วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แห่โพสต์ไม่รับรธน. แผนเด็ดของ17เพื่อไทย ยั่วฝ่ายตรงข้ามตีความ!

“เพื่อไทย” ชักธงรบตีปี๊บคว่ำร่าง รธน. 17 แกนนำ-อดีต รมต.ดาหน้าโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่าง รธน. “ภูมิธรรม” ถล่มยับไม่เป็น ปชต.ลดอำนาจ ปชช. “วัฒนา” ซัดแหลกเชิดชูเผด็จการ ปิดกั้นการตรวจสอบ “ปลอดประสพ” เหน็บรับไม่ได้ลูกหลานจะเดือดร้อน โฆษก กรธ.จวกจัดฉากเรียกร้องความสนใจ เล็งหารือชง กกต.จัดการ “อมร” เตือนคนแชร์ต่อเสี่ยงผิด ก.ม.ถึงติดคุก “วิษณุ” โยน 5 เสือตัดสิน ชี้ช่องคนทั่วไปร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดได้ “สมเจตน์” ซัดพฤติการณ์ชี้นำ-ปลุกปั่นผิด ก.ม. ด้าน “เสรี” มองต่างมุม อาศัยช่อง ม.7 ก.ม.ประชามติโน้มน้าว ไม่ครบองค์ประกอบปลุกระดม ขณะที่ “สมชัย” บอก เบื้องต้นยังไม่ผิด รอพิสูจน์โยงถึงพรรค “กลิน เดวีส์” จับเข่าคุย หน.ปชป.ห่วงประชาชน-สื่อถูกปิดกั้น “อภิสิทธิ์” จี้เปิดพื้นที่ให้แสดงออก “จตุพร” เสี้ยม “บิ๊กป้อม” ขวางศูนย์ปราบโกงทำ “บิ๊กตู่” หน้าแตก

ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตือนนักการเมืองให้ระมัดระวังการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อไทยจำนวน 17 คน ได้ออกมาโพสต์ความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน

แกนนำ พท.รวมตัวโพสต์ไม่รับ รธน.

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยรวมทั้งหมด 17 คน ได้ออกมายืนยันการใช้สิทธิส่วนบุคคลในการแสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยพร้อมใจกันโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของแต่ละคน เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค ระบุว่า รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ลดทอนอำนาจประชาชน ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพที่เพียงพอ และแก้ไขได้ยากมาก จึงไม่สร้างความเชื่อมั่น ไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ จึงไม่อาจรับให้เป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศได้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ระบุว่า จะได้เดินตามทางที่ท่านวางอนาคตประเทศไปอีก 20 ปีนั้น รับไม่ได้ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการไม่ให้ประชาชนเลือก ส.ว.โดยตรง การไม่ให้ประชาชนกาบัตรได้สองใบ ส่วนนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า ทั้งที่มาและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ฉบับประชาชน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาฯ ระบุว่า รับรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้เกียรติประชาชน ไม่ยอมรับนับถือและศรัทธาในประชาชน ผิดหลักการประชาธิปไตยสากลไม่ได้

รุมถล่มไม่เป็น ปชต.ลดอำนาจ ปชช.

ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรอง นายกฯ ระบุว่า ภายใต้กติกาแบบนี้ ไม่เห็นอนาคตประเทศไทย รับไม่ได้จริงๆ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 40 เป็นฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา จึงเสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญที่ดูถูกการตัดสินใจของประชาชน ตั้งองค์กรมาควบคุมตัวแทนที่ประชาชนเลือก ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ทางด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.สำนักนายกฯ ระบุว่า กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นแนวทางประชาธิปไตย จึงไม่ควรได้รับการยอมรับ สำหรับนายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม ระบุว่า รัฐธรรมนูญร่างขึ้นโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ลิดรอนสิทธิและอำนาจของประชาชน หลายประการยังขาดความ ชัดเจน จึงน่าจะเกิดปัญหาหากมีการประกาศใช้

ซัดเชิดชูเผด็จการปิดกั้นตรวจสอบ

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.วิทย์ฯ ระบุว่า รับไม่ได้ เพราะลูกหลานจะเดือดร้อนไปอีกยาวนาน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ให้ ส.ว.สรรหามีอำนาจในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีอย่าง ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ส่งผลให้โครงสร้างทางการเมือง การปกครองไม่เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของชาวไทยอย่างแท้จริง ส่วนนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เบียดบังอำนาจและสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่เชิดชูอำนาจเผด็จการ ปกป้องและปิดกั้นการตรวจสอบ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที ระบุว่า ตลอดชีวิตไม่เคยเห็นเผด็จการเขียนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น เมื่อรักประชาธิปไตย จึงไม่อาจรับรัฐธรรมนูญเผด็จการได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. ระบุว่า อ่านมาตรา 279 แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญหรือเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมให้ คสช.กันแน่ สำหรับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ ระบุว่า ไม่อาจรับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็น ประชาธิปไตยฉบับนี้ให้ไปสร้างปัญหากับบ้านเมือง และคุณภาพชีวิตคนรุ่นหลัง นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

