วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เมีย' เผย ผัวป่วยไบโพลาร์! ยิง50ศพ

เคยถูกเอฟบีไอ สอบหัวรุนแรง ไม่ชัดพันไอซิส

เอฟบีไอเปิดปูมประวัติ “โอมาร์ มาทีน” มือปืนกราดยิงในบาร์เกย์ “พัลส์ คลับ” เคยถูกสอบสวนฐานมีแนวคิดแบบพวกสุดโต่งถึง 2 ครั้ง แต่ยังไม่ฟันธงเกี่ยวพันโดยตรงกับกลุ่มไอซิส ด้านเมียเก่ามือปืนแฉ อดีตสามีเป็นพวกไบโพลาร์ อารมณ์แปรปรวน และชอบทุบตี จนทนอยู่กินได้แค่ 4 เดือนก็ต้องฟ้องหย่า ขณะที่ ปธน.โอบามาสั่งลดธงครึ่งเสาร่วมไว้อาลัย พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองออร์ลันโดและเขตออเรนจ์ เคาน์ตี้

ความคืบหน้าคดีสังหารหมู่ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ กรณีนายโอมาร์ มาทีน ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกานิสถาน วัย 29 ปี ใช้ปืนยาวไรเฟิล “เออาร์-15” และปืนพกสั้นบุกกราดยิงและจับผู้คนเป็นตัวประกันในบาร์เกย์ “พัลส์ คลับ” ในย่านออเรนจ์ อเวนิว ใจกลางเมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดา ในสหรัฐฯ เมื่อเวลา 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนตำรวจบุกจู่โจมยิงปะทะและสังหารคนร้ายได้ใน 3 ชั่วโมงต่อมา เหตุร้ายครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย บาดเจ็บ 53 รายนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ว่า ตำรวจสหรัฐฯรวมทั้งสำนักงานสืบสวนสอบสวน กลาง (เอฟบีไอ) แถลงว่า นายมาทีนเกิดที่รัฐนิวยอร์ก ก่อนก่อเหตุอาศัยอยู่กับภรรยาใหม่และลูกชายที่เมืองฟอร์ท เพียร์ซ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือรัฐฟลอริดา ห่างจาก “พัลส์ คลับ” จุดเกิดเหตุ 195 กม. เขาทำงานให้ “จีโฟร์เอส” (G4S) บริษัทรักษาความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาตั้งแต่เดือน ก.ย.2550 โดยเป็น รปภ. ทั้งที่เรือนจำยุวชน อาคารรัฐบาล และสโมสร กอล์ฟ “พีจีเอ วิลเลจ” ในเมืองพอร์ต เซนต์ ลูซี รัฐฟลอริดา และมีปืนพกขนาดเล็ก 1 กระบอก มีทะเบียนถูกต้องซึ่งจะหมดอายุในเดือน ก.ย.ปีหน้า และบริษัทจีโฟร์เอสเผยว่า จากการตรวจสอบมาทีนในปี 2550 และ 2556 ไม่พบความผิดปกติใดๆ

ด้านนายรอน ฮ็อปเปอร์ สายสืบพิเศษของเอฟบีไอ แถลงว่า ก่อนก่อเหตุสยอง 2 วัน มาทีนไปซื้อปืนยาวและปืนพกสั้นอย่างละกระบอก แต่ก่อนหน้านั้นเขาซื้อปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายไว้หลายกระบอก และระหว่างก่อเหตุใน “พัลส์ คลับ” ได้ประมาณ 20 นาที มาทีนได้โทรศัพท์ถึงหน่วยฉุกเฉิน “911” ประกาศสวามิภักดิ์ต่อ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส หรือไอซิส) อีกทั้งเอ่ย ถึงพี่น้องชาวมุสลิมเชเชนผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิด “บอสตัน มาราธอน” ที่เมืองบอสตัน ในปี 2556 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บกว่า 260 คนด้วย

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุกลุ่มไอเอสแถลงผ่านสำนักข่าว “อามัค” (Amaq) อ้างว่านักรบไอเอส เป็นผู้โจมตี “พัลส์ คลับ” ต่อมาได้แถลงทางวิทยุ “อัล-บายัน” ว่า พระเจ้าอนุญาตให้ทหารคอลีฟะห์ (รัฐอิสลาม) คนหนึ่งในอเมริกาโจมตีพวกทำสงครามศาสนาที่ชุมนุมกันอยู่ในไนต์คลับเมืองออร์ลันโด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 100 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯเร่งสืบสวนว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับไอเอสหรือกลุ่มหัวรุนแรงอื่นจริงหรือไม่

