พร้อมดูบริบทการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่มีปัญหาเดียวกันและพัฒนาไปแล้ว ว่าเขาทำอย่างไรด้วย

“วิษณุ” แทงกั๊กใช้ ม.44 ยุบพรรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจในการยุบพรรคของคสช. หลังจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ระบุว่า การโพสต์ลงเฟซบุ๊กของ 17 แกนนำพรรคเพื่อไทย ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อาจเข้าข่ายขัดคำสั่ง คสช. มีโทษสูงสุดถึงขั้นยุบพรรคการเมือง ว่า ถามว่า คสช.มีอำนาจหรือไม่ ตอบว่ามี คำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 ทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว หากตอบว่าไม่ได้จะเป็นการโกหก แต่การออกคำสั่งต้องมีหลักเกณฑ์และเหตุผล ไม่ใช่ว่านึกจะออกก็ออก ส่วนจะทำหรือไม่ ตนไม่ได้บอกว่าจะทำ เมื่อถามว่าต้องรุนแรงขนาดไหนถึงจะมีเหตุผลในการออกคำสั่งยุบพรรค นายวิษณุปฏิเสธไม่ขอตอบ เพราะไม่รู้เรื่องว่าขณะนี้มีพฤติกรรมอะไรบ้าง กกต.ที่ทำหน้าที่ดูแลกฎหมายประชามติ คงพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องเตือน

โยนไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลชี้ผิด–ถูก

เมื่อถามว่า การโพสต์ข้อความลักษณะนี้พร้อมๆกัน ถือเป็นการปลุกระดมหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบ ไม่วินิจฉัยว่าทำอย่างนี้คืออะไร เพียงแต่ถ้าเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นก็ดำเนินการได้ หากเรื่องไปถึงศาลแล้วศาลบอกว่าไม่เป็น ก็ไม่ฟ้องเท่านั้นเอง พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าว มีเยอะ เจ้าหน้าที่มีอำนาจตั้งข้อหาก็ตั้ง และดำเนินการไปตามขั้นตอนของศาลได้ ดังนั้น ไม่ใช่เหตุที่ ตนหรือรัฐบาลจะออกไปบอกว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อก็มีสิทธิ์ดำเนินการต่อไปได้ หากตนบอกว่าเป็น แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่เป็น ตนจะไปทำอะไรได้

คสช.จับตาพฤติกรรมศูนย์ นปช.

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า ตามที่กลุ่ม นปช.ยืนยันเดินหน้าตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว อะไรที่ไม่ชัดเจน หรือมีผลทำให้สังคมเข้าใจผิด หรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่ต้องเข้าไปดูแล และต้องใช้ดุลพินิจว่าทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนจะตั้งศูนย์ปราบโกงฯได้หรือไม่ต้องเป็นไปตามแนวทางผู้บังคับบัญชา ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลว่าตั้งได้หรือไม่ได้ แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่จะพิจารณาดูว่าการรวมกลุ่มและร่วมทำกิจกรรม มีรูปแบบองค์ ประกอบเข้าข่ายการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งไม่ให้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในนามธรรมการใช้คำพูดการสื่อสาร เราไม่ได้มองแค่การใช้ชื่อ คงต้องดูองค์ประกอบพฤติกรรมร่วมด้วย

เตือนตกเป็นเครื่องมือระวังถูกทิ้ง

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ส่วนกรณี 17 แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่เหนือความคาดหมายที่สังคมคาดเดาได้ แต่ควรระวังเนื้อหาต้องไม่ขัดกฎหมาย ต้องมีข้อ เท็จจริงพิสูจน์ได้ ซึ่ง กกต.คงพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ส่วน คสช.คงดูว่าเข้าข่ายกฎหมายใด อาจเป็นกฎหมายประชามติ หรือกฎหมายความมั่นคง

พ.อ.ปิยพงษ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า คสช.มอบให้ฝ่ายกฎหมายติดตามการตั้งศูนย์ฯของ นปช.อย่างใกล้ชิด การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยสำคัญ ทั้งนี้ กกต.ได้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ หน่วยทหารในพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์กับประชาชนอย่าเข้าไปร่วมเคลื่อนไหว หรือ ตกเป็นเครื่องมือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะถ้ากระทำ ผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีและจะถูกทอดทิ้ง

กรธ.ฟุ้งต้านหนักกลัว รธน.ผ่าน

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ กรธ. ต่อการชี้แจงทำความเข้าใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ของวิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ใน ภาพรวมถือว่าน่าพอใจ ส่วนการคัดค้านและการแสดงออกไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวในพื้นที่ส่วนตัว คงไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ขอเตือนว่าอย่าไปชี้นำและโน้มน้าวประชาชน การออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้ สะท้อนถึงความหวาดหวั่นและหวั่นใจของกลุ่มต้านว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ส่วนตัวหวังแค่อยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติให้มากๆ ยิ่งเกินร้อยละ 70-80 ยิ่งดี ส่วนผลจะออกมา อย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน กรธ. ยอมรับได้ทั้งนั้น

“ประวิช” มองมุมกฎหมายไม่ผิด

ช่วงเช้าวันเดียวกันที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชัน นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม เป็นประธานเปิดการประชุมอบรมวิทยากร ครู ก. เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ รุ่นที่ 5 โดยนายประวิชกล่าวว่า ครู ก. คือทัพหน้าของ กกต. ไม่ต้องสนใจว่าประชาชนจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด และลดจำนวนบัตรเสียให้ไม่เกินร้อยละ 3 ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊กว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนวินิจฉัยไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ประชามติรองรับการแสดงความคิดเห็นที่สุจริตบนข้อกฎหมาย ซึ่งยังไงก็ไม่ผิด แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบว่าไม่ได้บิดเบือน หลอกลวง และอยู่บนข้อเท็จจริง การทำประชามติครั้งนี้มีระยะเวลายาวนานกว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งช่วงนั้นไม่มีไลน์ ไม่มีเฟซบุ๊ก ดังนั้นคนที่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต้องรับผิดชอบ

โนคอมเมนต์ นปช.ดึงยูเอ็นฯเอี่ยว

นายประวิชกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่กลุ่ม นปช.ยื่นหนังสือเชิญให้ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์เข้ามาสังเกตการณ์การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ขอปฏิเสธที่จะให้ความเห็น เนื่องจาก กกต.มีหน้าที่เพียงรักษาการณ์ตาม พ.ร.บ.ประชามติ ส่วนกฎหมายอื่นก็มีผู้รักษาการณ์อยู่ กกต.ต้องไม่วินิจฉัยอะไรที่นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ประชามติ หรือในเรื่องความผิดอื่นนอกเหนือที่ กกต.รักษาการณ์ ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต.จะไปวินิจฉัย

3 หน่วยจับตาเข้มโลกออนไลน์

ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เป็นประธานการประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.นิติพัฒน์วุฒิ บุณยสิทธิ์ ผู้กำกับสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และนายพงษ์ธร วนสุคณ ผอ.กลุ่มงานเทคนิคและเฝ้าระวังการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อหารือปัญหาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเผยแพร่ข้อมูลที่หยาบคาย เป็นเท็จและปลุกระดมในการออกเสียงประชามติ จากนั้นนายสมชัยกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ กกต. บก.ปอท. และไอซีที เพื่อสร้างกลไกติดตามการกระทำผิดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน เพราะจากนี้ไปแนวโน้มสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นสนามรบหลักของการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ มากกว่าการกระทำผิดบนพื้นดิน คณะทำงานชุดนี้คอยติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าปรากฏคำพูดที่หยาบคาย เป็นเท็จ ปลุกระดม จะดำเนินการตามกฎหมายทันที

ชี้ช่องยุบ พท.ต้องร้องนายทะเบียน

เมื่อถามว่าการโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกพรรคเพื่อไทย หากพบข้อเท็จจริงว่าพรรคอยู่เบื้องหลังจะถึงขั้นยุบพรรคใช่หรือไม่ นายสมชัยตอบว่า เรื่องนี้ต้องมีการร้องมายังประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อรับเรื่องไว้สอบสวน หากนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดถึงขั้นยุบพรรคจะเสนอเพื่อขอความเห็นต่อที่ประชุม กกต. ก่อนส่งให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

นายกฯคารวะ “มหาตมะ คานธี”

สำหรับภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 17 มิ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายกฯและนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางไปยังราษฎร์ปติภาวัน หรือทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ โดยมีนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ให้การต้อนรับ จากนั้นนายกฯ และภริยา ร่วมพิธีวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะแด่ มหาตมะ คานธี ณ ราชฆาฏอนุสรณ์สถาน ที่รัฐบาลอินเดียจัดขึ้นสำหรับอาคันตุกะต่าง ประเทศที่เป็นแขกพิเศษของรัฐบาล ทั้งนี้ ราชฆาฏอนุสรณ์สถาน เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติอินเดีย จากนั้นนายกฯได้ลงนามสมุดเยี่ยม

ต่อมาเวลา 10.25 น. ที่โรงแรมเดอะลีลา พาเลซ นิวเดลี นางศุษมา สวราช รมว.ต่างประเทศอินเดีย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางขยายความสัมพันธ์ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องมุ่งมั่นเป็นประตูเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านวัฒนธรรมการท่องเที่ยวในเชิงศาสนา

รับแก้อุปสรรคการค้าสองชาติ

จากนั้นเวลา 10.45 น. นายกฯพร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หารือกับผู้บริหาร ตัวแทนภาคเอกชนไทยที่ไปทำธุรกิจอยู่ในอินเดีย กว่า 50 ราย อาทิ บริษัท ซีพีเอฟ (อินเดีย) บริษัท เดลต้าอิเล็กทรอนิคส์ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ ธนาคารกรุงไทย บริษัท ไทยซัมมิท ออโตพาร์ท สายการบินบางกอก แอร์เวย์ส เป็นต้น ซึ่งสินค้าไทยที่อินเดียนิยมส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้ภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก แต่ความท้าทายได้แก่ความหลากหลายของพฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ และการลอกเลียนแบบ การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ และความยากลำบากในการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร การขออนุญาตนำเข้าแต่ละครั้งใช้เวลานาน ซึ่งนายกฯนำไปหารือกับผู้แทนระดับสูงรัฐบาลอินเดียต่อไป

เตรียมจัดฉลองสัมพันธ์ครบ 70 ปี

ต่อมาเวลา 12.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ไฮเดอราบาดเฮ้าส์ (Hyderabad House) หรือเรือนรับรองรัฐบาลอินเดีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พบและหารือทวิภาคีกลุ่มเล็กกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และประชุมเต็มคณะกลุ่มย่อย จากนั้นร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย-อินเดีย และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยนาคาแลนด์ กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนแถลงข่าวร่วมกัน โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นโยบายรุกตะวันออก (Act East) ของอินเดีย สอดคล้องกับนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West) ของไทย อินเดียมีการพัฒนาอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และความก้าวหน้าทางวิชาการ สะท้อนถึงความสำเร็จในนโยบายพัฒนาประเทศ ปีหน้าไทย-อินเดีย จะร่วมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี

ปลื้มบริษัทไทยสร้างชื่อกระฉ่อน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ยินดีที่ภาคเอกชนไทยเข้ามาสร้างชื่อเสียงให้เห็นศักยภาพ เช่น การสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินที่เมืองอาห์เมดาบาด รัฐคุชราต และเมืองกัลกัตตาที่ได้รับคำชื่นชม ยังมีร้านค้าย่อย (outlet) ประเภทอาหารที่ได้รับความ นิยมด้วย อยากเชิญชวนนักธุรกิจไทยมาลงทุนมากขึ้น และน่ายินดีที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับธนาคาร Axis (เอ็กซิส) จำกัด ของอินเดียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน

ปูพรมกระชับความร่วมมือทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย-อินเดียให้เข้มแข็งขึ้นทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้สูงขึ้น การลงทุนร่วม ผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดียให้เสร็จ โดยเร็ว เชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ โดยเฉพาะโครงการถนนสามฝ่ายอินเดีย-เมียนมา-ไทย และเส้นทางหลวง BIMSTEC รวมถึงเส้นทางขนส่งทางทะเลระหว่างเจนไนกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ด้านความมั่นคง ความร่วมมือด้านกลาโหมและเหล่าทัพ ความร่วมมือด้านข่าวกรอง การต่อต้านการก่อการร้าย ความมั่นคงทางไซเบอร์และความมั่นคงทางทะเล ด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศาสนาและการศึกษา ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา (Buddhist Circuit) ตามเส้นทางแสวงบุญสถานที่สำคัญในอินเดีย ส่วนไทยขอให้อินเดียส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น