กรธ.เช็กโพสต์ พท.บิดเบือนหรือไม่

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า มีข้อสังเกต 2 ประการ คือ 1.การเผยแพร่ความ เห็นของนักการเมืองเหล่านี้มีลักษณะจัดฉากเพื่อการประชาสัมพันธ์เรียกร้องความสนใจ 2.เนื้อหาที่แสดงออกเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เคยเผยแพร่มาแล้ว ไม่มี ของใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการติเรือทั้งโกลน เหมารวม ว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องด้วยความเห็นทางการเมืองส่วนตัว บางความเห็นไม่ได้ติติงในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญส่วนใดที่ชัดเจน และการแสดงความเห็นของบางคนอาจผิดไปจากข้อเท็จจริง กรธ.คงจะหารือเพื่อพิจารณาส่งเรื่องให้ กกต.พิจารณาต่อไป

เตือนคนแชร์ต่อผิด ก.ม.ถึงติดคุก

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุชัดเจนว่าผู้โพสต์นั้นมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่อยากฝากเตือนผู้ที่แชร์ข้อความดังกล่าวต่อไปให้ระวัง หากมีการเติมแต่งข้อความหรือแสดงความเห็นต่อเนื่องและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติได้ มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท

“วิษณุ” ให้ กกต.ตัดสิน ชี้ช่องคนร้องฟัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ให้ กกต.เป็นคนตอบดีกว่า ตนวินิจฉัยเดี๋ยวจะไม่ดีและไม่ควร อีกทั้งยังไม่ทราบว่าเขาทำอะไรคงตอบอะไรไม่ถูก และเรื่องนี้ใครก็ยื่นให้ กกต.พิจารณาได้ แต่ถ้าเขาเห็นอาจหยิบยกขึ้นมาเองได้ เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยระบุเป็นความเห็นส่วนตัว นายวิษณุตอบว่า ก็ ไม่รู้ทั้งหมดอยู่ที่มาตรา 61 ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ใครทำต้องรับผิดชอบ เขารู้แล้วว่าอาจจะเกิดผลอะไร แต่จะลองทำคิดอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่มีช่องว่างถ้าผิดก็ผิด ไม่ผิดก็ไม่ผิด เริ่มต้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่าง กกต.ต้องพิจารณาก่อน แต่ใน พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้บอกว่า กกต.เป็นเจ้าทุกข์ ดังนั้น คนอื่นไปยื่นร้องทุกข์ได้เหมือนกับความผิดธรรมดาทั่วไป

“สมเจตน์” ขู่เข้าข่ายชี้นำ–ปลุกปั่น

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าการ กระทำของแกนนำพรรคเพื่อไทย 17 คน สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายผิดมาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทั้งการ ชี้นำ ปลุกระดม ไม่ใช่แสดงเจตนาแสดงความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ กระทำพร้อมๆกันในเวลาเดียว แม้จะใช้วิธีให้ต่างคนต่างทำ แต่พฤติการณ์ร่วมมือกันชัดเจน มองได้ว่าเข้าองค์ประกอบการกระทำของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จูงใจให้คนออกไปใช้สิทธิออกเสียงทางใดทางหนึ่ง มีโทษรุนแรงกว่ากระทำในฐานะส่วนบุคคล ศาลอาจตัดสินมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาท รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

“เสรี” มองแค่โน้มน้าวไม่ใช่ปลุกระดม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ถือว่าไม่มีความผิด เป็นการอาศัยช่องมาตรา 7 ของกฎหมายประชามติมาแสดงความเห็นส่วนตัว ให้เกิดกระแสโน้มน้าวใจคนอ่าน แต่ไม่ใช่การชี้นำหรือปลุกระดม เพราะไม่มีการระบุว่าอย่ารับร่างรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าข่ายการปลุกระดมของคณะบุคคล 5 คนขึ้นไป เพราะต่างคนต่างแสดงความคิดเห็น แม้จะแสดงความเห็นพร้อมกัน แต่ไม่ใช่การไปชุมนุมอยู่ในสถานที่เดียวกัน เพื่อปลุกระดม และยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 61 การเสนอความคิดเห็นส่วนตัวก็ชัดเจนดี เป็นเหตุผลของแต่ละคนที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งนั้น การจะบอก ว่าไม่สุจริตคงไม่ได้ แต่ละคนมีความเชื่อเช่นนั้น

“สมชัย” ชี้บิ๊ก พท.โพสต์ส่วนตัวไม่ผิด

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้เปลี่ยนรูปประจำตัวในเฟซบุ๊กที่มีข้อความไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าได้ทราบในเบื้องต้นแล้ว ถ้าเป็นการกระทำโดยตัวบุคคลก็ถือว่าไม่ผิดเป็นสิทธิสามารถทำได้ในการแสดงความคิดเห็น แต่ถ้าทำในนามพรรคการเมือง เช่น มีสัญลักษณ์ของพรรคหรือสามารถพิสูจน์ได้ว่าดำเนินการโดยพรรค ก็เป็นหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่ายผิดประกาศหรือคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมหรือไม่ ส่วนข้อสงสัยว่าการที่คณะบุคคลดังกล่าวได้โพสต์ในเวลาใกล้เคียงกันจะถือเป็นการดำเนินการโดยพรรคหรือไม่ ข้อมูลในเบื้องต้นยังไม่ชัดเจนต้องรอให้มีการพิจารณาก่อน ถ้าถามความเห็นส่วนตัวก็มองว่าไม่ผิดอะไร แต่ยืนยันไม่ได้ว่าถ้าผ่านกระบวนการพิจารณาแล้วจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ตนระบุว่าได้อาจจะกลายเป็นไม่ได้ก็ได้ ซึ่งได้มีคนมาถามตนว่าถ้าใส่เสื้อโหวตโนแล้วไปแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆที่แสดงเจตจำนงว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ ตนตอบไปว่าการใส่เสื้อไม่ผิด การแจกใบปลิวก็ไม่ผิดถ้าไม่มีข้อความที่ขัดกฎหมาย แต่ถ้าไปแจกแล้วเกิดปะทะกันทำให้เกิดความวุ่นวายก็จะผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ม.61 (1) ดังนั้นจะทำอะไรก็อย่าไปทำในสิ่งที่มันสุ่มเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ผิดกฎหมาย

