วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หน้าพัง ตังค์ก็เสีย EP.3 ไขทุกข้อกังขาคลินิกสิว จัดโปรฯ หมอล่องหน เลี้ยงไข้ ผิดไหม?

เดินทางมาถึงตอนที่ 3 กับรายงานพิเศษ หน้าพัง ตังค์ก็เสีย...หากรายงานพิเศษชิ้นนี้ เป็นละครหัวค่ำเรื่องหนึ่ง ฉากตอนต่อจากนี้คงจะเป็นทั้งจุดพีค และจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ตัวละครทุกตัวมีเส้นทางที่ต้องดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้อง ตัวร้ายมีจุดจบ ตัวดีเข้าใจและเรียนรู้โลกมากขึ้น แต่เรื่องราวของรายงานพิเศษชิ้นนี้ จะเป็นเหมือนในบทละครหรือไม่? เราไม่อยากให้คุณพลาดด้วยประการทั้งปวง!

  • โจทย์ : การให้พนักงาน, ผู้เชี่ยวชาญ, พยาบาลประจำคลินิกเป็นผู้ทำเลเซอร์ หรือหัตถการต่างๆ ให้ลูกค้า สามารถทำได้หรือไม่?

“ไม่ได้เป็นนายแพทย์หรือแพทย์หญิงค่ะ คลินิกของเราจะเป็นอย่างนี้ทุกสาขา คือ ห้องเลเซอร์จะไม่ใช่แพทย์ค่ะ” พนักงานสาวประจำคลินิกแห่งที่ 1 กล่าวกับผู้สื่อข่าว (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 2)

“ผู้ที่ยิงเลเซอร์ให้ลูกค้าได้ ก็คือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมด้านการทำเลเซอร์มาโดยเฉพาะ และทำทรีตเมนต์ให้ลูกค้าได้ด้วย...” พนักงานหนุ่มของคลินิกแห่งที่ 2 กล่าว (บทสนทนา นี้จะอยู่ในตอนที่ 2)

คำตอบจากแพทยสภา : พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้สื่อข่าวว่า การทำหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉายรังสีหรือเลเซอร์, ศัลยกรรม, จี้ไฝ, จี้กระ, ฉีดยา, อัลตร้าซาวด์ และการสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่ายกาย การกระทำเหล่านี้ จะต้องเป็นแพทย์เท่านั้นที่สามารถทำให้แก่คนไข้ได้

“ในกรณีที่แพทย์เข้าไปตั้งค่าเครื่องเลเซอร์ แล้วให้พนักงานเป็นผู้ทำเลเซอร์ให้ลูกค้า การกระทำเช่นนี้ถือว่ามีความผิด และไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์ชนิดไหนก็ตาม แพทย์ต้องเป็นผู้ทำให้คนไข้เท่านั้น เพราะถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ส่วนการนวดหน้า กดสิว นวดแผนไทย หรือการทำทรีตเมนต์ต่างๆ พนักงานประจำคลินิกสามารถทำได้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวให้ประชาชนเข้าใจโดยง่าย

คำตอบจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สพรศ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สพรศ. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในกรณีที่ผู้บริโภคเข้ารับบริการจากคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม โดยผู้ให้บริการในส่วนของหัตถการนั้น ไม่ใช่แพทย์ จะทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเปิดและให้บริการคลินิกได้รับโทษ ซึ่งแบ่งโทษออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่แพทย์ ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ หรือ หมอเถื่อน จะได้รับโทษจำคุกและถูกปรับ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 

ส่วนที่สอง โทษที่ทางคลินิกเสริมความงามจะได้รับ คือ ผู้ดำเนินการ (“ผู้ดําเนินการ” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาล) จะได้รับโทษในมาตรา 34 (1) ...มิให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล กล่าวคือ ทางคลินิกห้ามปล่อยให้ผู้ที่มิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพมาปฏิบัติหน้าที่ในคลินิก หากไม่ปฏิบัติตามต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

“บางบริการของคลินิกเวชกรรมเสริมความงามจะต้องใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และในส่วนของเครื่องเลเซอร์ ผู้ใช้งานจะต้องเป็นแพทย์เท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นหรือพยาบาลไม่สามารถทำได้” ผอ.สพรศ. เน้นย้ำ

  • โจทย์ : การโฆษณาโออ้วดว่า ดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผิวสวยเนียนใสภายใน 7 วัน, การใช้ดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงโฆษณา และการโฆษณาจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถมต่างๆ การกระทำเหล่านี้ คลินิกเวชกรรมสามารถทำได้หรือไม่? 

