วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สั่งพักงานแล้ว ผช.นักบิน โพสต์โหม่งโลก 2 คนจากแอร์เอเชีย-นกแอร์

สั่งพักงานแล้ว ผช.นักบิน โพสต์โหม่งโลก 2 คนจากแอร์เอเชีย-นกแอร์

  • Share:

“บิ๊กป้อม” ฮึ่มใส่ นปช.อย่าล้ำเส้นมากไป ดึงต่างชาติมาจุ้นเรื่องภายในเตือนไม่หยุดเดินหน้าศูนย์ปราบโกงเจอดีแน่ “วิษณุ” ชี้ฝ่ายความมั่นคงไม่สบายใจศูนย์ นปช. เข้าข่ายทำผิดเงื่อนไข คสช. ด้าน ปชป.ฉะเล่นเกมโลกล้อมประเทศไทย ตามยุทธศาสตร์นายใหญ่ ส่วน พท.ยังคาใจราวีศูนย์ปราบโกงทำไม ถามนายกฯ หากไม่ผิดจะกลัวอะไร “มีชัย-วิษณุ” ไม่ยี่หระเสียงวิจารณ์ใช้ค่ายทหารชี้แจงร่าง รธน. ระบุบรรยากาศดี สะดวกสบาย “สมชัย” แนะเปิดรูระบายเชิญแกนนำ พท. แดงตัวพ่อออกทีวี “ยิ่งลักษณ์” ขอเป็นอุทาหรณ์กรณีนักบินโพสต์คึก คะนอง “โหม่งโลก” นปช.เคืองไม่หายจี้ให้ไล่ออก-ห้ามบินตลอดชีวิต ขณะที่ กพท.เต้น ร่อนหนังสือทุกสายการบินคุมเข้มการแสดงทัศนคติและความเห็นผ่านโซเชียล “นกแอร์” สั่งพักงานมือโพสต์ไลน์ 2 สัปดาห์ ส่วนคนเขียน CFIT เป็นศิษย์นักบินไทยแอร์เอเชีย ต้นสังกัดสั่งพักงานพร้อมสำรวจทัศนคติ

หลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินหน้าจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ พร้อมขยายเครือข่ายสาขาไปทั่วประเทศ ท่ามกลางการจับตาและทักท้วงจากฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล แต่ยังคงยืนกรานทำต่อไป พร้อมเชิญชวนให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วยนั้น

“บิ๊กป้อม” วอนอย่าดึงต่างชาติจุ้น

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเชิญองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงสถานทูตต่างประเทศในไทยเข้ามาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงประชามติว่า ไม่ให้ตั้ง ไม่เช่นนั้นใครก็ตั้งขึ้นมาได้ การตั้งศูนย์ปราบโกงต้องมีองค์กรขึ้นมารองรับ จะไปตั้งทำไม เพราะมีหน่วยงานของภาครัฐดำเนินการอยู่แล้ว และเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศ ทำไมต้องเอาใครเข้ามาวุ่นวาย เรามีทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเราไม่ได้ทำอะไรให้เกิดความเสียหาย

ไม่หยุดศูนย์ปราบโกงเจอดีแน่

“หาก นปช.เดินหน้าตั้งศูนย์ปราบโกงต่อ ผมไม่ให้เดิน พอแล้ว หยุดเถอะ ผมขอร้อง ไม่เอา หากยังเดินหน้าต่อ ผมก็มีมาตรการทางกฎหมายดำเนินการ ไปดูว่าผิดอะไรหรือไม่ หากผิดว่าไปตามนั้น แต่ตอนนี้ผมขอร้องก่อน หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็ยุ่ง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทน ขอให้เชื่อมั่นว่าเราอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ผมดูแลเรื่องความมั่นคงในประเทศ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าผมจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้” พล.อ.ประวิตรกล่าว

“วิษณุ” ชี้ฝ่ายมั่นคงไม่สบายใจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของกลุ่ม นปช.ว่า หากพูดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรห้าม แต่ในแง่ความมั่นคงเขารู้ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรหรือไม่ ตนไม่ทราบ และเมื่อรู้แล้วจะสั่งการอย่างไรเขาก็มีอำนาจ เพราะแต่ละคนเคยถูกเชิญตัวมาพูดคุยและตั้งเงื่อนไขบางอย่าง เมื่อกลับไปทำก็ถือว่าผิดเงื่อนไข จึงมีการเตือนการห้าม เมื่อถามว่า การตั้งศูนย์ปราบโกงของ นปช.ถือว่าเข้าเงื่อนไข ขัดคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คนหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เขาเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ห้ามเฉพาะการชุมนุมพรรคการเมือง การมาในนามของศูนย์หรืออะไรหากทำได้ ปิดประตูห้องก็ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่หากจะมีฝ่ายอื่นตั้งศูนย์ขึ้นมาตรวจสอบศูนย์ปราบโกงของ นปช. นายวิษณุตอบว่า เขาก็กลัวเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน

“ประยุทธ์” อารมณ์ขึ้นปัดตอบซ้ำ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนกรณีกลุ่ม นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติได้หรือไม่ว่า ไม่ขอพูดเรื่องนี้ ไม่อยากตอบเรื่องของความขัดแย้ง เคยบอกแล้วว่าอยากตั้งก็ตั้งไป อะไรที่ผิดกฎหมายก็อย่าทำ หากรวมกลุ่มกันทำผิดกฎหมาย ก็จะพิจารณาดูในเรื่องความผิด

“จะให้ผมบอกยังไง จะให้บอกว่าห้ามๆ แล้วเขาก็มาว่าผม ว่าผมไปห้ามเขา คุณก็ต้องการแค่นี้ คำถามคุณต้องการแค่นั้นเอง ถ้าผมบอกว่าให้หรือไม่ให้ แล้วมันทำให้อะไรดีขึ้นหรือไม่ แล้วมันจะโกงเรื่องอะไรประชามติ โกงให้ผ่านไม่ผ่าน แล้วผมได้อะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่ได้ พอแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ปลัด มท.จับตาเข้มศูนย์ปราบโกง

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่ม นปช.เตรียมตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องว่าไปตามกฎหมาย หากกระทำอะไรที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จะหารือกัน 3 ฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ซึ่งมหาดไทยที่เป็นฝ่ายปกครองจะดูแลเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วไป แต่ถ้าผิดกฎหมายความมั่นคงฝ่ายทหารก็ว่าไป

ปชป.ฉะเกมโลกล้อมประเทศไทย

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นปช.เตรียมเชิญองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงว่า เป็นยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทยของระบอบทักษิณ พยายามพูดให้ดูดี แต่พฤติกรรมลงรายละเอียดจะเป็นจริงอย่างที่พูดหรือไม่ ต้องมาทบทวนดูพฤติกรรมในอดีต ประวัติที่ผ่านมาคนไทยที่หูตาสว่างต่างรู้ดีคนกลุ่มนี้ทำอะไรไว้บ้าง นัยที่ซ่อนเร้นเป็นเรื่องน่ากังวลอาจจะมีการเมืองแฝงเร้น หรืออาจจะใช้โครงการนี้รณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติไปในทางหนึ่งทางใด เพื่อสนองตอบระบอบทักษิณ รัฐบาลจึงมีหน้าที่จัดการให้สงบเรียบร้อย ทำให้ประชามติบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว

เปรียบเหมือนไส้ศึกทำเสียกรุงศรี

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นลูกไม้เก่าของคนเสื้อแดงที่ต้องการขยายผลเรื่องนี้ตามความต้องการของนายใหญ่เพื่อหวังกระแสจากต่างประเทศมากดดัน คสช.และรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง วิธีการนี้ไม่แตกต่างอะไรกับไส้ศึกพม่าสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ที่อาจกลับชาติมาเกิด กระทรวงการต่างประเทศจึงมีหน้าที่ชี้แจงให้ยูเอ็นและสถานทูตทราบว่าบุคคลเหล่านี้มีคดีก่อการร้าย ก่อการจลาจล ครอบครองอาวุธสงครามหรือคดีใดติดตัวหรือไม่ บางคนยุให้เผาบ้านเผาเมือง มั่นใจว่าถ้าต่างชาติรู้ว่าคนเหล่านี้มีคดีติดตัวคนละกี่คดี คดีอะไรบ้าง คงประหลาดใจว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงให้เสรีภาพกับคนที่มีประวัติร้ายแรงและแอบแฝงนัยทางการเมืองถึงเพียงนี้ ทั้งที่ในนานาอารยประเทศไม่สามารถกระทำการอย่างนี้ได้

“วัฒนา” สับรัฐราวีศูนย์ปราบโกง

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “กลัวทำไมถ้าไม่คิดโกง” ว่า คสช. และรัฐบาลประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตรวมถึงร่างรัฐธรรมนูญก็โฆษณาว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่จะดำเนินคดีกับ นปช.ที่ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยอ้างว่าไม่เป็นกลางเพราะอยู่ในฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะ นปช.ไม่ได้ขอไปชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชน คสช.บางคนอ้างว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร และที่เรียกว่าครู ก ข ค กลับเดินกันให้ว่อน ไม่ผิดกฎหมาย ถ้าใครติดตามการทำงานของ คสช. จะทราบว่าคนพวกนี้กลัวการตรวจสอบ ตัวอย่างคือสั่งเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวกในโครงการจำนำข้าว แต่ออกคำสั่งนิรโทษกรรมตัวเองและพรรคพวกไม่ให้ถูกฟ้องกลับ

ตอก “บิ๊กตู่” ถ้าไม่ผิดกลัวอะไร

นายวัฒนาระบุว่า ตั้งแต่ยึดอำนาจ คสช. และบริวารซึ่งเรียกรวมกันว่าแม่น้ำ 5 สาย ได้บริหารประเทศโดยเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง จึงต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติเพื่อใช้มาตรา 279 คุ้มครองตัวเองและพรรคพวกให้พ้นจากการตรวจสอบ ในขณะเดียวกันก็ใช้ ส.ว.และองค์กรอิสระค้ำจุนอำนาจต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนคงหายแปลกใจแล้วว่าทำไมผู้นำจึงโกรธจนควันออกหูเมื่อมีคนแสดงตัวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงขอยืมคำพูดที่ท่านชอบพูดบ่อยมาใช้บ้างว่า “ถ้าไม่ผิดแล้วกลัวอะไร” ขนาด น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นหญิงแท้ๆ ยังกล้าเดินขึ้นศาลอย่างสง่าผ่าเผย แล้วชายชาติทหารอกสามศอกที่ยึดอำนาจของท่านมาจะหนีการตรวจสอบไม่อายบ้างหรือ

“มีชัย” เฉยๆใช้ค่ายทหารแจงร่าง รธน.