ไม่เชิญองค์กร ตปท.แต่พร้อมดูแล

นายสมชัยยังกล่าวถึงการเข้าร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติขององค์กรทั้งในและต่างประเทศว่า ถ้าในประเทศทุกคนสามารถที่จะร่วมสังเกตการณ์ได้ แต่ต้องระวังว่าอย่าไปสร้างปัญหาก่อความวุ่นวายขัดขวางเจ้าหน้าที่ หรือไปข่มขู่ผู้ออกมาใช้สิทธิ ส่วนองค์กรต่างประเทศ กกต.มีมติว่าจะไม่เชิญองค์กรใด ถ้าองค์กรใดสนใจเข้าร่วม กกต.พร้อมจะดูแลตามอัตภาพ ขณะนี้มีสมาชิกในภูมิภาคเอเชียประมาณ 10 ประเทศ สนใจเข้าร่วม แต่เมื่อองค์กรเหล่านี้เข้ามาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศไทย ยืนยันไม่ขัดนโยบายรัฐบาลที่ไม่ต้องการเชิญองค์กรมาสังเกตการณ์ เพราะไม่ได้เชิญ แต่มาในฐานะเพื่อน เนื่องจากเมื่อต่างประเทศมีการเลือกตั้ง กกต.ไทยก็ได้ไปเจริญสัมพันธไมตรี

ทูตมะกันถก “มาร์ค” ห่วงปิดกั้น ปชช.—สื่อ

เมื่อเวลา 09.00 น.นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยและคณะเดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาคารควง อภัยวงศ์พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในประเทศไทย นานกว่า 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายกลิน ที. เดวีส์ ให้สัมภาษณ์ว่า มาพบหารือนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย มีความเชื่อมั่นในการปฏิรูปประเทศและกระบวนการการกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเดินหน้าอยู่ พร้อมได้ขอบคุณนายอภิสิทธิ์ที่แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กราดยิงที่เมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ศพ ได้บอกนายอภิสิทธิ์ว่า มิตรประเทศของไทยติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ดูพัฒนาการและขั้นตอนต่างๆที่ทำมาแล้ว มีแนวโน้มที่ดีว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 60 ตามโรดแม็ป ทุกประเทศอยากเห็นไทยเดินไปข้างหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจของ คสช.อยู่แล้ว และหวังว่าจะเกิดสิ่งที่ดีมากๆ ต่อประเทศไทย ตนและนายอภิสิทธิ์คุยถึงความสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้คนไทยทุกระดับ ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนจะถึงวันออกเสียงประชามติ การให้ประชาชนและสื่อมวลชนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีภาพ เป็นจุดยืนของสหรัฐฯอยู่แล้ว ทุกฝ่ายต้องการเห็นประเทศไทยประสบความสำเร็จ และเจริญรุ่งเรือง เป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องพูดคุยกันได้เกี่ยวกับอนาคตของประเทศ รวมทั้งอนาคตของรัฐธรรมนูญ

“อภิสิทธิ์” จี้เปิดพื้นที่ให้แสดงออก

ด้านนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า ได้หารืออย่างกว้างขวาง ทั้งสถานการณ์ในสหรัฐฯและไทย รวมถึงความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี ได้ส่งกำลังใจให้ชาวอเมริกันกรณีเหตุสลดกราดยิงในสถานบันเทิงที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา และพูดคุยถึงท่าทีของพรรคต่อเรื่องการเมืองและการทำประชามติ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญในการที่จะให้ไทยเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง การทำประชามติต้องเอื้อต่อการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อนำไปสู่การยอมรับกติกา หากไม่ผ่านต้องมีกระบวนการและกติกาที่ดี เพื่อเดินหน้าโดยหลีกเลี่ยงไม่ทำให้เป็นเรื่องความขัดแย้ง แต่ส่งเสริมให้สังคมไทยพิจารณาเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ตนกับทูตสหรัฐฯเห็นตรงกันว่า ต้องมีพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ทูตสหรัฐฯเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องภายในของไทย แต่พูดในมุมหลักการประชาธิปไตย ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงปัญหาความละเอียดอ่อนและความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย โดย กกต.ต้องเป็นหลักออกมาขจัดความไม่แน่นอนและความกลัวเกี่ยวกับการแสดงออก ที่เกิดจากผู้มีอำนาจ ทำให้สับสนว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ กกต.ควรเสนอความเห็นไปยัง คสช.และรัฐบาล เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรบุคคลของรัฐ ถ้าใช้ไปในทางที่เอื้อต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่เกิดการยอมรับ ขณะนี้กระบวนการชี้แจงเนื้อหาถูกมองว่าเป็นการชี้นำ

ยึดคำพูด “บิ๊กตู่” เปิดศูนย์ฯห้ามผิด ก.ม.