เอฟบีไอเผยด้วยว่า ในปี 2556-2557 เอฟบีไอเคยสอบสวนนายมาทีน 2 ครั้ง เหตุต้องสงสัยมีแนวคิดแบบมุสลิมหัวรุนแรง โดยการสอบสวนครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากนายมาทีนพูดจารุนแรงด้านศาสนากับเพื่อนร่วมงาน และถูกสอบสวนอีกครั้งเพราะต้องสงสัยมีสายสัมพันธ์กับนายโมเนอร์ โมฮัมหมัด อาบู-ซาลา ชาวอเมริกัน ผู้เป็นมือระเบิดพลีชีพคนแรกในซีเรียในปี 2557 แต่เอฟบีไอก็ปิดการสอบสวน และไม่ได้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังผู้ก่อการร้ายแต่อย่างใด

ส่วนนางซิโตรา ยูซูฟี อดีตภรรยาของมาทีน ซึ่งหย่าขาดกันตั้งแต่ปี 2554 ให้สัมภาษณ์ว่า มาทีน มีสภาพจิตใจไม่ปกติ เป็นโรคประสาท มีบุคลิกภาพ 2 ขั้ว (ไบโพลาร์) เกลียดชังพวกรักร่วมเพศและมีอารมณ์แปรปรวนฉุนเฉียวโมโหร้าย เคยใช้สารสเตียรอยด์บำบัดอาการทางจิต และมักทุบตีเธอเป็นประจำเมื่อไม่พอใจแม้ในเรื่องเล็กน้อย เช่น ไม่ซักรีดเสื้อผ้า ทั้งคู่รู้จักกันทางออนไลน์ที่นิวยอร์กเมื่อ 8 ปีก่อน ต่อมาแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่เมืองฟอร์ท เพียร์ซ ในปี 2552 แต่อยู่กันได้แค่ 4 เดือน เธอก็ทนความโหดร้ายของสามีไม่ไหว บิดามารดาของเธอจึงไปช่วยให้หนีออกมาก่อนฟ้องหย่า นางยูซูฟีเผยด้วยว่า มาทีนต้องการเป็นตำรวจ เคยไปสมัครที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ไม่สมหวัง เขาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่ไม่เคยเห็นเขาแสดงออกถึงแนวคิดหัวรุนแรงทางศาสนา

ด้านนายเซดดิก มาทีน บิดาของมาทีน ซึ่งเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเล็กๆชื่อ “ดูแรนด์ เจอร์กา โชว์” เกี่ยวกับการเมืองอัฟกานิสถานและปากีสถาน ให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอโทษ ตกตะลึง และไม่คาดคิดที่ลูกชายก่อเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าไม่เกี่ยวกับศาสนา แต่อาจมีสาเหตุจากความโกรธแค้นที่เห็นผู้ชาย 2 คนยืนจูบกันบนท้องถนนริมชายหาดเบย์ไซด์ เมืองไมอามี ในรัฐฟลอริดา ต่อหน้าภรรยาใหม่และลูกเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ผู้นำมัสยิดเมืองฟอร์ต เพียร์ซ เผยว่า มาทีนมักพาลูกชายวัย 4-5 ปี ไปทำละหมาดที่มัสยิดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง แต่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร เสร็จพิธีละหมาดก็รีบกลับบ้าน

ด้านประธานาธิบดี บารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ ซึ่งรณรงค์ให้มีการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดมาตลอด แถลงประณามการสังหารหมู่ที่ “พัลส์ คลับ” ว่าเป็น “การก่อการร้ายและการกระทำที่เกิดจากความเกลียดชัง” เป็นการโจมตีชาวอเมริกันทั้งมวล สะท้อนให้เห็นว่าง่ายเพียงใดที่จะครอบครองอาวุธร้ายแรงและยิงผู้คนในสหรัฐฯ ชาวอเมริกันต้องตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศนี้เป็นเช่นไร นอกจากนี้ โอบามายังสั่งให้อาคารที่ทำการรัฐบาลทั่วประเทศลดธงชาติสหรัฐฯลงครึ่งเสา ไปจนถึงเย็นวันพฤหัสฯที่ 16 มิ.ย. รวมถึงประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองออร์ลันโด และเขตออเรนจ์ เคาน์ตี้ ทั้งนี้โอบามายังเลื่อนการไปช่วยหาเสียงให้นางฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯด้วย ขณะที่นางคลินตันแถลงว่า เหตุร้ายครั้งนี้เตือนให้ชาวอเมริกันย้อนคิดอีกครั้งว่าอาวุธสงครามและความเกลียดชังต้องไม่มีอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ซึ่งเคยเสนอนโยบายอื้อฉาวห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ หลังเหตุโจมตีกรุงปารีสปีที่แล้ว รีบฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้หาประโยชน์ทางการเมือง โดยชี้ว่านี่คือฝีมือพวกอิสลามหัวรุนแรงที่เป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตนพูดถูก ถ้าไม่เข้มงวดและรีบเฉลียวฉลาด ชาวอเมริกันจะไม่มีประเทศอยู่อีกต่อไป เขายังเรียกร้องให้โอบามาลาออกเพราะไม่ยอมใช้คำ “อิสลามหัวรุนแรง” ประณามการโจมตีครั้งนี้ และขอให้นางคลินตันถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐฯ ซึ่งต่อมานายนิฮัด อาวัด ประธานสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (ซีเอไออาร์) ได้ออกมาเตือนทันทีว่า นักการเมืองไม่ควร “หาประโยชน์จากความหวาดกลัว” จากเรื่องนี้ และว่าไอเอสไม่ได้เป็นตัวแทนของซีเอไออาร์ แต่เป็นพวกอิสลามนอกคอก

