วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายใหม่ รปภ. คุมเข้มอัพคุณภาพ

พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และกำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจาฯ 120 วัน คือวันที่ 4 มีนาคม 2559

ดังนั้น ตามกฎหมายฉบับนี้ นับแต่ วันที่ 5 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป ใครจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. จะต้องไปขึ้นทะเบียน เพื่อขอรับ “ใบอนุญาต” กับทางสถานีตำรวจทั่วประเทศ ให้เรียบร้อยภายใน 60 วัน

ซึ่งการขึ้นทะเบียนดังกล่าว ได้ครบกำหนด 60 วันไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลก็คือ หากวันนี้ รปภ.คนใด ยังไม่ไปดำเนินการขึ้นทะเบียน ตามกฎหมาย ถือว่ามีความผิด

เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อต้องการยกระดับความมีมาตรฐานของงานด้านการรักษาความปลอดภัย โดยผู้ออกกฎหมาย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการให้ทั้งบริษัทธุรกิจรักษาความปลอดภัย และตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) มีคุณภาพมาตรฐานที่สูงขึ้น

โดยมองว่า ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน อีกทั้งส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ล่าสุดทั่วประเทศมีผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย ทั้งสิ้นประมาณ 3,000-4,000 บริษัท และมี รปภ.อยู่ทั้งสิ้นราว 400,000 คน

ผู้ตรากฎหมายเห็นว่า ปัจจุบันแต่ละบริษัทยังมีมาตรฐานในการประกอบธุรกิจที่แตกต่าง เพื่อเป็นการยกระดับธุรกิจนี้ให้มีมาตรฐาน และเสริมสร้างศักยภาพของ รปภ. จึงได้ตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้น

เทียบกับก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการธุรกิจรักษาความปลอดภัย จะเป็นใครก็ได้ ซึ่งมีทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ในรูปของห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ที่ตั้งขึ้นมารับจ้างทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย

แต่ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 กำหนดไว้ว่า ต่อไปนี้ผู้ที่จะประกอบการธุรกิจรักษาความปลอดภัย ต้องจัดตั้งขึ้นในรูปบริษัท เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะกฎหมายต้องการให้มีความรับผิดชอบ มากกว่าในรูปของบุคคลธรรมดา และห้างหุ้นส่วนจำกัด นั่นเอง

ประการถัดมา “คณะกรรมการกํากับธุรกิจรักษาความปลอดภัย” หรือที่เรียกกันย่อๆว่า “บอร์ด รปภ.” พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้มีหน้าที่ต้องเข้าไปกำกับดูแลว่า แต่ละบริษัทที่ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย มีรูปแบบการบริหารจัดการ ระบบการติดตามภายในองค์กร ระบบจัดเก็บข้อมูล และประวัติของพนักงานเอาไว้อย่างไรบ้าง

รวมทั้งยังต้องมีระบบการแจ้งเหตุและแจ้งรายชื่อพนักงาน รปภ. ให้แก่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบ เพื่อสามารถตรวจสอบและติดตามได้สำหรับตัว รปภ.เอง ก่อนหน้านี้ ผู้ใดจะเข้ามาเป็น รปภ.ก็ได้ จึงเปิดช่องให้มีการนำคนต่างด้าว เช่น ลาว เขมร หรือพม่า เข้ามาสวมรอยทำอาชีพ รปภ. เป็นจำนวนไม่น้อย

แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ ได้กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 34 ว่า ผู้ที่จะประกอบอาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ ต้องเป็นคนไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือชั้น ม.3 รวมทั้ง ต้องได้รับหนังสือรับรองว่า ได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการรักษาความปลอดภัย จากสถานฝึกอบรม ที่นายทะเบียนกลาง (ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล) เป็นผู้รับรองเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะต้องห้าม มิให้ผู้ใดเข้ามาเป็น รปภ. หากพบว่า เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุก สำหรับความผิดเกี่ยวกับ ชีวิต ร่างกาย เพศ ทรัพย์ ยาเสพติด หรือ การพนัน มาก่อน เว้นแต่จะพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนวันขอรับใบอนุญาตฯ แต่จะต้องไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามกฎหมายอาญา

เพื่อเป็นการคัดกรองให้ รปภ. มีคุณภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น กฎหมายฉบับใหม่ยังได้จำกัดสิทธิของ คนวิกลจริต สติฟั่นเฟือน หรือ ติดสุราเรื้อรัง มิให้เข้ามาเป็น รปภ.อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาล ยอมผ่อนปรนให้แก่ รปภ. ที่ประกอบอาชีพอยู่เดิมก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ สามารถไปยื่นเรื่องภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2559 โดยจะได้รับการยกเว้นคุณสมบัติ เรื่องการศึกษาภาคบังคับ (จบ ม.3) ถึงแม้ว่าจะไม่จบ ม.3 แต่ถ้าทำอาชีพนี้อยู่ก่อนแล้ว ก็ได้รับการยกเว้น เพื่อมิให้กระทบกับปัญหาการว่างงาน

“การที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น รปภ.ไว้มากมาย เพราะเชื่อว่าจะเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยให้ดีขึ้นนั้น แม้เป็นความจริง แต่ก็จริงเพียงบางส่วน อย่าลืมว่าการที่ใครสักคนจะเลือกมาเป็น รปภ. มันมักจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่เขาเลือก คือ ถ้าไปเป็นอย่างอื่นได้ ไม่มีใครอยากมาเป็นนักหรอก” แหล่งข่าวผู้หนึ่ง ซึ่งผลิต รปภ. ออกไปประจำตามหน่วยงานต่างๆ ตั้งข้อสังเกต

“ถามว่าจริงๆแล้ว เราคาดหวังอะไรจากการเป็น รปภ. เราต้องการคนที่ซื่อสัตย์ สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราได้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ คุณสมบัติบางเรื่อง อย่างเช่นการศึกษา ไม่ได้การันตีว่า ผู้ที่จบ ม.3 จะเป็นคนดีกว่าผู้ที่จบ ป.4 สิ่งเหล่านี้มันสามารถอบรมเรียนรู้ หรืออัพคุณภาพกันได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องต้นทุนค่าจ้าง รปภ. ที่จะสูงขึ้นตามคุณสมบัติใหม่ที่เขียนไว้ในกฎหมายด้วยนะ”

ขณะที่ มาโนช แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอาคารสถานที่ของหน่วยราชการแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นเป็นรายถัดมา“ผมมองว่า เป็นเรื่องดีที่จะมีการอัพเกรดทั้งบริษัท รปภ. และตัวผู้ที่จะเข้ามาเป็น รปภ.ให้มีคุณภาพสูงขึ้น แต่เท่าที่ติดตามข่าวสาร ทราบว่าเวลานี้ทั่วประเทศมี รปภ. ไม่ถึง 30% ที่จบ ม.3”

มาโนชบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการจัดประชุมร่วมหลายหน ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัย ที่ประชุมเสนอว่า หน่วยงานราชการต่างๆ ควรจะมีงบประมาณสำหรับรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของรัฐ หรือ “สมบัติของหลวง” ให้สอดคล้องตามสัดส่วนมูลค่าของทรัพย์สิน

เขายกตัวอย่าง เช่น หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง มี “ของหลวง” ให้ต้องดูแล เช่น รถยนต์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ คิดรวมเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท อย่างน้อยควรจะมีการตั้งงบประมาณในการจัดจ้าง รปภ.ที่มีคุณภาพ มาดูแลสัก 5-8% ของมูลค่าของหลวงที่ต้องดูแล

แต่ในความเป็นจริง งบประมาณที่ได้รับต่ำมาก เช่น บางหน่วยงาน ตั้งไว้แค่ 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ให้มาเฝ้า

“ผลก็คือ พอหน่วยราชการนั้นได้ รปภ.ราคาถูก ไร้คุณภาพ มาดูแลความปลอดภัย บางทีก็เหมือนกับไปจ้างโจรมาช่วยเฝ้าของหลวงให้ ขนาดตู้รับบริจาค ที่มีเงินบริจาคเล็กๆน้อยๆ ยังถูกขโมย หรือบางที รปภ.เหล่านี้ก็ไม่ยอมมาเข้าเวร แต่ไปจ้างคนขับวินมอเตอร์ไซค์มาเข้าเวรแทน พอของหาย ทางบริษัท รปภ.ก็อิดเอื้อนที่จะรับผิดชอบ”

รวมความแล้ว มาโนชเห็นว่า กฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ ช่วยยกระดับมาตรฐานให้อาชีพนี้ ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ก็อาจไปกระทบกับปัญหาการว่างงาน และต้นทุนในการว่าจ้าง รปภ.ที่แพงขึ้นไปอีก ตามคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น รปภ.รุ่นใหม่

“กฎหมายใหม่จะดีกว่าเดิมหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ของ รปภ. คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผู้ว่าจ้าง รปภ.ทุกคนใฝ่ฝัน” มาโนชทิ้งท้าย.

15 มิ.ย. 2559 13:40 15 มิ.ย. 2559 13:41 ไทยรัฐ