วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดประสบการณ์ 3 ทศวรรษ! 'ครูอาสา' เป็นมากกว่าผู้ปั้นคนไทยต่างแดน

เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า "อาสาสมัคร" หมายถึง ผู้ที่สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ด้วยความสมัครใจ ไม่หวังผลตอบแทน ในประเทศไทยก็มีอาชีพที่เปิดโอกาสในคนร่วมเป็นอาสาสมัคร รวมทั้งอาชีพ "ครูอาสา" ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะขอเปิดประสบการณ์ การเป็น "ครูอาสาต่างแดน" ว่า มีบทบาทหน้าที่อย่างไร? และความภูมิใจในหน้าที่ที่เป็นมากกว่าแม่พิมพ์ของชาติ...

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความมุ่งมั่นอยากไปทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ บางคนเริ่มต้นจากการไปศึกษาเรียนต่อ จากนั้นก็วางแผนสร้างครอบครัวที่ต่างแดน จนมีโซ่ทองคล้องใจ หลายครอบครัวปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้ขนบธรรมเนียบความเป็นไทย แต่ก็ไม่มีเวลามากที่จะทุ่มเทหรือคอยแนะนำ

"วัด" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย รวมถึงเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์ จึงกลายเป็นสถานที่ที่มีการสืบทอดวัฒนธรรมไทยเกิดขึ้น เมื่อถึง ช่วงปิดภาคเรียนของบางประเทศจะมีข้อบังคับในการดูแลเด็ก ผู้ปกครองไม่สามารถทอดทิ้งเด็กไว้ลำพัง โดยปราศจากคนดูแล จะจ้างพี่เลี้ยงก็ราคาสูง คนไทยในต่างแดนจึงมักนำบุตรหลานมาอยู่วัด เพื่อเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเปลี่ยนเสมือนภาษาแม่ รวมถึงนาฏศิลป์ไทยที่บอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างดีที่สุด

จุดเริ่มต้น "ครูอาสาต่างแดน" จนวันนี้กว่า 3 ทศวรรษ

รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการเริ่ม โครงการครูอาสาไทยในต่างแดนว่า  โครงการนี้เกิดขึ้นจากวัดไทยในนครลอสแอนเจลิส เป็นวัดแรกที่เริ่มดำเนินการสอนภาษาไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่วเปิดเป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี 2527 พระะรรมราชานุวัตร หรือ "หลวงเตี่ย" มีต้องการนำครูไทยไปสอนหนังสือเด็กที่ผู้ปกครองนำมาอยู่วัดช่วงปิดภาคเรียน จึงหารือกับคณาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ช่วยเดินทางมาสอนหนังสือในภาคฤดูร้อน จากนั้นเริ่มทำหลักสูตรการเรียนการสอน ปัจจุบันนี้เราพัฒนามาแล้ว 3 หลักสูตร ภายใต้โครงการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อโครงการขยายขึ้น จำนวนครูอาสาที่ไปเพิ่มมากขึ้น ต่อมาพัฒนากลายเป็น "ศูนย์ส่งเสริมการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ศาสตราจารย์ ม.ล.จิรายุ-ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์"

"ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่คุ้นชื่อกับศูนย์เท่าไหร่นัก แต่ศูนย์ส่งเสริมการสอนภาษาไทยฯ มีมานานกว่า 33 ปีแล้ว คณะครูหลายต่อหลายรุ่นที่เดินทางไปสอนยังประเทศต่างๆ ทั้งนี้ หากคิดว่า ครูอาสาไปแค่เพียงสอนหนังสือวัดไทยในต่างแดนนั้น คุณคิดผิด เพราะนอกจากจะไปให้ความรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมไทยแล้ว ยังต้องทำงานช่วยเหลือวัด และหากตรงกับวันหรือประเพณีที่สำคัญของไทย ต้องจัดกิจกรรมให้คนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ครูอาสาเหล่านี้ต้องเข้ารับการฝึกอบรมกว่า 17 วัน ทั้งในเรื่องศาสนพิธี ประเพณี และขนบธรรมเนียมแบบไทย รวมไปถึงการทำอาหารไทย เพื่อนำไปใช้จริงขณะปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดน"

คุณสมบัติของการเป็นครูอาสา ภายใต้ "ศูนย์ส่งเสริมภาษาไทยฯ"