“...สุดท้ายเราก็ตอบตกลงทำ คอร์สต่างๆ ที่เขาได้นำเสนอมา จากราคาคอร์สแสนเศษๆ ลดไปลดมาเหลืออยู่ที่ 60,000 บาท ซึ่งเรานำเงินในส่วนนี้มาจากที่บ้าน” จันจิรา จดจำเหตุการณ์ได้ดี (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

“...รอยดำจะจางลงประมาณ 20-30% ซึ่งรอยสิวพวกนี้ หากเราทำเลเซอร์ ก็จะหายแล้วหายเลย ถ้าทำเป็นคอร์ส 5 ครั้ง หน้าคุณลูกค้าก็จะเนียนใสเลย” พนักงานสาวคลินิกแห่งที่ 1 กล่าวกับผู้สื่อข่าว (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 2)

คำตอบจาก  สพรศ. : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สพรศ. กล่าวชัดๆ ว่า สำหรับการโฆษณาโอ้อวดเกินความเป็นจริง เช่น การรีวิวก่อนหลัง, โอ้อวดว่า ดีที่สุดหรือเป็นที่หนึ่ง, การจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม, การอ้างสถานบันต่างๆ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ, ทั้งหมดนี้ ถือว่ามีความผิด แต่ยกเว้นการลดแลกแจกแถมที่ทำเพื่อสมาชิกของคลินิกนั้นๆ หรือทำเป็นการภายในที่มีระยะเวลาสิ้นสุดไม่เกิน 1 ปี หากเป็นการลดแลกแจกแถมที่ทำแบบเปิดเผยถือว่ามีความผิด เช่น คอร์สราคา 5 หมื่นบาท ลดเหลือ 3 หมื่นบาท เป็นต้น

ส่วนกรณีดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ทำการรีวิวหรือโฆษณาให้กับคลินิกเสริมความงาม ลงในสื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัว เช่น facebook หรือ Instragram จะต้องตรวจสอบข้อความที่นำมารีวิวว่า เข้าข่ายโฆษณาโอ้อวดที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดหรือไม่ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับทางคลินิกหรือไม่ หากเป็นจริง ทางคลินิกและบุคคลทีมีชื่อเสียงท่านนั้นๆ จะถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการยินยอมให้เกิดโฆษณาเกินจริงทั้งสองฝ่าย ซึ่งการใช้ดารา หรือบุคคลมีชื่อเสียงในการโฆษณานั้น อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะคนทั่วไปไม่สามารถสวยเป๊ะถอดแบบจากดาราท่านนั้นๆ ได้ 

“ในทางการแพทย์ไม่เคยมีใครรับประกันผลการรักษาทางการแพทย์ได้ จะมีก็แต่การรักษาตามอาการเท่านั้น เช่นเดียวกับ ข้อความโฆษณา ผิวใสสวยเนียนนุ่มภายใน 7 วัน หรือดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ซึ่งการโฆษณารูปแบบนี้เป็นการรับรองผล ดังนั้น ถือว่ามีความผิด เพราะไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดๆ รองรับ” ผู้อำนวยการ สพรศ.

คำตอบจากแพทยสภา : พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันกระแสของการโฆษณาผ่านสื่อช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียนับวันจะยิ่งร้อนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้รับอนุญาต ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลและแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลนั้นๆ จะต้องระมัดระวังการเผยแพร่เรื่องการรักษาพยาบาลที่เกินความเป็นจริง เพราะข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ที่บังคับใช้กับแพทย์ หมวด 7 การปฏิบัติตนเกี่ยวกับสถานพยาบาล ข้อ 36 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องไม่โฆษณาสถานพยาบาล หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาสถานพยาบาลที่ตนเป็นผู้ดำเนินการในลักษณะ ดังต่อไปนี้

