วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระดมแบ็กโฮ มาทำบังเกอร์

ธรรมกาย รอรับมือ! กองกำลัง ได้มาแล้ว หมายศาล ให้เข้าค้น

ดีเอสไอขอหมายศาล เตรียมลุยค้นวัดพระธรรมกายจับพระธัมมชโย ส่วนทางวัดพระธรรมกายระดมคนขนแบ็กโฮ 2 คัน ปิดประตูทางเข้าด้านถนนเลียบคลองสาม ใกล้กุฏิดาวดึงส์ สถานที่จำวัดเจ้าอาวาสผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่โฆษกคณะศิษยานุศิษย์จวกยับดีเอสไอยืมมือคณะสงฆ์ และ พศ.หลอกประชาชน ลั่นมาวันไหนก็ได้ คณะศิษย์จะปฏิบัติธรรมรอต้อนรับ ด้าน รมว.ยุติธรรมยังไม่ทราบเรื่องบุกจับตามแผนกบิล 59 ย้ำเป็นหน้าที่ดีเอสไอ ใครขวางหรือช่วยเหลือ มีความผิดตาม ม.189 แต่ยังเปิดช่องหากเข้าไป และถ้าเห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีก็อย่าให้มันเกิด ต้องไปบอกศาลและอัยการว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเรื่องอยู่ที่อัยการแล้ว 

ภายหลัง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เข้าประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เกี่ยวกับแผนการตรวจค้นและจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในชื่อยุทธการ “กบิล 59” เมื่อเย็นวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยดีเอสไอระบุ พระธัมมชโย มี 2 ทางเลือกคือ มอบตัว-ถูกจับ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ประเด็นที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอจะไปขอหมายค้นนั้น ยังไม่ทราบเรื่อง เนื่องจากเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ดีเอสไอคงจะมารายงานให้ทราบหลังจากนี้ ส่วนกรณีโต๊ะเจรจา 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ดีเอสไอ ทนายตัวแทนวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ประกาศยุติการเจรจาเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนพูดมาตลอดว่า พยายามทำมาทุกทางเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยมากที่สุด เมื่อยุติการเจรจาก็ไม่สามารถไปบังคับอะไรได้ แต่กระบวนการทางกฎหมายไม่สามารถยุติได้ ต้องดำเนินการต่อไป

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า สำหรับแผน “กบิล 59” รายละเอียดขณะนี้ยังไม่ทราบ เพียงแต่ทราบจากสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวเท่านั้น และไม่ทราบว่า “กบิล” มาจากอะไรหรือที่แปลว่าลิงใช่หรือไม่ ทราบเพียงว่าดีเอสไอจะไปประชุมร่วมกับตำรวจเท่านั้น เพราะต้องใช้หน่วยงานที่ดูแลความสงบเรียบร้อย เป็นพื้นที่ บช.ภ.1 รับผิดชอบ ดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยที่สุด หากเจ้าหน้าที่มีความพร้อมทั้งหมดแล้ว คงจะเข้าตรวจค้นทันที ส่วนจะเป็นวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ตามที่ได้เสนอข่าวหรือไม่นั้น ไม่ทราบ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการคือจับกุมผู้ต้องหา เป็นหน้าที่ของเขา

“พูดทุกครั้งว่า หากเกิดปัญหาก็ไม่ต้องเข้า ถ้าท่านเข้าไปและมันมีความสูญเสียมากกว่า จะเข้าไปทำไม ถ้าเห็นว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีก็อย่าให้มันเกิดขึ้น ต้องไปบอกกับศาลและอัยการว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องอยู่ที่อัยการแล้ว ถ้าศาลถามว่าทำไมไม่เอาตัวมา เพราะตามหลักฟ้องศาลต้องมีตัวผู้ต้องหามาฟ้องด้วยตามกฎหมายอาญา ต้องบอกศาลไปว่าเกิดอะไรขึ้น สังคมไทยจะรับรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของพนักงานสอบสวน เป็นเรื่องที่ไม่อยากให้บานปลาย ส่วนกรณีที่มีใครขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ มีกฎหมายมาตรา 189 ก็ทำไป ถ่ายรูป และตามจับกันทีหลัง ต้องพูดตรงๆอย่างนี้ ไปถ่ายรูปมาว่าคนขวางหน้าตาเป็นอย่างนี้ และมาจับกันทีหลัง ตามจับทั้งหมด ตนและอธิบดีดีเอสไอประกาศไปแล้วว่าใครขัดขวางก็มีมาตรา 189 กลับบ้านเมื่อไหร่ก็ไปจับที่บ้าน เจอกลางทางจับกลางทาง ตามจับกันไป และก็ฟ้องศาล ส่งอัยการเป็นอีกคดีหนึ่งขึ้นมา” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