ผศ.กวิสรา รัตนากร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมภาษาไทยฯ เผยถึง คุณสมบัติของการเป็นครูอาสาภายใต้ "ศูนย์ส่งเสริมภาษาไทยฯ" ว่า ครูอาสาของศูนย์ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ครูอาสาภาคฤดูร้อนและครูอาสาประจำปี โดยมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน คือ 1.ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การสอน จะเปิดรับครูอาสาจากสถาบันต่างๆ ทั้งโรงเรียนในกลุ่ม สพฐ. กทม. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2.ต้องเป็นครูที่สอนในรายวิชาภาษาไทย นาฏศิลป์ ดนตรีไทย รวมถึงศิลปะมวยไทย แค่คุณสมบัติที่ต่างกัน คือ ครูอาสาภาคฤดูร้อนจะต้องเป็นครูที่มีงานประจำ ส่วนครูอาสาประจำปี จะรับนิสิตและนักศึกษาที่จบใหม่ ทั้งนี้ทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบและการสอบสัมภาษณ์ จากนั้นจะเข้าสู่การฝึกอบรมต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมเป็นครูอาสาแบบเต็มตัว

ปัจจุบัน ทางศูนย์ส่งเสริมการสอนภาษาไทยฯ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งในการสนับสนุนนิสิตและนักศึกษา เพื่อไปเป็นครูอาสาต่างแดน ได้แก่ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี รวมถึงหน่วยงานอิสระ ยิ่งทำให้ศูนย์ส่งเสริมการสอนภาษาไทยฯ ขยายโอกาสมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดกว้างให้กับครูหัวใจอาสาที่รักความเป็นไทย ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก

เครื่องแลนด์ บทบาทเปลี่ยน ก้าวสู้การเป็นมากกว่า "ครูอาสา"

ผศ.วิภาวี มณีเนตร อาจารย์จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) เล่าถึงประสบการณ์การเป็นครูอาสาต่างแดน ภายใต้ ศูนย์ส่งเสริมภาษาไทยฯ ว่า ตอนนั้นครูเดินทางไปเป็นครูอาสาภาคฤดูร้อน จำได้ว่าตั้งแต่เครื่องลงจอดก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างแรกคือ ช่วยทางวัดไทยจัดพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา จำได้ว่าตอนนั้นทุกคนต้องร่วมมือช่วยกันอย่างมาก ทั้งอดหลับอดนอน สลับกันทั้งเตรียมงานและไปสอน แต่ทุกคนทำด้วยความเต็มใจ เหตุการณ์นี้ให้อะไรกับครูหลายมากมาย ทำให้รู้ว่า มาที่นี่เราไม่ได้เป็นแค่ครู เราเป็นทั้งเด็กวัด ผู้แสดงรำไทย รวมไปถึงเชฟปรุงอาหารไทย นับว่าได้ใช้ศักยภาพที่มีอย่างคุ้มค่าจริงๆ อีกอย่างที่ได้รับจากการอยู่ร่วมกันเป็นเวลาหลายเดือนคือ มิตรภาพ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จำเป็นอย่างมาก แม้เราจะมาจากต่างบ้าน ต่างครอบครัว หรือต่างการเลี้ยงดู แต่การที่เรามาเป็นครูอาสาครั้งนี้ เรามีจุดมุ่งมั่นเหมือนกันคือ ทำเพื่อคนไทยและประเทศไทย นำความเป็นไทยมาให้คนไทยในต่างแดน เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความเป็นไทย

"เมื่อเรามาเป็นครูอาสา ทุกคนจะตระหนักอยู่เสมอว่า เราไม่ได้ทำเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น แต่เราทำเพื่อคนไทยทุกคน เราเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ของชาติที่มาทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ" ผศ.วิภาวี กล่าว

การทำงาน "อาสาสมัคร" แม้สิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่ทรัพย์สินหรือเงินทองมีค่า หากเรามีเป้าหมายแน่วแน่ว่าทำไปเพื่ออะไร? สิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไร? สิ่งตอบแทนอาจไม่ใช่รูปธรรม แต่เป็นนามธรรมที่ทำให้เรารู้สึกมีค่า ยิ่งถ้าต้องเป็นตัวแทนคนไทยหรือประเทศไทยแล้วนั้น ประสบการณ์ที่ได้มันคุณค่ายิ่งกว่า เงินทองก็ไม่สามารถซื้อได้

เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า "อาสาสมัคร" หมายถึง ผู้ที่สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ด้วยความสมัครใจ ไม่หวังผลตอบแทน ในประเทศไทยก็มีอาชีพที่เปิดโอกาสในคนร่วมเป็นอาสาสมัคร รวมทั้งอาชีพ "ครูอาสา" ... 15 มิ.ย. 2559 19:28 ไทยรัฐ