1) โฆษณาสถานพยาบาลในทำนองโอ้อวดของสถานพยาบาลนั้น หรือ กิจกรรมอื่นของสถานพยาบาลเกินกว่าที่เป็นจริง ส่วนแพทย์ที่ไม่ใช่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ต้องระมัดระวังในการที่ผู้อื่นมาเผยแพร่เรื่องการรักษาพยาบาลของตนหรือการดำเนินการในสถานพยาบาลของตนโดยเฉพาะการลงรูปถ่ายต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย เป็นไปในทำนองเข้าข่ายโอ้อวดความสามารถ ความเชี่ยวชาญเกินกว่าความเป็นจริง เพราะข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 จะอาจผิดข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ใน หมวด 3 การโฆษณาการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ข้อ 8 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของตน ซึ่งมีบทลงโทษทางจริยธรรมตั้งแต่ตักเตือน พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้

  • โจทย์ : แพทย์ประจำคลินิกทำการโฆษณา หรือแสดงตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาขาที่แพทยสภายังไม่ยอมรับ การกระทำเช่นนี้สามารถทำได้หรือ?

“...ส่วนของทีมแพทย์ที่เขาการันตีไว้ว่า มาจาก American Board หรือที่เขาบอกว่า แพทย์ของคลินิกจบเวชศาสตร์ชะลอวัยจากต่างประเทศมา ก็ไม่มีอยู่จริง...” น้ำเสียงของจันจิรา ดูจะเจ็บใจไม่น้อย (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

คำตอบจากแพทยสภา : พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า การที่แพทย์จะสามารถแสดงตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาได้นั้น จะต้องได้รับการอนุมัติจากแพทยสภาตามกฎหมายก่อน
       
“ปัญหา คือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งบางสาขาแพทยสภาไทยยังไม่ได้ยอมรับ เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ความงาม ซึ่งเป็นการสร้างความสับสนกับประชาชน ดังนั้น ผู้ที่อ้างความเชี่ยวชาญในสาขาที่แพทยสภายังไม่ได้รับรองถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวจริงจัง มิใช่แค่ขู่

คำตอบจาก สพรศ. : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สพรศ. กล่าวไปในทิศทางเดียวกันกับแพทยสภาว่า หากทางคลินิกเวชกรรมเสริมความงามมีการอ้างตน หรือโฆษณาว่า คลินิกมีแพทย์ผู้เช่ียวชาญคอยให้บริการ แต่ตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง จะถือว่าคลินิกแห่งนั้นๆ มีความผิดฐานโฆษณาเท็จ ตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 โดยระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทไปจนกว่าจะระงับการโฆษณานั้น และในกรณีที่ยังมีการโฆษณาต่อเนื่องอยู่ทั้งๆ ที่ตักเตือนแล้ว จะทำการปิดระงับบริการชั่วคราวไปจนถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เพื่อทำการปิดถาวร

ผู้สื่อข่าวซักถามต่อว่า “บทลงโทษ หรือค่าปรับน้อยไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับราคาขายคอร์สความงาม?” ผอ.สพรศ.ตอบว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการแก้ไขข้อกฎหมาย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ คสช. โดยคาดว่า จะปรับปรุงในเรื่องของโทษปรับ และมีการเพิ่มบทลงโทษจำคุก

  • โจทย์ : เวลาทำงานของแพทย์ประจำคลินิกซ้ำซ้อนกับเวลาทำงานในโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน หรือแพทย์ไม่เข้าตรวจตามเวลาการเปิดของคลินิก การกระทำเช่นนี้สามารถทำได้หรือ?

“แต่ตอนนี้คุณหมอที่ตรวจยังไม่เข้ามานะคะ เพราะคุณหมอตรวจจะเข้ามาช่วงบ่ายโมงค่ะ (ณ เวลานั้น เป็นเวลา 11.35 น. แต่คุณหมอเลเซอร์มาแล้ว...คุณหมอเลเซอร์จะเป็นคนทำให้เลเซอร์)” (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 2)

“เวลาผ่านไปราว 20 นาที ก็มีนายแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแพทย์คนเดียวกันกับที่ติดแสดงไว้บนป้ายสีฟ้าในคลินิก เวลานั้นประมาณ 13.35 น.” (เหตุการณ์นี้ จะอยู่ในตอนที่ 2)