ส่วนกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลจัดงานเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหารนั้น วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อกองทัพเป็นผู้รับผิดชอบ เขาก็ต้องใช้สถานที่ของเขา ก็เห็นคนไปเข้าร่วมเยอะดี ไม่น่ามีผลอะไรกับบรรยากาศที่ว่ากัน เป็นเรื่องปกติที่กองทัพใกล้ชิดประชาชน จะไปบอกให้เขาใช้สถานที่อื่น ก็ต้องไปหางบประมาณมาให้เขาอีก

มั่นใจอีก 1 เดือนคนรับรู้มากขึ้น

เมื่อถามถึงผลสำรวจความเห็นที่ระบุว่า กว่าร้อยละ 50 คนยังไม่เข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยตอบว่า เพราะการอบรมยังไปไม่ถึงระดับครู ค. ที่มีหน้าที่ลงพื้นที่ชี้แจงชาวบ้าน ต้องรออีก 2 อาทิตย์ เชื่อว่า เมื่อไปถึงครู ค. แล้ว อีก 1 เดือน ที่เหลืออยู่จะทำให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น แม้จะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จะทราบว่าในวันที่ 7 ส.ค. จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญนั้นจะเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไรบ้าง กรธ.จะพยายามประชาสัมพันธ์ ผ่านสิ่งพิมพ์ให้เข้าใจง่าย อ่านแป๊บเดียวจบ นอกจากนั้นจะเผยแพร่ผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์อีกด้วย เมื่อถามถึงกระแสรณรงค์โหวตคว่ำร่าง นายมีชัยตอบว่า ก็ให้อยู่บนข้อตกลงเดียวกัน อย่าบิดเบือน ตนคงว่าอะไรไม่ได้ อยากให้สู้กันอย่างตรงไปตรงมา

“วิษณุ” งงค่ายทหารทำอึดอัดอะไร

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายการเมืองวิจารณ์การจัดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญในภูมิภาคของ กกต.ที่จัดในค่ายทหาร โดยเรียกร้องให้เปลี่ยนที่จัดเป็นสถานศึกษาว่า เรื่องนี้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ ตนไม่ทราบรายละเอียด จะทำตามเสียงเรียกร้องหรือไม่ขึ้นกับอยู่กับผู้จัด ไม่เข้าใจที่วิจารณ์ว่าผู้ร่วมเวทีอึดอัด เพราะเห็นผู้ร่วมเวทีที่ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ประมาณ 500 คน จาก 14 จังหวัดภาคใต้ ไม่ได้มีความอึดอัดอะไร และมีคำถามแรงๆ ซึ่งเป็นการพูดด้วยเหตุผลไม่มีอารมณ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และที่จัดในค่ายทหารเพื่อความสะดวกในหลายด้าน จึงมีคำถามกลับว่าเหตุใดต้องเกี่ยงเรื่องสถานที่ ทหารก็ไม่ได้เข้ามายุ่งอะไร ถ้าระแวงกันก็ทำอะไรต่อยาก หลังจากนี้ก็จะมีเวทีที่ไม่เกี่ยวข้องกับทหารอีกหลายเวที

ไม่ดีเบต ไม่จำเป็นต้องเอาแพ้ชนะ

เมื่อถามถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่าเวทีของ กกต. เป็นการพูดฝ่ายเดียว ไม่ให้พื้นที่คนเห็นต่าง พร้อมท้าดีเบต นายวิษณุตอบว่า มันอยู่ที่วัตถุประสงค์ เวทีนี้เปิดให้ซักถามเราเป็นฝ่ายตอบ แต่ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่บอกในสิ่งที่ยังเข้าใจผิด เพราะจากการร่วมฟังสองเวทีที่ผ่านมา เห็นว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญมีบางอย่างที่เป็นนัยให้ต้องตีความ เขียนอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้เกิดความชัดเจนได้ เมื่อถามมาก็ต้องตอบ จะบอกว่าพูดข้างเดียวคงไม่ใช่ ส่วนที่ท้าตนดีเบตนั้น ไม่ขอรับคำท้า เพราะไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น ตนไม่ใช่เจ้าของกิจการนี้ และไม่ใช่เรื่องต้องเอาแพ้เอาชนะกัน