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ภาครัฐต้องยึดคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ระบุว่าตั้งศูนย์ตรวจสอบการออกเสียงประชามติได้ แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าเอามาอ้างเพื่อประโยชน์ด้านอื่น เช่น บังหน้าการเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นก็ไม่ควรให้ทำ การตรวจสอบมีได้ แต่อะไรที่ผิดกฎหมายหรือเงื่อนไขในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ อย่าไปสับสนว่า ตั้งศูนย์หรือตรวจสอบการทุจริตไม่ได้ ให้ดูว่าเพื่อทำอะไร เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไม่ให้ตั้ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะยิ่งสับสนอยากให้พูดให้ชัดว่าสิ่งที่ทำไม่ได้คือ การกระทำผิดกฎหมาย มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกจำกัดอยู่ ถ้าอนุญาตให้กลุ่มหนึ่งทำได้ต้องอนุญาตทุกกลุ่ม แต่อะไรที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริต ความเที่ยงตรงของการทำประชามติต้องทำได้

ส่วนการปลดป้ายไวนิลศูนย์ปราบโกงประชามติที่ จ.ลำปาง นั้น ไม่อยากให้ฝ่ายรัฐตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุ ให้เกิดภาพบางอย่างที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น

ห่วงหลัง 7 ส.ค.ไฟขัดแย้งลามทุ่ง

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่ได้ห่วงวันลงประชามติ แต่ห่วงหลังวันที่ 7 ส.ค. ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ จะไม่เกิดการยอมรับ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ผมเป็นคนแรกๆ ที่เรียกร้องให้ทำประชามติ แต่ถ้าจะทำแบบนี้มันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ หากไม่ได้รับการยอมรับก็คลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้ เพราะประเด็นรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นความขัดแย้งในอนาคตอีก ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับท่าทีทั้งหมดเพื่อให้การลงประชามติได้รับการยอมรับ ขอเสนอแนวทางการทำประชามติให้ได้รับการยอมรับว่า คสช. รัฐบาล และ กกต.ควรพูดให้ชัดว่า การรณรงค์ทำได้ แต่อย่าขัดกับรูปแบบที่ถูกห้าม เช่น 1.ห้ามเวทีปราศรัย แต่การแสดงความเห็นทำได้เต็มที่ อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือก่อความวุ่นวาย และควรส่งเสริมให้สื่อจัดเวทีให้ถกเถียงในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ 2.ทบทวนบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ควรหรือไม่ที่จะเอาทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐไปสนับสนุนให้คนเพียงกลุ่มเดียวชี้แจงได้ เพราะถูกตั้งคำถามเรื่องความเที่ยงธรรมของการทำประชามติ

ทหารบุกค้นปลดป้ายบ้าน “พล.ท.มะ”

เมื่อเวลา 06.00 น. นายศักดิ์ สมบุญโต ผวจ. กาญจนบุรี และ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผบ.พล.ร.9 ร่วมกันสั่งการให้นายยงยุทธ สุโนภักดิ์ ป้องกันจังหวัดกาญจนบุรี จนท.อส.ร้อย.อส.จ.กจ.ที่ 1 จนท.ฉก.อส.เมือง ที่ 2 ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลง พื้นที่ตรวจสอบบ้านเลขที่ 424 หมู่ 9 บ.หนองสามพราน ต.วังด้ง อ.เมืองกาญจนบุรี พูดคุยกับ นายวันชัย ก้อนแก้ว เจ้าของบ้าน ขอความร่วมมือให้ลบโพสต์ในเฟซบุ๊ก เป็นภาพสถานที่จัดตั้งศูนย์ ปราบโกง ที่บ้านของ พล.ท.มะ โพธิ์งาม อดีต ส.ส. กาญจนบุรี พรรคพลังประชาชน ที่ ต.หนองบัว อ.เมือง กาญจนบุรี และหยุดเผยแผ่ข้อมูลการเปิดศูนย์ปราบโกง ทั้งนี้ นายยงยุทธกล่าวว่า นายวันชัยได้ลบโพสต์ดังกล่าว และได้ทราบว่าจะมีการเปิดศูนย์ปราบโกงที่บ้านหลังดังกล่าวในวันที่ 19 มิ.ย. ในการ ประชุมเตรียมกิจกรรมมีนายสมหวัง อัสราษี แกนนำ นปช.เข้าร่วมด้วย เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านของพล.ท.มะ ที่บ้านเลขที่ 53/10 หมู่ 2 ต.หนองบัว อ.เมือง กาญจนบุรี แต่ พล.ท.มะ โพธิ์งาม ไม่อยู่บ้าน จึง โทรศัพท์ขออนุญาตเข้าไปภายในบ้านปลดป้าย