เชิญชวนร่วมภูมิใจ ศก.พอเพียง

กระทั่งเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯกล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลในปี 2559 ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ วันที่ 12 ส.ค. ที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการบูรณาการตามแนวทางประชารัฐร่วมใจปลูกป่า เสริมความชุ่มชื้นเพิ่มผืนป่า และสร้างแหล่งต้นน้ำ-แหล่งน้ำต้นทุน ภายใต้แนวคิด “9 สัปดาห์สู่วันมหามงคล” นอกจากนี้ ในเวทีระหว่างประเทศทุกครั้ง ตนและผู้แทนรัฐบาล ได้น้อมนำหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยอยากให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในสมบัติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย ให้เป็นสมบัติของชาติ และจะเป็นต้นแบบหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก

ต้องใช้ ม.44 ขับเคลื่อนปฏิรูปให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องการขับเคลื่อนการบริหารราชการ และการปฏิรูปปัจจุบันรัฐบาลมีกลไกคณะกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ ตนจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามงานของนายกฯโดยเฉพาะ อาจต้องเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนภายใต้การควบคุมของตน ในฐานะนายกฯ และหัวหน้า คสช. ซึ่งอาจพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องติดขัดทั้งในด้านกฎระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย โดยใช้มาตรการต่างๆ และหากจำเป็นก็จะใช้กฎหมายพิเศษมาตรา 44 เพื่อให้นโยบายต่างๆ เกิดประสิทธิผลโดยเร็ว ทั้งนี้ทุกเรื่องต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตนมุ่งหวังแต่เพียงลดเวลา ลดขั้นตอนทำให้เกิดความรวดเร็ว สุจริต โปร่งใส ในการดำเนินการโครงการต่างๆของภาครัฐ

ยันพยายามไม่ละเมิดกฎหมายอื่น

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้หลายอย่างเป็นงานนโยบายเราต้องทดลองปฏิบัติให้ได้ก่อน หากมีปัญหา มีข้อเสียหาย หรือติดขัด ก็แก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ยกเลิกไป หากมัวแต่รอกันรอกฎหมายก็เกิดไม่ได้สักอย่าง วันนี้เราเข้ามา 2 ปีครึ่งแล้ว หลายอย่างเราทำมาตั้งแต่ต้น ใช้เวลาปีครึ่ง แล้วยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไขปฏิรูปกันอีกเป็นสิบ เป็นร้อยเรื่อง อะไรที่ทำได้เราต้องทำให้ได้ อะไรติดขัดก็มาบอก จะใช้อำนาจที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่พยายามไปละเมิดกฎหมายอื่น ดังนั้นต้องทำ 2 อย่างไปพร้อมกัน อันแรก คือ การปรับโครงสร้าง การวางรากฐานให้แข็งแรงยั่งยืนด้วยกฎหมาย และการปฏิรูปซึ่งอยู่ใน สนช. ต้องใช้เวลา 3 วาระ วันนี้ถ้าเรารออยู่ สิ่งที่สอง คือ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจะไม่เห็นผลในทันที ฉะนั้นอะไรก็ตามที่รออยู่แล้วไม่มีปัญหามากนัก เราสามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ ด้วยอำนาจที่ตนมีอยู่ แต่ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับใครทั้งสิ้น

ชี้ตั้งศาลทุจริตให้กรรมตามทัน

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ผ่านความเห็นชอบของ สนช.ในวาระ 3 ว่า ศาลดังกล่าวจะพิจารณาเฉพาะคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว โดยจะมีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ใช้ระบบไต่สวน จำเลยจะพิสูจน์ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ ศาลจะเป็นคนพิสูจน์เอง สามารถซักถามได้ ต่างจากศาลทั่วไปที่ใช้ระบบกล่าวหาที่ศาลจะฟัง แล้วให้คู่ความซักกันเอง ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องจัดตั้งศาลนี้ เพราะที่ผ่านมาศาลจังหวัดต่างๆต้องพิจารณาทุกเรื่อง หากคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบอยู่ลำดับท้ายๆ กว่าจะถึงคิวต้องใช้เวลานาน กรรมจะตามไม่ทัน ไม่ติดจรวด ส่วนจะช่วยทำให้คดีทุจริตลดลงได้หรือไม่นั้น ถ้าไม่มีศาลคนทำผิดจะฮึกเหิม แต่ถ้ามีแล้วจะช่วยป้องปรามได้