“บิ๊กตู่” ซัดคนวิจารณ์ต้องการอะไร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า การจัดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ กกต. ก่อนหน้านี้อาจเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจึงจัดในค่ายทหาร บอกไปแล้วถ้าไม่จัดในค่ายทหารก็ให้ไปจัดที่อื่นก็แล้วกัน จัดที่ไหนก็ได้ แต่จัดในค่ายทหารแล้วเป็นยังไง ไปดูสิคนที่มาพูดวิจารณ์เคยทำอะไร และต้องการอะไร สื่อมวลชนเอาความคิดเห็นของคนที่ต่อต้านมาถาม ต้องการอะไร ต้องการให้ประเทศชาติสงบสุข มีเสถียรภาพหรือไม่ สื่อก็ฟังเรื่องเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ว่า งานเหล่านี้เป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วย ทำไมจะต้องลากตนให้มาตอบคำถาม สื่อรู้เจตนาของตน ตนรู้เจตนาของสื่อ ช่วงนี้ไม่อยากตอบอะไรทั้งสิ้นเพราะเบื่อหน่าย

พท.แนะชี้แจงร่าง รธน.ในศาลาวัด

ด้านนายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหาร เพราะประชาชนที่เป็นผู้ใช้สิทธิลงประชามติไม่สะดวกในการรับฟัง เพราะต้องเดินทางในระยะไกลจากบ้านเรือนตัวเอง เห็นว่าควรจัดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ชุมชน เช่น ที่ศาลาวัดหรือบริเวณตลาดของชุมชนทั่วประเทศ โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ ประชาชนจะได้เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงก่อนไปลงประชามติ วันที่ 7 ส.ค.

“สมชัย” แนะเชิญแดงตัวพ่อออกทีวี

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าการเผยแพร่รายการสาระของร่างรัฐธรรมนูญของทีวีดิจิตอลที่จะเริ่มวันที่ 27 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 17.30-18.00 น. ที่นอกจากสถานีโทรทัศน์ช่องหลัก 6 ช่องแล้ว จะมีทีวีดิจิตอล 17 ช่อง จาก 20 ช่อง ที่ได้แจ้งผังรายการมาแล้วว่าจะนำรายการไปออกอากาศซ้ำ ตนขอเสนอแนะว่าในช่วงรายการที่ให้สถานีสามารถเชิญวิทยากรมาร่วมแสดงความคิดเห็นอยากให้เชิญผู้ที่มีความเห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย มาร่วมรายการอย่างเท่าเทียมกัน ตนเสนอให้เชิญนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ขณะที่อีกฝ่ายอาจเชิญ กรธ.

ส่ง กรธ.ช่วยตรวจสอบคลิปบิดเบือน

นายสมชัยกล่าวว่า วันที่ 14 มิ.ย.จะเปิดตัวเพลงรณรงค์การออกเสียงประชามติใหม่อีก 1 เพลง โดยในวันเดียวกันนั้นจะมีการเปิดเนื้อหาเพลง “7 สิงหาประชามติร่วมใจประชาธิปไตยมั่นคง” ฉบับปรับปรุงเนื้อหาใหม่ด้วย ส่วนการตรวจสอบคลิปเพลง “อย่างนี้ต้องตีเข่า (โหวตไม่เอา แล้วตีตก)” นั้น พบว่าในคลิปดังกล่าวมีข้อความหยาบคาย เนื้อหาบางส่วนขัดกับสิ่งที่เป็นสาระของร่างรัฐธรรมนูญ กกต.จะนำเนื้อหาเพลงเสนอต่อ กรธ. เพื่อชี้ว่าเป็นเท็จหรือบิดเบือนหรือไม่ เมื่อ กรธ.มีความเห็นอย่างไรจะนำมาประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย ขณะนี้ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีคลิปเวอร์ชั่น 2 ที่เผยแพร่ในวันที่ 30 เม.ย.2559 ซึ่ง พ.ร.บ.ประชามติมีผลใช้บังคับแล้ว เบื้องต้นพบว่าเป็นการกระทำโดยคนไทยในต่างประเทศ ส่วนที่มีคนไทยในประเทศร่วมด้วยต้องพิจารณาอีกครั้งว่าผิดหรือไม่

เตือนพลเมืองโต้กลับระวังโดนด่า

นายสมชัยกล่าวด้วยว่า กรณีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับจะเปิดมินิคอนเสิร์ตวันที่ 15 มิ.ย. ที่ศูนย์ราชการนั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ แม้จะมีข้อความหยาบคายหรือเป็นเท็จก็ไม่ผิด พ.ร.บ.ประชามติ แต่จะมีความผิดต่อเมื่อนำข้อความหยาบคาย เป็นเท็จ หรือชักจูงโน้มน้าวให้ออกเสียงทางใดทิศทางหนึ่งไปเผยแพร่ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่ออื่นๆ ส่วนการจัดคอนเสิร์ตจะผิดกฎหมายความมั่นคง ประกาศคำสั่ง คสช.หรือไม่ กกต.ไม่สามารถระบุได้ อยู่ที่ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาเอง แต่เห็นว่าการจัดกิจกรรมเวลา 16.00 น. เป็นช่วงเลิกงานจราจรอาจติดขัด อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจพึงระมัดระวัง แต่จะเปลี่ยนเวลาหรือไม่แล้วแต่