“ตู่” เสี้ยม “ลุงป้อม” ทำ “บิ๊กตู่” หน้าแตก

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ประกาศห้ามตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติว่า แสดงให้เห็นถึงการอนุญาตให้ตั้งศูนย์ได้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์แท้จริง ไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อฝ่ายอำนาจไม่ได้พูดอยู่กับร่องกับรอย ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์หน้าแตกยับ สะท้อนถึงการมีอำนาจแท้จริง ตนรับทราบมาถึงคำสั่งของใครบางคนที่ไม่ต้องการให้เปิดศูนย์ปราบโกงในวันที่ 19 มิ.ย. ถึงขั้นสั่งว่าจังหวัดใดเปิดศูนย์ปราบโกงได้ ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครอง และหน่วยทหารในพื้นที่ต้องรับผิดชอบ ขอบอก พล.อ.ประวิตรว่า เปิดใจกว้างๆหน่อย ถ้าศูนย์ปราบโกงเป็นการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนแล้ว ประเทศไทยน่าจะเป็นปัญหากันแล้ว ถ้าจะจับข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน ต้องไปจับเวทีแจงร่างรัฐธรรมนูญของ กกต. ที่จัดในค่ายทหาร จ.นครศรีธรรมราช เกิน 5 คนชัดเจน การเปิดศูนย์ไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นการมาร่วมกันจับโกง แล้วเชิญชวนคนออกมาใช้สิทธิ์

ข้องใจ ตร.ดึงป้ายศูนย์ปราบโกงลำปาง

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุว่านำเงินจากไหนมากมายมาตั้งศูนย์นั้น พวกตนใช้เงินเล็กน้อยที่พอจะมาตั้งศูนย์ได้ ศูนย์ต่างจังหวัดใช้บ้านตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้เกิดความรู้สึกกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องเงินไม่เป็นอุปสรรค ถ้าหัวใจไม่สู้แล้ว มีเงินย่อมไม่มีความหมายอะไร ศูนย์ปราบโกงไม่ได้ใช้เงินเหมือนการอบรมใช้ครู ก. ข. ค. ให้ลงพื้นที่ไปชี้แจงส่วนดีร่างรัฐธรรมนูญที่แสดงถึงความไม่ยุติธรรม เอาเปรียบกัน ส่วนประชาชนมีเพียงร้านค้าเล็กๆ เช่น กรณีเจ๊เพ็ญ นางธิมลวรรณ จินากูล เจ้าของร้านศรีชุมชิว ขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงด้วยเงินตัวเอง 220 บาท ทหาร ตำรวจยังไปดึงลงมา แล้วบอกว่าชนะ ไม่รู้ว่าชนะอะไรกัน

กกต.-ทบ.ร่วมคิกออฟ รด.จิตอาสา

อีกด้าน เมื่อเวลา 08.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ โดย รด.จิตอาสา เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กกต.และกองทัพบกในการประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นายประวิช กล่าวว่า การเผยแพร่การออกเสียงประชามติของรด.จิตอาสาจะเน้นให้ความรู้ ไม่มีการชี้นำ ให้เป็นวิจารณญาณของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง การรณรงค์จะเน้นเพียงขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มาก

ย้ายวิกแจงร่าง รธน.นอกค่ายทหาร

จากนั้นนายประวิชให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากให้นำโครงการดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับศูนย์ปราบโกงประชามติของกลุ่ม นปช. ศูนย์ดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อถามว่าการใช้กลไกลของกองทัพเข้ามาช่วย ถูกมองว่าสวนทางกับแนวทางประชาธิปไตยหรือไม่ นายประวิชกล่าวว่า ไม่อยากให้มองอย่างนั้น เพราะจากการจัดประชุมที่ จ.นครศรีธรรมราช ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้หลาก หลายเพียงพอ การเปลี่ยนสถานที่จากค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อความเหมาะสมเนื่องจากมีประชาชนสนใจและแสดงเจตจำนงค์จะเข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ใช่จัดในค่ายทหารแล้วไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เห็นได้จากการจัดที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็แสดงความคิดเห็นได้โดยไม่มีปัญหา

อัดกลุ่มต้านทำลายความน่าเชื่อถือ

ด้าน พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า การลงประชามติเป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช. กองทัพบกถือเป็นหน่วยงานกำลังหลักในการชี้แจงแนวนโยบาย โดยใช้กลไกของกองทัพ ได้แสดงความห่วงใยว่า มีกลุ่มบุคคลที่เห็นต่างมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของการออกเสียงประชามติ จึงขอให้ทุกหน่วยช่วยกันสนับสนุนและดูแล และดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ยึดหลักกฎหมาย เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตัวและเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

เปิดตัวแอพฯรายงานผลประชามติ

ช่วงเย็น ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงผลการประชุม กกต.ว่า กกต.พัฒนาแอพพลิเคชั่นตัวที่สี่ที่จะใช้ในการออกเสียงประชามติ โดยใช้ชื่อว่า แรบบิทรีพอร์ต (Rabbit Report) เพื่อใช้ในการรายงานผลการออกเสียงประชามติ คาดว่าการรายงานผลดังกล่าวจะสามารถแสดงผลได้หลังการปิดหีบลงคะแนนภายใน 1-1.30 ชั่วโมง หรือประมาณ 17.30 น. และข้อมูลดังกล่าวจะส่งมายังสำนักงาน กกต.ส่วนกลางเพื่อประมวลผลและแสดงคะแนนแบบ เรียลไทม์ ดังนั้น คาดว่าเวลาประมาณ 19.00 น. จะทราบผลการออกเสียงประชามติว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการได้ 95 เปอร์เซ็นต์ การรายงานผลจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระดับประเทศ 2.ระดับภาคทั้ง 4 ภาค และ 3.ระดับจังหวัด ซึ่งจะได้ทราบว่าคะแนนรับหรือไม่รับรวมทั้งคำถามพ่วงในแต่ละระดับเป็นอย่างไรบ้าง

รมว.ไอซีทีสั่งจับตาตลอด 24 ชม.