คำตอบจาก สพรศ. : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สพรศ. กล่าวถึงเวลาการทำงานของแพทย์ประจำคลินิกว่า แพทย์ประจำคลินิกไม่สามารถทำงานซ้ำซ้อนกับสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนได้ หากฝ่าฝืนจะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เพราะเมื่อใดก็ตามที่แพทย์ได้ลงเวลาเข้าเวรไว้ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น แพทย์เข้าเวร 11.30-21.00 น. แพทย์ท่านนั้นๆ จะไม่สามารถไปลงเวลาเข้าเวรที่อื่นในเวลาเดียวกันนี้ได้ ยกเว้นในกรณีที่แพทย์ไม่สามารถมาตามเวลาหรือติดธุระ กรณีนี้สามารถทำได้ เนื่องการชีวิตของคนทำงานต้องมีวันป่วยวันลา หรือออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ

“แต่ถ้าไม่มีแพทย์ให้บริการจะต้องเข้าสู่ระบบการนัด แต่หากในกรณีที่ไม่อยู่แล้วให้บุคคลอื่นที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพทำหน้าที่แทน จะถือว่ามีความผิดทันที” ทพ.อาคม ผอ.สพรศ. กล่าวตามความถูกต้อง

คำตอบจากแพทยสภา : พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงโจทย์ข้างต้นว่า ผู้ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาล ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สามารถดูแลสถานพยาบาลได้อย่างใกล้ชิด และไม่ใช้เวลาดูแลคลินิกซ้ำซ้อนกับเวลาทำงานในสถานพยาบาลของรัฐ เอกชน โดยเวลาทำการของสถานเสริมความงาม และคลินิกเวชกรรม จะแตกต่างกัน เพราะคลินิกเวชกรรมจะมีการกำหนดเวลาเปิดปิด ยกตัวอย่างเช่น ทำการ 08.00-18.00 น. เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลาทำการของคลินิกเวชกรรม จะต้องมีแพทย์อยู่ตลอด

“ถ้าเมื่อไหร่ที่คลินิกแห่งนั้นๆ ใช้ยา ซึ่งยาบางตัวเป็นยาอันตราย หรือมีการใช้ไฟฟ้าในการรักษา เช่น ไฟฟ้าจี้หน้า ไออนโต เลเซอร์ หรืออื่นๆ ซึ่งการทำหัตถการพวกนี้ แพทย์จะต้องเป็นผู้ทำให้เท่านั้น เพราะเวลาที่หน้าลูกค้าไหม้ หรือไฟฟ้าช็อต แพทย์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าว

  • โจทย์ : เหตุใดผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่ ถึงพูดไปในทำนองเดียวกันว่า “รักษาใหม่ๆ หน้าใส คล้อยหลังไปหน้าสิว?” หรือ "คลินิก...เลี้ยงไข้"?

“...แต่ภายหลังจากที่จิ๊บ เข้ารับการดูแลผิวหน้าจากคลินิกเวชกรรมหลายๆ แห่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ผิวหน้าที่สดใส แต่กลับกลายเป็นสิวที่เห่อขึ้นทั่วทั้งหน้า” จิ๊บ คีตภัทร ถ่ายทอดประสบการณ์ (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

“แต่ไม่เกินสองอาทิตย์หลังการรักษา สิวหัวดำๆ หลายร้อยเม็ดแห่ขึ้นทั่วใบหน้าของเธอ มิหนำซ้ำ สิวครั้งนี้ยังขึ้นมากกว่าตอนก่อนรักษาเสียอีก” เบ๊นท์ สาวแบงก์ บอกเล่า (เหตุการณ์นี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

คำตอบจาก สพรศ. : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สพรศ. กล่าวถึงกรณีที่ผู้บริโภครับการรักษาจากคลินิก หรือใช้ยาจากคลินิกแล้วหน้าใสได้เพียงระยะสั้นว่า ในส่วนนี้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ เนื่องจากยาที่ทางแพทย์ได้จ่ายให้นั้น จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 เช่นเดียวกับขั้นตอนการผ่าตัดที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า แพทย์ผ่าตัดอย่างไร เพราะในส่วนนี้เป็นเรื่องของแพทยสภา ดังนั้น ยาที่แพทย์จ่ายไป หาก อย. ไม่สั่งห้ามจ่ายยาตัวนั้นๆ แพทย์ก็สามารถจ่ายยาได้ ซึ่งยาบางตัวจะมีคำเตือนการใช้ยาติดอยู่ในฉลากยา เช่น ห้ามจ่ายต่อเนื่อง หรือต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ สุดท้าย หากแพทย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่ามีความผิดเช่นกัน

“เรื่องตัวยา จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ในส่วนนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะไม่สามารถเข้าควบคุมได้” ผอ.สพรศ. กล่าว

  • โจทย์ : คลินิกเวชกรรม โขกราคาค่าใช้บริการเกินไปหรือไม่?