“ยิ่งลักษณ์” ขอให้เป็นอุทาหรณ์นักบิน

สำหรับกรณีโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อความการสนทนาที่ระบุเป็นผู้ช่วยนักบินเที่ยวบินที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางกลับจาก จ.แพร่ มายัง กทม. เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ว่า “มีเหยื่อออนบอร์ด” และศัพท์การบิน CFIT ที่ย่อมาจาก “control flight to terrian” เท่ากับ “โหม่งโลก” จนนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด ทำหนังสือขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊กว่า ต้องขอบคุณคุณพาทีที่ได้ออกมาแสดงความขอโทษ และใส่ใจจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ อยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อไม่ให้นำทัศนคติส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับงานบริการแบบความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อจะได้เกิดความเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพ และเป็นมาตรฐานขององค์กรต่อไป

นปช.บี้ไล่ออก–ห้ามบินตลอดชีพ

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.กล่าวว่า เป็นเรื่องเลวร้ายต่ำทรามที่สุด ไม่ว่าจะเกิดกับสายการบินใด หากเห็นผู้โดยสารเป็นเหยื่อ เอาความตายของผู้โดยสารทุกคนเป็นเครื่องสังเวย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเล่นสนุก ขอโทษอย่างเดียวคงไม่พอ ผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวต้องถูกไล่ออก พร้อมกับประณามการกระทำผิดอย่างร้ายแรง อาจจะกู้ชื่อของสายการบินกลับมาได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะทำให้ผู้โดยสารอื่นๆเข้าใจว่าสายการบินเข้าข้างพวกตัวเอง หรืออาจจะคิดไปไกลถึงขั้นที่สายการบินอาจจะเห็นชอบด้วยกับข้อความดังกล่าวหรืออย่างไร และขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ควบคุมใบอนุญาตนักบิน ควรยึดใบอนุญาตการบินตลอดชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วย

กพท.ร่อนหนังสือคุมเข้มทัศนคติ

ขณะที่ น.ต.อลงกต พูลสุข ผอ.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติการของสายการบินให้เกิดความปลอดภัย เปิดเผยว่า กฎหมาย กพท. ครอบคลุมและสามารถเอาผิดได้เฉพาะกรณีข่มขู่คุกคามด้านความปลอดภัยด้านการบินที่เกิดขึ้นจากทางวาจาหรือพฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น แต่กรณีดังกล่าวเป็นการคุกคามที่เกิดขึ้นจากสื่อโซเชียลมีเดีย กฎหมายยังครอบคลุมไม่ถึง รวมทั้งขณะนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความดังกล่าว ส่วนเรื่องของจริยธรรมของตัวนักบินนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละสายการบินจะต้องไปสอบสวน เอาผิดและลงโทษกันเอง กพท. มีหน้าที่ตรวจสอบและออกใบอนุญาตนักบินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กพท.. มีอำนาจในการว่ากล่าวตักเตือนไปยังสายการบินได้

“ผมโทรศัพท์ไปสอบถามฝ่ายดูแลนักบินของนกแอร์แล้ว ขอให้รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับมาภายใน 3-4 วัน รวมทั้งได้ส่งหนังสือไปยังสายการบินทุกสายการบิน ให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการแสดงทัศนคติและความเห็นของนักบินผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยด้านการบิน รวมทั้งให้เน้นย้ำเรื่องวินัยการบินด้วยว่าห้ามนำความเห็นส่วนตัวมาใช้ระหว่างทำการบิน” น.ต.อลงกตระบุ

ยังไม่ผิดร้ายแรงถึงขั้นทำแตกตื่น

น.ต.อลงกตกล่าวว่า เบื้องต้นได้รับทราบว่านักบินคนดังกล่าวเป็นนักบินใหม่ที่ยังมีอายุน้อย ซึ่งความเป็นนักบินกว่าจะปลูกฝังให้เป็นมืออาชีพได้ก็ต้องใช้เวลาในการสร้างนาน 5-7 ปี ทั้งนี้ยอมรับ ว่าการเริ่มต้นเป็นนักบินก็อาจทำถูกบ้างผิดบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องดูที่เจตนารมณ์ว่าทำไปเพื่ออะไร

“เรื่องนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 เพราะเป็นการโพสต์ข้อความพูดคุยกันภายใน ไม่ได้มีการประกาศออกสู่สาธารณชนให้รับทราบ จึงไม่ได้ทำให้ผู้โดยสารหรือประชาชนทั่วไปเกิดอาการแตกตื่นจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน ซึ่งแตกต่างกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ สายการบิน คือกรณีที่ผู้โดยสารบนเครื่องได้พูดล้อเล่นด้วยการประกาศบนเครื่องบินว่ามีระเบิดบนเครื่อง เพราะกรณีหลังนั้นคำพูดที่ประกาศออกมาได้ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว เนื่องจากสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนบนเครื่องบิน ซึ่งตามกฎหมายถือว่ามีความผิดมีบทลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ” น.ต.อลงกตกล่าว

