วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตักบาตรถามพระ

โดยปกติของญาติโยม เวลาจะใส่บาตรพระ ก็ต้องเลือกแต่ของดีๆ ของดีเท่าไหร่กุศลผลบุญจะมากขึ้นเท่านั้น เช่นข้าวสวยก็ต้องกะเวลาเตรียมหุงหา เอาข้าวสวยร้อนๆควันฉุยใส่บาตรพระ

โยมบ้านแรก ข้าวสวยร้อน โยมบ้านต่อมา และต่อมา ก็ข้าวสวยร้อน บาตรพระเป็นเหล็กสื่อความร้อน ถ้าเป็นพระธรรมยุต ท่านก็ต้องทนอุ้มไป

แต่ถ้าเป็นพระมหานิกาย สะพายบาตรมีผ้าหนาหุ้ม ก็รอดไป ไม่หนักมือไม่ร้อนมือ

โดยธรรมเนียมพระจะไม่พูดชี้ช่อง ต้องการอะไร ถวายของชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องรับ ธรรมเนียมของญาติโยม ก็ห้ามตักบาตรถามพระ (เรื่องข้างสำรับ ส.พลายน้อย สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.2559)

แต่ข้อห้ามถามพระนั้น บางครั้งก็ทำให้พระผิดวินัย มีเนื้อ 10 ชนิด ที่พระพุทธองค์ทรงห้าม เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว และเนื้อหมี

เหตุหนึ่งที่ทรงห้ามฉันเนื้อพวกเสือ...ก็เพราะเป็นเนื้อที่พวกพรานล่าสัตว์ เอามาปรุงใส่บาตรถวาย เนื้อสัตว์เหล่านี้พระฉันแล้วจะมีกลิ่นตัวแรง เวลาไปในป่า กลิ่นตัวจะเรียกให้เสือเข้ามาทำร้าย

ด้วยข้อห้ามนี้ หากหลวงพี่อยากฉันผัดเผ็ดงู หรืออุ้งตีนหมี แล้วญาติโยมทำถวาย แทนที่จะได้บุญก็จะกลายเป็นได้บาปไปโดยไม่รู้ตัว

เรื่องเนื้อสัตว์พระพุทธเจ้าไม่ทรงห้ามไปหมด หากทรงเห็นความจำเป็นก็ทรงอนุญาต ครั้งหนึ่งพระรูปหนึ่งเป็นโรคในหู รักษาไม่หาย ก็ทรงแนะให้ไปบิณฑบาตที่ท้องนาชาวมคธ

พระไปถึงโรงนา ชาวนากำลังหุงข้าวแกงปู ชาวนาก็ตักใส่บาตรถวาย พระท่านก็นั่งฉัน ฉันอิ่มได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ โรคหูก็หายไป

ความจริงพระพุทธองค์ทรงรู้ เนื้อปูรักษาโรคในหูได้ ชาวนาเมืองมคธแกงปูกินเป็นนิจ เพราะปูในนามีมาก ปล่อยไว้ก็กัดกินต้นข้าว ชาวนาจึงได้ประโยชน์สามทาง ไม่ต้องซื้อกับข้าว ได้กำจัดศัตรูข้าว ผลพลอยได้ช่วยรักษาโรคในหูให้พระด้วย

พระที่เคร่งวินัย ออกบิณฑบาตวันแรกได้ไข่ทอด ท่านก็ฉัน เพราะคิดว่าคนใส่บาตรทอดไข่ถวายโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อวันต่อไปๆ ก็มีไข่ทอดใส่บาตรอีก ท่านก็รู้ว่าโยมเจตนาทอดไข่ถวาย ท่านก็ไม่ฉัน

แต่เอาไปถวายพระรูปอื่น พระรูปนั้นฉันได้ เพราะคนทอดไข่ไม่ตั้งใจถวายท่าน

“สมัยเป็นเด็ก เคยไปยกตะลุ่มเมื่อทำบุญวันพระ ของกินที่ได้มากมายคือ ไข่เค็ม” ส.พลายน้อย เล่า “ตอนนั้นสงสัย ทำไมคนจึงชอบทำบุญด้วยไข่เค็ม มารู้ภายหลัง ไข่เค็มนั้น ไม่มีเชื้อ ไม่มีชีวิตแล้ว พระฉันได้ ได้บุญทั้งพระทั้งโยม”

ธรรมเนียม ตักบาตรอย่าถามพระ เป็นชนวนการเมืองใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชและได้ทรงตั้งคณะธรรมยุติกนิกาย กรมหลวงรักษ์รณเรศ ซึ่งมีพระอาจารย์หลายรูปเป็นพระมหานิกาย ไม่พอพระทัยมาก

เมื่อพระธรรมยุตเข้าไปรับบาตรในวัง ก็โปรดให้เอาข้าวต้มร้อนๆ ใส่บาตรพระ พระท่านตั้งตัวไม่ทัน ทนร้อนไม่ไหวก็โยนบาตรทิ้ง

พระเจอข้อหาทำให้วังเป็นอัปมงคล ถูกสั่งลงโทษให้ยืนเท้าเดียวสวดภาณยักษ์แก้อัปมงคล

กรรมที่กลั่นแกล้งพระ ตามทัน ปลายรัชกาลที่ 3 กิตติศัพท์ทางมักใหญ่ใฝ่สูงของกรมหลวงรักษ์รณเรศ เข้าพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว ทรงบริภาษใช้คำหนึ่งว่า “เดรัจฉาน”

มีพระบรมราชโองการให้เอาตัวไปประหารชีวิต

เรื่องตักบาตรห้ามถามพระ อธิบายความผูกพันระหว่างพระกับชาวบ้าน เคารพกันและกัน พระไม่ล้ำเส้นชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ล้ำเส้นพระ จะนิมนต์ไปทำกิจอะไร ถ้าไม่ติดกิจนิมนต์ที่อื่นไว้ก่อน ท่านก็รับ

ซึ่งน่าจะเป็นคนละเรื่องกับการนิมนต์พระไปรับข้อหา เมื่อพระท่านแน่ใจว่าท่านยังบริสุทธิ์ ท่านก็อาจไม่รับนิมนต์ได้ เพราะภาพของพระโกนหัวห่มเหลือง...ไปพิมพ์มือในห้องขัง ออกมาแล้วน่าจะดูไม่งาม

พระนิกายใหม่บางสำนัก ถือความงามเป็นจุดขายสำคัญ เหตุไม่รับนิมนต์ ดูๆไปก็น่าเห็นใจ.

กิเลน ประลองเชิง

16 มิ.ย. 2559 13:58 16 มิ.ย. 2559 13:58 ไทยรัฐ