วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พ่อโอดตกเป็นจำเลยสังคม โต้กักขัง-ทำร้ายลูก แจงเหตุจำเป็น

พ่อโอดตกเป็นจำเลยสังคม โต้กักขัง-ทำร้ายลูก แจงเหตุจำเป็น

  • Share:

เจ้าหน้าที่ ตร. ปกครอง และ พม. จ.สงขลา ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีแชร์คลิป พ่อกักขังทำร้ายลูกที่สงขลา พร้อมเชิญตัวมาสอบถาม โอดตกเป็นจำเลยสังคม ยันไม่ได้กักขัง แต่เพราะทำงานกะดึก ต้องปล่อยลูกอยู่กันลำพัง รับมีตีสั่งสอนบ้าง แต่ไม่ได้ทำร้าย ...

จากกรณีที่มีภาพแชร์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบเด็ก 2 พี่น้อง เป็นชายและหญิง อายุ 9 ปี และ 6 ปี ระบุว่าถูกพ่อกักขังไว้ภายในบ้านหลังหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลควนลัง อ.หาดใหญ่ และยังทำร้ายร่างกาย พร้อมกับโชว์ภาพรอยฟกช้ำที่ตัวเด็กเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และเข้าไปช่วยเหลือเด็กทั้งสองคนอย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 59 พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผู้กำกับการ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมด้วย นายภัทรดนัย อุทัยรัตน์ ปลัดอำเภอหาดใหญ่ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกับเชิญตัวผู้เป็นบิดาคือ นายเด่น (นามสมมติ) อายุ 37 ปี มาที่ สภ.หาดใหญ่ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นายเด่น กล่าวปฏิเสธว่าตนไม่ได้กักขัง ทรมาน หรือทำทารุณกรรมลูกทั้งสองคนแต่อย่างใด แต่เหตุที่ต้องขังลูกเอาไว้ในบ้านเพราะความจำเป็น เนื่องจากตนต้องออกไปทำงานกลางคืนเป็น รปภ. ไม่มีใครดูแลลูก เพราะเลิกรากับภรรยามานาน 4 ปีแล้ว โดยให้ลูกอยู่ในบ้านมา 2 ปี ส่วนเหตุที่ต้องตีลูกเพราะบางครั้งเด็กดื้อ และไม่ต้องการให้ออกไปนอกบ้านเวลากลางคืน แต่ยอมรับว่าบางครั้งก็มีการลงโทษรุนแรงบ้าง เนื่องจากเครียดและเหนื่อยจากการทำงาน

นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนบ้านใกล้เคียงหลายคนมีน้ำใจช่วยดูแล และเอาอาหารมาให้เด็กบ้างในช่วงที่ตนออกไปทำงาน โดยยืนยันว่าลูกทั้งสองคนคือหัวใจของพ่อ และไม่เข้าใจคนที่มาถ่ายภาพนำไปแชร์กันในสังคมออนไลน์นั้นต้องการอะไร และหลังจากที่เรื่องนี้เผยแพร่ออกไปทำให้ตนต้องตกเป็นจำเลยสังคม และถูกกล่าวหาเป็นคนใจดำทำร้ายลูกตัวเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เป็นบิดา เกี่ยวกับการดูแลบุตรทั้งสองคน โดยเฉพาะการทำโทษเด็กเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ก่อนที่จะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ ซึ่งผลการตรวจก็ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด และตรวจสภาพจิตใจด้วย โดยไม่ได้ดำเนินคดีกับบิดาของเด็กแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินทางไปพบเด็กทั้งสองคนที่โรงเรียน เพื่อประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กทั้งสอง ว่าหวาดกลัวหรือต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ เบื้องต้น ให้พ่อและเด็กสองคนอยู่ด้วยกันไปก่อน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหว และจะเข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องด้วย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้