นกแอร์สั่งพักงานมือโพสต์ 2 สัปดาห์

ร.ท.นรหัส พลอยใหญ่ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายการบินนกแอร์กล่าวถึงการสอบสวนนักบินผู้ช่วยของสายการบินนกแอร์ที่โพสต์ข้อความผ่านไลน์ในกลุ่มของนักบินที่จบการศึกษาด้านการบินในรุ่นเดียวกันว่า จากการสอบสวนพบว่านักบินผู้ช่วยคนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย เป็นการโพสต์ข้อความพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนนักบินด้วยความคึกคะนอง แต่มีการใช้คำไม่สุภาพคือคำว่าเหยื่อ ซึ่งปกติจะต้องใช้คำว่า VVIP ขณะนี้ได้สั่งพักการบิน 1-2 สัปดาห์ น่าเห็นใจว่านักบินผู้ช่วยคนนี้เป็นนักบินเพิ่งจบใหม่ ไม่ได้มีความคิดหรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ขณะนี้อยู่ในสภาพที่ตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

คนเขียน CFIT อยู่ไทยแอร์เอเชีย

ร.ท.นรหัสกล่าวว่า นักบินผู้ช่วยรายนี้ให้เหตุผลว่า มีความภูมิใจที่ได้ขับเครื่องบินที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์โดยสารมาด้วย จึงได้ขออนุญาตนักบินในเที่ยวบินดังกล่าว ถ่ายภาพคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ผ่านห้องนักบิน และหลังจากโพสต์ภาพและข้อความแล้วก็ได้ปิดมือถือไป ปรากฏว่ามีเพื่อนักบินคนอื่นเข้ามาโพสต์ข้อความต่างๆ ส่วนผู้ที่โพสต์คำว่า CFIT ปรากฏว่าเป็นนักบินของสายการบินแอร์เอเชีย และหลังจากทำการบินเสร็จนักบินผู้ช่วยคนนี้ได้กลับมาโพสต์ข้อความอีกครั้งว่าได้นำเครื่องบินลงถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องการเอาผิดลงโทษนั้น เรื่องนี้ไม่ได้มีข้อกำหนดในส่วนของกฎหมายการบิน แต่เป็นเรื่องของระเบียบปฏิบัติของสายการบินนกแอร์ที่จะต้องกำกับดูแลและพิจารณาลงโทษ

ต้นสังกัดสั่งพักงาน–ทดสอบทัศนคติ

ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวหลังจากทราบเรื่องว่ามีนักบินของไทยแอร์เอเชียเป็นผู้โพสต์คำว่า CFIT ได้มีการเรียกประชุมด่วนฝ่ายนักบินและตรวจสอบพบว่าเป็นศิษย์นักบินของไทยแอร์เอเชีย คือยังไม่ได้เป็นนักบิน แต่เพิ่งเซ็นสัญญารับเป็นนักบินและอยู่ในขั้นตอนการฝึกอบรมเพียง 3 วัน กว่าจะเป็นนักบินต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี ขณะนี้ได้สั่งพักการอบรมและให้กลับไปเริ่มต้นในขั้นตอนการทดสอบทางด้านทัศนคติ (Attitude Test) และจะต้องดูพฤติกรรม เพราะผู้ที่จะเป็นนักบินได้จะต้องมีภาวะความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ หากผ่านการทดสอบก็พร้อมรับเข้ามาฝึกอบรมเพื่อเป็นนักบินต่อไปได้

“หลังจากทราบเรื่องได้โทรศัพท์ถึงนางสาวยิ่งลักษณ์เพื่อชี้แจงและยอมรับว่าเป็นศิษย์นักบินของไทยแอร์เอเชียที่มีการโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม และไม่ได้มีเจตนาหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆ เป็นเรื่องของความคึกคะนองเท่านั้น ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ติดใจเอาความ แต่ได้แนะนำว่านักบินจะต้องคำถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม” นายธรรศพลฐ์กล่าว

“บิ๊กตู่” ซัด กทม.ไม่ลงโทษคนทำผิด

สำหรับภารกิจนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานประชุมการปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริการภาครัฐกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า ผลการประเมินในปี 2560 หากออกมาไม่ดีมีเรื่องแน่ วันนี้คนเบื่อคำว่าบูรณาการ ต้องใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วย ควรจะรวมกลุ่มและเปิดช่องทางสื่อสารให้ส่วนราชการคุยไปพร้อมแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ใช้ระบบไอทีสื่อสารเพื่อลดขั้นตอนเอกสาร ส่วนการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้ง 50 เขต อยากทราบว่ามีการควบคุมเรื่องการทุจริต หรือการทำงานที่ล่าช้าหรือไม่ เพราะมีร้องเรียนมาตลอด ที่สำคัญมีการลงโทษผู้ทำความผิดหรือไม่ โดยตัวแทน กทม.ชี้แจงว่า ไม่ทราบว่าแต่ละเขตมีการลงโทษหรือไม่ อย่างไร เพราะผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีอำนาจตรงนี้ โดยนายกฯถามกลับว่า ตกลงผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีอำนาจลงโทษ ผอ.เขต ใช่หรือไม่ ตัวแทน กทม.ตอบว่าใช่