“เราปฏิเสธอยู่หลายครั้งว่า อย่างไรเสีย เราก็ไม่เอา เพราะคอร์สที่ว่านี้เป็นตัวเงินที่มากพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่แนะนำเราหลายคอร์สมาก เสนอคอร์สนั้นคอร์สนี้...” จันจิรา เล่าถึงการตื๊อของพนักงาน (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

“...เงินที่นำมาทำหน้าเลยเป็นเงินของพ่อแม่รวมๆ แล้วก็ประมาณ 5 หมื่นบาท ซึ่งเยอะพอสมควรสำหรับนักศึกษาคนหนึ่ง...” เบ๊นท์ กล่าวกับทีมข่าวอย่างไม่ปิดบัง (บทสนทนานี้ จะอยู่ในตอนที่ 1)

คำตอบจาก สพรศ. : ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สพรศ. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ส่วนอัตราราคาค่ารักษาของคลินิกเวชกรรมเสริมความงามที่พบว่ามีราคาแพง ในส่วนนี้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมกำหนดราคากลางได้ เนื่องจากคลินิกเสริมความงามคือการให้บริการทางเลือกที่ต้องการให้มีการแข่งขันทางด้านคุณภาพ ดังนั้นคลินิกใดก็ตามที่มีการลงทุนสูง และมีคุณภาพในเรื่องการให้บริการ คลินิกนั้นๆ ก็จะมีราคาค่ารักษาสูง ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด

“หากเราเข้าไปกำหนดราคากลาง จะทำให้ไม่มีใครเข้ามาลงทุน เนื่องจากคลินิกเวชกรรมเสริมความในไทยจะไม่สามารถเติบโตมีชื่อเสียงได้ และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น ผู้บริโภคที่มีความประสงค์เข้ารับบริการจะต้องทำการตรวจสอบราคาค่าบริการ วางแผนการรักษาก่อน เพราะถ้าหากมีการเก็บค่ารักษาเกินกว่าที่ได้พูดคุยกันไว้ ทางคลินิกมีความผิดทางกฎหมาย” ทพ.อาคม ผอ.สพรศ. กล่าว


จากความเป็นไปของคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สู่บรรทัดฐานตามทำนองคลองธรรม
ผิด ถูก ชั่ว ดี ทุกตัวละครรู้อยู่แก่ใจ
ตอนจบจะเป็นเช่นไร การกระทำจะเป็นตัดสิน...


ในตอนสุดท้าย ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เช่นเดิม และนั่นก็คือ ข้อคิดและวิธีรู้เท่าทัน จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม!

โปรดอ่านตอนที่เกี่ยวข้อง

หน้าพัง ตังค์ก็เสีย EP.1 เปิดประสบการณ์รักษาโฉม หมอปลอม แสนแพง สิวพรึบ! 

หน้าพัง ตังค์ก็เสีย EP.2 พิสูจน์ชัด! คลินิกดังมักง่าย ใช้หมอเถื่อนเลเซอร์ จริงหรือ?

หน้าพัง ตังค์ก็เสีย EP.4 ทันเกมคลินิก! แจกสูตรขั้นเทพ การันตีสิวไม่กรัง หนังหน้าเนียนเป๊ะ

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว
    หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง
    Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ฉากตอนต่อจากนี้คงจะเป็นทั้งจุดพีค และจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ตัวละครทุกตัวมีเส้นทางที่ต้องดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้อง ตัวร้ายมีจุดจบ ตัวดีเข้าใจและเรียนรู้โลกมากขึ้น แต่บทสรุปของรายงานพิเศษชิ้นนี้ จะเป็นเหมือนบทละครหรือไม่? 17 มิ.ย. 2559 13:10 24 มิ.ย. 2559 17:03 ไทยรัฐ