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญผ่านโซเชียลมีเดีย ช่วงใกล้วันทำประชามติ กกต.ยังไม่ประสานอะไรมาเป็นพิเศษ แต่เราได้จับตาเฝ้าระวังอยู่ตลอด ตรวจสอบว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติหรือไม่ แต่จาก รายงานเบื้องต้นขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวเข้าข่ายกระทำความผิด หากมีการกระทำผิดกฎหมาย ไปกระทบต่อบุคคลอื่น ต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยกระทรวงมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ตรึงตำรวจ 150 นาย รปภ.เข้ม กกต.

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่ประกาศจะจัดมินิคอนเสิร์ตหน้าสำนักงาน กกต. วันเดียวกัน บรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่สำนักงาน กกต.เป็นไปอย่างเข้มข้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 2 จำนวน 150 นาย เข้าประจำการดูแลความเรียบร้อยภายในศูนย์ราชการ อาคารบี ที่ตั้งของสำนักงาน กกต.โดยกระจายกำลังดูแลทุกประตูเข้า-ออก ทั้งสี่ด้านของอาคาร รวมทั้งคัดกรองบุคคลที่จะเข้า-ออก ตั้งแต่ทางเข้าศูนย์ราชการฯ โดย พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ รองผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 กำชับมาตรการดูแลความเรียบร้อยต้องปฏิบัติด้วยความสุภาพเรียบร้อย เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่มาใช้บริการภายในศูนย์ราชการด้วย

หวิดปะทะคอนเสิร์ต “พลเมืองตีเข่า”

กระทั่งช่วงบ่าย แนวร่วมกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ทยอยเดินทางมาที่สำนักงาน กกต. ตามนัดหมาย แต่ก่อนที่กิจกรรมมินิคอนเสิร์ต “พลเมืองตีเข่า” ของ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ จะเริ่มขึ้นพบว่ามีมวลชน “เครือข่ายคนไทยหัวใจเกินร้อย” นำโดยนายอรรถพล อนุโณรส พร้อมมวลชน ส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมกปปส.กว่า 50 คน ทยอยเดินทางมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านการจัดกิจกรรมดังกล่าว ต่อมาสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน พบนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ปรากฏตัวภายในศูนย์ราชการอาคารบี จึง เชิญตัวเข้าไปในห้องสื่อมวลชนประจำ กกต.ป้องกันเหตุปะทะ ขณะเดียวกัน กลุ่มมวลชนกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจเกินร้อยได้รวมตัว ปฏิบัติการตามล่าหานายสิรวิชญ์ สร้างความแตกตื่นให้ข้าราชการ และประชาชน เมื่อไม่มีใครโต้ตอบ จึงรวมตัวกันยื่นหนังสือ มอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ กกต. มีนายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. เป็นตัวเเทนรับ

ตำรวจเข้ายุติห้ามทำกิจกรรม

ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกัน บริเวณเสาธง ตรงข้าม ศูนย์ราชการอาคารบี น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ นายกรกช แสงเย็นพันธุ์ และนายวรวุฒิ บุตรมาศ แกนนำ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พยายามนำมวลชนทำกิจกรรมตามที่นัดหมาย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอม หลังจากยื้อกันไปมา สุดท้ายนายพันธ์ศักดิ์ ถูกควบคุมตัวขึ้นรถตู้ไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้การชุมนุมยุติ แต่กลุ่มมวลชนสนับสนุนพลเมืองโต้กลับยังไม่ยอมเลิกรา แจกจ่ายเนื้อเพลง “อย่างนี้ต้องตีเข่า (โหวตไม่เอาแล้วตีตก)” ให้แนวร่วมร้อง กันหนึ่งจบ ส่วนนายสิรวิชญ์ ที่ติดอยู่ในห้องสื่อมวลชนประจำ กกต.อย่างทุลักทุเล ออกมาไม่ได้เพราะมีแนวร่วมกลุ่มคนไทยหัวใจเกินร้อยนั่งเฝ้าอยู่ที่ประตู เจ้าหน้าที่จึงพาออกทางประตูฝั่งอื่นเพื่อให้จบปัญหา แยกย้ายกันโดยไม่เกิดการปะทะ

คุมตัวพ่อน้องเฌอไป สน.ทุ่งสองห้อง

เวลา 18.00 น. ตำรวจได้คุมตัวนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ อายุ 48 ปี พ่อน้องเฌอ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 หนึ่งในแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ มาที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อถามข้อมูลการมาจัดกิจกรรมที่สำนักงาน กกต. แล้วปล่อยตัวกลับไป โดยนายพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า มาเต้นประกอบจังหวะเพลง “อย่างนี้ต้องตีเข่า (โหวตไม่เอา แล้วตีตก)” ตนเป็นผู้แต่ง เพื่อให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.จะได้เข้าใจเนื้อหาเพลง

พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปทำกิจกรรมด้านใน ให้เพียงแค่ชุมนุมด้านนอกเท่านั้น ระหว่างนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นต่างทางการเมืองอีกกลุ่ม มามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ กกต. จึงต้องกันกลุ่มพลเมืองโต้กลับนำตัวจ่านิวไปไว้ใน กกต.และเชิญนายพันธ์ศักดิ์มาที่โรงพัก เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่ง และแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมทราบว่าผิด พ.ร.บ.การชุมนุม 2558 ให้ยุติการชุมนุม ก่อนทั้ง 2 ฝ่ายแยกย้ายกันกลับ

“สมชัย” โร่แจ้งความม็อบหมิ่นฯ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันที่ 16 มิ.ย.จะเดินทางไปแจ้งความหมิ่นประมาทที่ สน.ทุ่งสองห้อง สืบเนื่องจากกรณีที่มีการชุมนุมหน้าศูนย์ราชการของกลุ่มพลเมืองโต้กลับมีคลิปวีดิโอของช่อง TV24 โดยนายวรวุฒิ บุตรมาตร แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มาร่วมชุมนุมได้กล่าวพาดพิงและหมิ่นประมาทตน ดังนั้นจะใช้สิทธิในฐานะประชาชนเพื่อฟ้องหมิ่นประมาท อย่าหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก ทราบว่าบุคคลดังกล่าวเรียนด้านกฎหมายมาควรจะรู้ด้วยว่าสิทธิเสรีภาพที่แสดงออกมาต้องมีขอบเขต ตนพูดเสมอว่าจะพูดว่าจะรับหรือไม่รับทำได้ แต่ไม่ควรละเมิดสิทธิคนอื่น กรณีนี้เป็นการใช้คำพูดหยาบคายพาดพิงบุคคลอื่นถือเป็นคดีหมิ่นประมาทที่ต้องฟ้องร้อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างเพื่อให้ไม่เกิดการกระทำในลักษณะนี้อีก ยืนยันว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นทุกคนสามารถทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลและเป็นสุภาพชน

“กษิต” จวกผู้นำไทยอย่าจิตใจคับแคบ

เมื่อเวลา 13.15 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงานเสวนาวิชาการ เนื่องในวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อเรื่อง “สามทศวรรษการทูตไทยบนเวทีพหุภาคี ผลสำเร็จ อุปสรรคและความท้าทาย” โดยมีนายเตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศ นาย กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ และนายนรชิต สิงหเสนี อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเสวนา โดยนายกษิตกล่าวว่า การทูตพหุภาคีต้องดำเนินควบคู่ไปกับทวิภาคีในทิศทางเดียวกัน ต้องได้รับการประสานงานจากหน่วยงานราชการและที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายประสานงานหลัก แต่สิ่งที่ตนห่วงคือประเทศไทยกำลังหดหัวกลับเข้าเปลือกหอย มีความเป็นชาตินิยม แต่ขาดความเป็นสากล ไม่อยากให้ผู้นำไทยและสังคมไทยมีจิตใจคับแคบ แต่ต้องสร้างจิตใจสู่ความเป็นสากล ถ้าเราเสียสละบางเรื่องเราจะเป็นผู้เล่นในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ถูกบี้ละเมิดสิทธิเพราะตัวกวนเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้ถามถึงการทูตของไทยจะดำรงอยู่ได้อย่างไรในเวทีโลก หากรัฐยังออกกฎหมายและลิดรอนสิทธิมนุษยชน นายกษิตตอบว่า กระบวนการประชาธิปไตยมีขึ้นและลงเป็นเรื่องของคนไทย ตอนนี้ไทยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนที่ระบุว่าลิดรอนสิทธิมนุษยชนนั้น ส่วนใหญ่พูดจากันในขอบเขต มีตัวกวนเมืองบางคนเท่านั้น ขณะที่มุมมองเรื่องการปิดประเทศเป็นเรื่องทัศนคติ ไทยยังเป็นมิตรกับทุกประเทศ หากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเราก็ควรต้องรับฟังไว้

“นรชิต” มั่นใจ ตปท.ไม่สนวิธีคืน ปชต.

ขณะที่นายนรชิตกล่าวว่า ในอนาคตการทูตพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นส่งผลกระทบต่อไทย เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน การทำประมงผิดกฎหมาย ไทยเข้าไปมีบทบาทในเวทีต่างๆ มีอุปสรรคอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาภายในประเทศ ปัญหาผู้อพยพ ทางแก้คือนโยบายของรัฐบาลแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลต้องต่อเนื่องและชัดเจน ส่วนมุมมองของต่างประเทศในเรื่องประชามติของไทยบอกได้เลยว่าทุกประเทศรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเราเอง เขาไม่สนใจวิธีการของเรา เพียงแต่ขอให้เรากลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็พอ

ยื่น 1 ล้านประกัน “ณัฏฐิกา–หฤษฏ์”