ทวงเรือแล่นคลองผดุง 2 ปียังไร้เงา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องการให้มีการขนส่งทางเรือภายในประเทศมากขึ้น ช่วงหลังเห็นน้อยลง เช่น ให้มีเรือโดยสารมาวิ่งที่คลองผดุงกรุงเกษมเพื่อระบายการจราจรจากหัวลำโพงไปยังเจ้าพระยา ต้องไปหารือกัน หากไม่เกิด มีเรื่องแน่ ขอฝากกระทรวงคมนาคม ประสานงานกับ กทม.ด้วย รอมา 2 ปีแล้ว ยังไม่มีเรือวิ่งเลย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะหาเรือท้องแบนมาวิ่งเอง จะรื้อสะพานให้หมด และไม่ใช่วิ่งอยู่พักเดียวแล้วหายไป หรือทำเป็นเรือท่องเที่ยวในวันเสาร์ อาทิตย์ก็ดี ความคิดตนหากทำได้ก็ทำ หากทำไม่ได้แล้วไม่มาบอกตนก็โกรธ

ฝากช่วยระวังภัยจากนอกประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอฝากเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่สำคัญต้องเร่งออกให้เร็วขึ้น รัฐบาลพยายามจะสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทุกมิติ วันนี้ได้รับความเชื่อมั่น แม้จะมีฝ่ายหนึ่งมาทำลายอยู่ก็ตาม แต่ตนก็ทำเต็มที่ การค้าการลงทุนโลกดำเนินการอยู่มี 2 หน้า คือการเมืองและเศรษฐกิจ สิ่งที่ทุกคนต้องระวังให้ตนคือภัยที่จะเกิดจากภายนอกประเทศเข้ามาหลายอย่าง ภัยที่มาจากบิดเบือนประชาธิปไตย บิดเบือนสิทธิมนุษยชน มันทำให้เกิดความไม่มั่นคง เมื่อไม่มั่นคงทำให้สิ่งที่ทำล้มเหลวทั้งหมด ขอขอบคุณทุกคน ทั้งภาครัฐและเอกชน รองนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ทำให้วันนี้เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วใช้เวลา 1 ปีครึ่ง และตนกำลังเร่งรัดงานที่จะต้องเสร็จภายในปี 60 ก่อนเลือกตั้ง มีรัฐบาลชุดใหม่ที่ตนขับเคลื่อนเอง ไม่ว่าจะเรื่องบริหารจัดการน้ำ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ต้องทำไปพร้อมกันทุกเรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนยุติการพูด พล.อ.ประยุทธ์เอ่ยถามผู้เข้าร่วมประชุมว่า “ไหนใครไม่ให้ผมอยู่ยกมือ” เมื่อไม่มีใครยกมือ พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “ขอบคุณๆ” ท่ามกลางเสียงปรบมือ

เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญา ศก.พอเพียง

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล รวม 7,424 แห่งทั่วประเทศ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมงาน โดยนายกฯกล่าวเปิดตอนหนึ่งว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานไว้กว่า 40 ปีแล้ว ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่ยากจน ต้องเพิ่มรายได้ให้เพียงพอ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ตอนนี้ไม่ว่าครู ทหาร ตำรวจ มีหนี้หมด ถ้าไม่มีหนี้แสดงว่าไม่มีเกียรติ แต่จะทำอะไรต้องอาศัยเวลา ต้องชัดเจน ไม่สร้างความขัดแย้ง ปฏิรูปอะไรต้องระวังไม่ให้เกิดผลกระทบ เช่น การปฏิรูปตำรวจที่โดนว่ามาก เพราะส่งผลต่อคนจำนวนมาก แต่ต้องให้กำลังใจเขา

นายกฯเตรียมขนคณะเยือนอินเดีย

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.จะเดินทางเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-18 มิ.ย.นี้ ตามคำเชิญของนายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พร้อมรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะผู้แทนไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมด้วย โดยนายกฯและคณะจะเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ในวันที่ 16 มิ.ย. เวลา 14.00 น. ไปยังท่าอากาศยานกองทัพอากาศปาลาม กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ร่วมพิธีสวดมนต์ถวายในหลวง

นายเกริกพันธุ์กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศจะหารือส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ การเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกัน ฝ่ายอินเดียจะเสนอให้เมืองพุทธคยาเป็นศูนย์รวมด้านจิตวิญญาณและการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในลักษณะของการเดินทางแสวงบุญ ส่วนไทยส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในอินเดีย พร้อมเชิญชวนนักลงทุนอินเดียมาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนายกฯจะเข้าร่วมการสัมมนาทางธุรกิจไทย-อินเดีย ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน เพื่อพบกับภาคเอกชนไทยและอินเดีย วันที่ 18 มิ.ย. นายกฯ และภริยา จะเดินทางไปยังเมืองคยา รัฐพิหาร เป็นประธานในพิธีสวดมนต์และเจริญจิตภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่วัดมหาโพธิ์พุทธคยา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ก่อนจะไปถวายภัตตาหารเพลและปัจจัยไทยทานแด่พระภิกษุสงฆ์ และจะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ประตูใหญ่หน้าพระอุโบสถ ที่วัดไทยพุทธคยา