รมว.ยุติธรรมเผยต่อว่า พนักงานสอบสวนก็พยายามใช้หลายๆทาง ทั้งทางผู้ปกครองสงฆ์ หรือทนายความ วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่พนักงานสอบสวนต้องทำตามกฎหมาย เรื่องจะผูกมัดผู้ต้องหา และเขม็งเกลียวไปเรื่อยๆ จะไม่มีทางคลี่คลายได้ เพราะตั้งแต่มีหมายเรียกพระธัมมชโย หากท่านมาตามหมายก็จบแล้ว พนักงานสอบสวนบอกว่าให้ประกันตัวได้ กระทั่งผ่านมาเรื่อยๆ เริ่มมองเห็นถึงการคัดค้านการประกันตัว หากท่านติดคุกก็ต้องถอดผ้าเหลือง มันก็ต้องไปถึงขนาดนั้น นอกจากนี้ ไม่ทราบว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ เท่าที่ทราบ พนักงานอัยการขอเวลาในการพิจารณาสำนวนอีก 1 เดือน ทั้งหมดเป็นเรื่องของอัยการ อาจจะสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเพิ่มเติมก็ได้ โดยทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

บ่ายวันเดียวกันที่ศาลอาญา นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นำพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญา รัชดา เพื่อให้ออกหมายค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อค้นหาและจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในคดีความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร หลังมีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ศาลจะมีคำสั่งต่อไป

ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คดีดังกล่าวความรับผิดชอบอยู่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจเข้าไปร่วมปฏิบัติการ เมื่อได้รับการร้องขอ มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นจากภัยแทรกซ้อน ตำรวจไม่ได้มีหน้าที่เข้าจับกุม

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เริ่มตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปฏิบัติการ กบิล 59 ล่าสุดมีรถแบ็กโฮ 2 คัน มาจอดที่หน้าประตูเข้าวัดพระธรรมกายฝั่งบริเวณถนนเลียบคลองสาม ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นประตูที่ใกล้กับกุฏิดาวดึงส์ คาดว่าเป็นกุฏิที่พระธัมมชโยจำวัด โดยประตูบริเวณดังกล่าวถูกปิดห้ามบุคคลภายนอกเข้าไป มีเหล็กนั่งร้านตั้งปิดประตูชั้นในอีกชั้น ส่วนที่บริเวณหน้าประตู พบว่ามีรถ จยย.และรถยนต์จอดอยู่ริมถนนจำนวนมาก แต่ไม่เห็นกลุ่มมวลชนแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ห้องแก้วสารพัดนึก สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย แถลงข่าวท่าทีของคณะศิษย์หลังจากที่ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีที่พระธัมมชโยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 27/2559 กรณีบุคคล หรือนิติบุคคล มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด อันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยพระธัมมชโยต้องหาว่า กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งไปยังอัยการแล้ว

มีรายงานด้วยว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาที่จะจัดขึ้นที่สตูดิโอ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แต่ครั้งนี้กลับจัดขึ้นที่ห้องแก้วสารพัดนึกที่จุคนได้กว่า 1 หมื่นคน และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีคณะศิษย์กำลังปฏิบัติธรรมอยู่เกือบเต็มห้อง มาร่วมฟังกันแถลงข่าวอยู่ด้านหลังนายองอาจด้วย โดยทุกคนที่มาปฏิบัติธรรม พร้อมใจกันสวมเสื้อสีขาว พิมพ์ข้อความว่า “เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย” ด้วย

ทั้งนี้ นายองอาจได้นำคณะศิษย์สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย จากนั้นได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า การรับบริจาคของหลวงพ่อธัมมชโยทุกอย่างทำโดยสุจริต และนำไปสร้างศาสนสถานตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เคยตรวจสอบ สรุปส่งดีเอสไอไปแล้ว อีกทั้งคณะศิษย์ยังตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสหกรณ์ฯคลองจั่นไปแล้ว และทางสหกรณ์ไม่เอาเรื่องทั้งทางแพ่ง และอาญา แต่ทำไมดีเอสไอยังกลับมุ่งทำในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ นอกจากนี้ อธิบดีดีเอสไอยังมี คำสั่งลงวันที่ 2 มิ.ย. ขอความร่วมมือเจ้าคณะ จ.ปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความ เพื่อเป็นกรรมการประสานงานกรณีนี้ร่วมกับดีเอสไอ โดยมี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นประธาน ผลการประชุมทุกครั้งจะมีการลงนามร่วมกันในบันทึกการประชุม