อนึ่ง มีรายงานว่า เมื่อเช้าวันที่ 12 มิ.ย. หลังเกิดเหตุกราดยิงใน “พัลส์ คลับ” ได้ไม่นาน ตำรวจเมืองซานตา โมนิกา ได้จับกุมนายเจมส์ โฮเวลล์ วัย 20 ปี ขณะขับรถยนต์จะไปร่วมงานเดินขบวนพาเหรด “ความภาคภูมิใจของชาวเกย์” ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมนับหมื่นคน โดยตำรวจตรวจในรถ พบอาวุธจำนวนมาก ทั้งปืนไรเฟิล 3 กระบอก กระสุนปืน และถังใส่ผงสารเคมีที่ใช้ผลิตระเบิดได้ถึง 5 แกลลอน (19 ลิตร) แต่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิงใน “พัลส์ คลับ”

ทั้งนี้ เหตุกราดยิงที่ “พัลส์ คลับ” นับเป็นเหตุสังหารหมู่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ลบสถิติที่นายเซียง ฮุย โช นักศึกษาเชื้อสายเกาหลี สังหารหมู่ผู้คนในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อปี 2550 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ และยังนับเป็นเหตุก่อการร้ายครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก “9/11” เมื่อ 11 ก.ย.2544 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน ขณะที่หน่วยงานติดตามคดีกราดยิงสังหารหมู่ (เอ็มเอสที) ระบุว่า ปีที่แล้วเกิดคดีกราดยิงสังหารหมู่ในสหรัฐฯ ถึง 372 คดี มีผู้เสียชีวิต 475 คน บาดเจ็บ 1,870 คน โดยนิยามของคดีกราดยิงสังหารหมู่คือการยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 4 คนขึ้นไป

ด้านปฏิกิริยาผู้นำทั่วโลก รวมทั้งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงแห่งจีน ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์แห่งฝรั่งเศสต่างร่วมแถลงประณามเหตุโจมตี และแสดงความเสียใจกับญาติพี่น้องของเหยื่อผู้เสียชีวิตวันเดียวกัน สำนักราชเลขาธิการเผยแพร่พระราชสาส์นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ความว่า ข้าพเจ้าและพระราชินีเศร้าสลดใจยิ่งนักที่ได้ทราบข่าวเหตุการณ์โจมตีสถานบันเทิงที่เมืองออร์ลันโด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ข้าพเจ้าและพระราชินีขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านประธานาธิบดี และโดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ประสบความสูญเสียอันไม่อาจทดแทนได้จากเหตุการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งครั้งนี้

ต่อมาเวลา 18.58 น.วันเดียวกัน ตามเวลาไทย สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายพอล ไวโซพาล สายสืบพิเศษและโฆษกของเอฟบีไอ แถลงข่าวประกาศปรับยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ที่บาร์เกย์ “พัลส์ คลับ” จากเดิม 50 ศพ ลดเหลือ 49 ศพ โดยไม่นับรวมศพนายมาทีน มือปืนซึ่งถูกตำรวจยิงตายด้วย ขณะที่สำนักงานเทศบาลกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประกาศว่าจะประดับประดาดวงไฟที่หอไอเฟิล แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง และศาลาเทศบาลกรุงปารีส ให้เป็นสีรุ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวเกย์ เพื่อร่วมไว้อาลัยเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้

เอฟบีไอเปิดปูมประวัติ “โอมาร์ มาทีน” มือปืนกราดยิงในบาร์เกย์ “พัลส์ คลับ” เคยถูกสอบสวนฐานมีแนวคิดแบบพวกสุดโต่งถึง 2 ครั้ง แต่ยังไม่ฟันธงเกี่ยวพันโดยตรงกับกลุ่มไอซิส ด้านเมียเก่ามือปืนแฉ อดีตสามีเป็นพวกไบโพลาร์ อารมณ์แปรปรวน 14 มิ.ย. 2559 08:03 14 มิ.ย. 2559 08:03 ไทยรัฐ