“ปนัดดา” เตือน ขรก.อย่าเห่อเหิม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำตอนหนึ่งของการบรรยายพิเศษ เรื่อง “สถาบันสำคัญของชาติกับความมั่นคงของแผ่นดินไทย” ที่วิทยาลัยการปกครอง จ.ปทุมธานี โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ว่า หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้เป็นข้าราชการ ฝ่ายปกครอง ขอพูดตรงไปตรงมา ไม่มีวาทะนักการเมืองหรือนักการทูตมาเจือปน ว่าพวกเราข้าราชการยึดมั่นความมีระเบียบวินัย ซื่อตรง สุภาพ แข็งขัน ติดตามข่าวสารในการทำงาน จะไม่ไปเอ่ยชื่อใครที่เป็นการให้ร้ายป้ายสี มันผิดวินัย และตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์คือบาป นักการเมืองบางกลุ่มบางคนเขาจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เรื่องของเขา จะไฮปาร์กหาเสียงกัน อย่างไรก็ช่าง แต่ข้าราชการต้องมีกรอบวิธีการทำงานให้เหมาะสม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ ไม่ใช่เห่อเหิมและใช้อำนาจเกินเลยหน้าที่รับผิดชอบ

“ปู” เยี่ยมชมชุมชนพอเพียงระยอง

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านจำรุง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม กลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็งพึ่งตัวเองและเป็นชุมชนตัวอย่างที่มีผู้มาศึกษาดู งานตลอดทั้งปีจากทั่วประเทศ โดยชุมชนมีการทำนา สวนยางพารา ทำสวนผลไม้ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด และปลูกผักพื้นบ้าน รวมถึงยังมี บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งระหว่างเยี่ยมชม ได้มีชาวบ้านจากจังหวัดลำปางและอุดรธานีมาศึกษาดูงาน โดยทันทีที่เห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่างวิ่งเข้ามาสวมกอดพร้อมขอถ่ายรูป

ปธ.สนช.แจง “มาดามแป้ง” ไขก๊อก

อีกเรื่อง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ สนช. ให้นางนวลพรรณ ล่ำซำ พ้นจากการเป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษาประธาน สนช. ว่า นางนวลพรรณได้ขอลาออกจากที่ปรึกษาของตนก่อนหน้านี้ ให้เหตุผลว่ามีภารกิจอื่นที่ต้องทำค่อนข้างมาก เกรงว่าหากอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาประธาน สนช.ต่อไป จะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งได้ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เป็นการลาออกจากตำแหน่งตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ยื่นรายชื่อค้านตัดเบี้ยคนชรา

ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกุลเดช พัวพัฒนกุล อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ ติดตามความคืบหน้า ที่กระทรวงการคลังจะตัดสิทธิเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่า 9,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือมีสินทรัพย์เกิน 3 ล้านบาท ว่า นำรายชื่ออดีต ส.ส.ของพรรค จำนวน 22 คน ที่ร่วมลงชื่อคัดค้านเรื่องนี้ ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และเรียกร้องให้นายกฯ รมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบการทุจริตการอนุมัติขายหนี้ในธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ด้วย

สตง.บี้ มท.ฟัน กทม.ปมแอลอีดีฉาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงผู้บริหารระดับสูงของ กทม. ในโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของ กทม. งบประมาณ 39.5 ล้านบาท ที่ติดตั้งไฟแอลอีดี 5 ล้านดวง ประดับตกแต่งลานคนเมืองในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลัง สตง.ตรวจสอบพบว่าโครงการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 44 และมาตรา 46 และเข้าข่ายเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) นอกจากนี้ สตง.ยังแจ้งให้ทางกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีอาญากับผู้บริหาร กทม.ระดับสูงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้แจ้ง กทม.ดำเนินการสอบสวนข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าว เพื่อหาผู้รับผิดชอบความผิดทางละเมิดด้วย คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะเสนอเรื่องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า

นปช.รุกดึง UNOHCHR ร่วมเป็นสักขีพยานตรวจสอบการทำประชามติร่าง รธน.ตอบโต้ คสช.ขัดขวาง ไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ โวยทหาร-ตร.บุกคุมตัวแกนนำ นปช.ปราจีนบุรี ยันเดินหน้าฟ้องโลกต่อ 18 มิ.ย. 2559 05:28 ไทยรัฐ