นายองอาจกล่าวต่อว่า การประชุมกำลังเป็นไปด้วยดี โดยวันที่ 14 มิ.ย. จะเป็นการประชุมนัดสุดท้าย แต่อยู่ๆดีเอสไอก็ส่งสำนวนให้อัยการในวันที่ 13 มิ.ย. โดยไม่รอผลการประชุม เกิดคำถามว่า ทำไมดีเอสไอจึงรีบร้อน และไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการประชุมดังกล่าวแม้แต่ข้อเดียว อีกทั้ง นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน ดีเอสไอยังเคยให้สัมภาษณ์อีกว่า คณะกรรมการประสาน งานดังกล่าว เป็นมาตรการทางการปกครอง ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน แบบนี้แสดงว่า การตั้งกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย เป็นการหลอกใช้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ สำนักพุทธศาสนา และประชาชนหรือไม่ เป็นการยืมมือเพื่อหลอกประชาชนใช่หรือไม่ มติจากกรรมการชุดนี้เป็นมติที่ไร้ค่า ดีเอสไอพร้อมแหกข้อตกลงใช่หรือไม่ และการลงนามของคณะกรรมการชุดนี้เท่ากับไร้ค่าอย่างนั้นหรือ เห็นได้ว่าขนาดข้อตกลงจากคณะกรรมการที่ดีเอสไอตั้งขึ้น ดีเอสไอยังบิดพลิ้ว จากนี้ไปจะให้ใครเชื่อถือคำพูดของผู้บริหารดีเอสไอได้อย่างไร

นายองอาจกล่าวต่อไปอีกว่า การดำเนินงานของดีเอสไอเป็นข่าวไปทั่วโลก มีการประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอกำลังตำรวจปราบจลาจล 4 กองร้อยหรือประมาณ 600 นาย พร้อมรถหุ้มเกราะ และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อจับพระภิกษุชราอายุ 72ปีที่กำลังอาพาธ ทำให้เกิดความเป็นห่วงจากคณะศิษย์ทั่วโลก ดังนั้นหากช่วงนี้มีคนหลั่งไหลมาที่วัดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช่กฎหมู่ ไม่มีกำแพงมนุษย์แน่นอน ส่วนจุดยืนของคณะศิษย์นั้น อยากขออ้อนวอนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในความสงบ รอการดำเนินการของอัยการ ไม่แทรกแซงการทำงานของอัยการ ขณะที่กระแสข่าวที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะบุกเข้าวัดนั้น มาวันไหนไม่สำคัญ แต่จะมาอย่างไร คณะศิษย์ก็พร้อมอยู่ปฏิบัติธรรม 24 ชั่วโมง รอต้อนรับ ส่วนหากดีเอสไอประสานมาขอเข้าไป ในวัดจะได้หรือไม่นั้น ขอให้เป็นทางวัดให้คำตอบ คณะศิษย์ก็คงทำได้แค่เพียงชวนเจ้าหน้าที่สวดมนต์

วันเดียวกัน นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านเจ้าคณะ จ.ปทุมธานี ที่รับเป็นธุระภาระให้กับคณะสงฆ์และร่วมเจรจาประประนีประนอมหลายๆเรื่อง มีการประชุมทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ โดยครั้งล่าสุดได้ข้อสรุปว่า ดีเอสไอได้ส่งสำนวนฟ้องคดีไปที่อัยการแล้ว ทางเจ้าคณะ จ.ปทุมธานีจึงยุติบทบาทในการเจรจาเพื่อจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ส่วนการประสานภายในท่านยังจะช่วยประสานงานให้กับทาง พศ.และดีเอสไอเป็นการภายในต่อไปขั้นตอนต่อไปนั้นดีเอสไอ จะเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาภายในวัดพระธรรมกาย เรื่องนี้ พศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ประสานกับเจ้าคณะผู้ปกครองและดีเอสไอว่า จะส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย 3 คน มีนายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) นายจีรวิชญ์ นิยมธรรม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศ.จ.) ปทุมธานี และนายทวีป พูลลาภ ผอ.ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และยืนยันได้ว่าทางวัดพระธรรมกายเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะต่อสู้ด้วยวิธีการที่รุนแรงใดๆและทางดีเอสไอก็ไม่มีการนำอาวุธเข้าไป ไม่น่ากังวล

มีรายงานจากศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เมื่อเวลา 20.10 น. ภายหลังจากทีมพนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้ายื่นคำร้องขอหมายค้นวัดพระธรรมกาย หลังไต่สวนคำร้องนานกว่า 5 ชั่วโมง ศาลมีคำสั่งออกหมายค้นตามคำร้องขณะที่คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เดินทางออกจากศาลอาญาทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ระบุเพียงว่าศาลมีคำสั่งห้ามให้สัมภาษณ์

ดีเอสไอขอหมายศาล เตรียมลุยค้นวัดพระธรรมกายจับพระธัมมชโย ส่วนทางวัดพระธรรมกายระดมคนขนแบ็กโฮ 2 คัน ปิดประตูทางเข้าด้านถนนเลียบคลองสาม ใกล้กุฏิดาวดึงส์ สถานที่จำวัดเจ้าอาวาสผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ 16 มิ.ย. 2559 08:03 16 มิ.ย. 2559 08:04 ไทยรัฐ