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้ายื่นคำร้องขอฝากขังผัดห้า 8 ผู้ต้องหาในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ต่ออีก 12 วัน ก่อนหน้านี้ศาลทหารฯได้อนุญาตให้ทั้ง 8 คน ได้รับการประกันตัว ยกเว้น น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ และนายหฤษฏ์ มหาทน ที่มีฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มอีก 1 ข้อหา โดยพนักงานสอบสวนฯได้ยื่นคำร้องขอฝากขังทั้ง 2 คน ในคดีมีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยในคราวเดียวกันต่อเป็นผัดที่สี่

ขณะที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ทนายความจะยื่นคำร้องขอประกันตัว น.ส.ณัฏฐิกา และนายหฤษฏ์ โดยเพิ่มหลักทรัพย์เป็นเงินสดอีกคนละ 5 แสนบาท จากเดิมเคยยื่นไปคนละ 5 แสนบาท รวมเป็นคนละ 1 ล้านบาท ขณะที่ศาลทหารได้ขอฝากขัง แต่ตนได้ยื่นคัดค้านการฝากขังไป ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไม่หลบหนี ไม่ได้สร้างความวุ่นวาย

ศาลยกคำร้องหวั่นผู้ต้องหาหลบหนี

ต่อมาเวลา 13.30 น. ภายหลังศาลทหารกรุงเทพได้พิจารณาคำร้องขอประกันตัวไต่สวนคำร้องขอฝากขัง น.ส.ณัฏฐิกา และนายหฤษฏ์ และคำแถลงของผู้ต้องหาที่ขอความเมตตาจากศาลแล้ว นายวิญญัติเปิดเผยว่า ศาลทหารกรุงเทพได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว มีเหตุผลว่าขณะยื่นคำร้องพนักงานสอบสวนไม่อยู่ ติดต่อไม่ได้ แต่พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาไว้ ตามคำร้องขอฝากขังฉบับลงวันที่ 15/6/59 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราวแล้วผู้ต้องหาหลบหนีจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหาย จึงไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจเดิม ให้ยกคำร้อง

“บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 สั่งเรียนฟรี 15 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15 มิ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้รัฐต้องจัดให้บุคคลได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น รัฐบาลที่ผ่านมามีนโยบายจัดการศึกษา โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปี ตามมติ ครม.วันที่ 13 ม.ค.52 โดยขออนุมัติเป็นรายปี หัวหน้า คสช.เห็นว่า สอดคล้องนโยบายการศึกษาของ คสช.และการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณผ่านสถานศึกษา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี เริ่มตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่า รวมถึงการศึกษาพิเศษที่มีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง การศึกษาสงเคราะห์แก่เด็กที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบากด้วย

เป็นหลักประกันนโยบายเดินต่อได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า คำสั่ง คสช.เรื่องเรียนฟรี 15 ปี ไม่ทับซ้อนกับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ตัวแทน กรธ.ชี้แจงระหว่างพิจารณาแล้วว่าไม่ขัด ก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกับคำว่าเรียนฟรีนั้น ฟรีค่าอะไรบ้าง ทุกอย่างต้องวัดดวงที่นโยบายแต่ละรัฐบาล คสช.เป็นห่วงส่วนนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้เรียนฟรีไม่ถึง 15 ปี จึงโวยวายกัน แต่ข้อเท็จจริงเรื่องเรียนฟรีไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เพื่อเป็นหลักประกันว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปีจะมีต่อไป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่

โฆษก กรธ.ยันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวถึงกรณีหัวหน้า คสช.ออกประกาศเรียนฟรี 15 ปี ว่า ถือว่าไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากผ่านประชามติประประกาศใช้ ก็ยึดมาตรา 54 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 258 (1) คือเรียนฟรี 14 ปี ตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ ก่อนเข้าอนุบาลจนถึง ม.3 แต่ไม่ปิดกั้นให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามา มีเงินออกนโยบายให้เรียนฟรีไปจนถึงชั้น ม. 6 ได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ สาเหตุที่ คสช.ออกประกาศช่วงนี้ ไม่น่าใช่เพื่อจูงใจสร้างคะแนนนิยมให้คนมาออกเสียงประชามติแต่อย่างใด

เบิกความคดีทุจริตข้าวจีทูจีนัดแรก

ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 09.30 น.ศาล ฎีกาฯนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 28 ราย ในความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐหรือฮั้วประมูล พร้อมทั้งขอให้สั่งปรับ จำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาท และ ขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมให้กับกระทรวงพาณิชย์ 2.6 หมื่นล้านบาท รวมดอกเบี้ย กรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยนายบุญทรง และจำเลยอื่นๆ เดินทางมาศาล ขณะที่อัยการโจทก์นำพยานเข้าไต่สวน 4 ปาก แต่ไต่สวนพยานเสร็จเพียง 2 ปาก ประกอบด้วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายสกล หาญสุทธิวารินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ศาลนัดไต่สวนอีกครั้งวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.30 น.

“เพื่อไทย” ชักธงรบตีปี๊บคว่ำร่าง รธน. 17 แกนนำ-อดีต รมต.ดาหน้าโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่าง รธน. “ภูมิธรรม” ถล่มยับไม่เป็น ปชต.ลดอำนาจ ปชช. “วัฒนา” ซัดแหลกเชิดชูเผด็จการ ปิดกั้นการตรวจสอบ “ปลอดประสพ” เหน็บรับไม่ได้ลูกหลานจะเดือดร้อน 16 มิ.ย. 2559 07:57 ไทยรัฐ