“กลุ่ม NVPSKG” ยื่น ปปง.ถอนอายัด

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายไพสิฐ อิ่มเจริญกุล ทนายความกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG เข้ายื่นหนังสือและหลักฐานเอกสารต่อ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิเรียกร้องการรับค่าเสียหาย ในโครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน งวดที่ 2 และ 3 ที่กรมควบคุมมลพิษต้องชำระให้กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดรวมมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท โดยนายไพสิฐยืนยันว่า กลุ่มกิจการร่วมค้าฯไม่ได้ทำกระทำความผิดในการให้การสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการทุจริต ตามที่ ปปง.กล่าวหา ข้อกล่าวหาดังกล่าว ป.ป.ช.ได้เคยมีมติไม่ชี้มูลความผิดมาก่อนแล้ว ทาง ปปง. จึงไม่ควรนำมากล่าวหาซ้ำ และขอเรียกร้องให้พิจารณา ข้อเท็จจริงการถูกยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมของกิจการร่วมค้าฯ ซึ่งทำโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับถูกกล่าวอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะจากเหตุผลทางด้านการเมืองในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

รัฐเฉยปล่อย ปปง.ดำเนินการ

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของกลุ่มกิจการร่วมค้าที่จะไปยื่นถอนอายัดได้ภายใน 30 วัน ตามกฎหมายฟอกเงิน ทางเลขา ปปง.ได้แจ้งทางบริษัทร่วมค้าไปเองว่า ได้มีการอายัดไว้หากบริษัทมีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมก็สามารถนำมาแสดงได้ภายใน 30 วันนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิปกติ เมื่อยื่นมา ปปง.ก็จะดูหลักฐานว่าฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าฟังขึ้นก็ปล่อยไป แต่ถ้าฟังไม่ขึ้น ปปง.ก็จะไปฟ้องศาล ขั้นตอนเมื่อไปถึงศาลแล้วอาจจะมีทั้งแพ้และชนะก็ไม่เป็นไร ส่วนท่าทีรัฐบาลช่วงนี้ก็อยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ปปง.ดำเนินการไป

แจงแก้มติ ครม. 10 พ.ค. ปมเหมือง

นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณียกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 พ.ค. เรื่องรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ว่า เป็นการแก้ไขมติ ครม. จึงต้องยกเลิกของเดิมเพื่อออกของใหม่ เพราะมติครั้งแรกจดไม่ตรงกับความเป็นจริงในที่ประชุมขณะนั้น จึงแก้มติให้มีถ้อยคำรัดกุมตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น และมติเดิมตนเป็นผู้ตรวจเอง แต่มีว่าถ้อยคำที่ทำให้เกิดการตีความไปได้อีกแบบจึงแก้ไขเท่านั้น ส่วนการปิดเหมืองทองคำยังคงปิดเหมือนเดิม เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าปี 2560 จะไม่มีเหมืองทองคำ นายวิษณุตอบว่า เรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องไปออกคำสั่งอีกครั้ง เพราะเป็นอำนาจโดยตรง ไม่ใช่อำนาจ ครม. และเรื่องนี้ไม่ได้ใช้คำสั่ง คสช.เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง

“บิ๊กป้อม” ย้ำอียูให้แก้ประมงถึงสิ้นปี

อีกเรื่องหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาตามมาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง ขจัดการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมจาก IUU Fishing ภายหลังสหภาพยุโรป (อียู) ให้เวลาอีก 1 เดือนแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จว่า กระทรวงเกษตรฯรับเรื่องเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมตามคำแนะนำแล้ว โดยให้เวลาไทยถึงสิ้นปีนี้ อียูระบุว่าเราแก้ปัญหามาถูกทางแล้ว แต่ยังไม่หมดและชี้แจงมาให้เรารับทราบ โดย รมว.เกษตรฯรับไปแก้ไข

สปท.ถกปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้าย ตร.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องการวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีสาระสำคัญคือ การแต่งตั้งตำรวจระดับสารวัตรถึงระดับผู้บัญชาการให้พิจารณาเรียงลำดับตามบัญชีอาวุโส ประกอบกับความรู้ความสามารถ และความประพฤติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของตำแหน่งที่ว่าง ส่วนอีกร้อยละ 30 หากจำเป็นให้พิจารณาข้ามลำดับอาวุโสได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. ส่วนการแต่งตั้งตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นไป ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสในบัญชีเท่านั้น เพราะข้าราชการตำรวจในระดับดังกล่าวปฏิบัติราชการมานาน มีความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์ทำงานใกล้เคียงกัน โดยสมาชิก สปท.ส่วนใหญ่ อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายวันชัย สอนศิริ นายนิกร จำนง ต่างอภิปรายสนับสนุนเพื่อเป็นแนวทางผลักดันการปฏิรูปตำรวจ พร้อมเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ให้กำหนดหลักเกณฑ์ประเมินผลงานให้ชัดเจน และควรปฏิรูปตำรวจชั้นประทวนให้มีเงินเดือน สวัสดิการที่ดีควบคู่ด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุม สปท.ลงมติให้ความเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 138 ต่อ 4 งดออกเสียง 24 เพื่อส่งต่อให้ ครม.รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

“ประชา” โดนคดีอาญาอีกล้วงลูก ขรก.

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอนนายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย กรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาดในการพิจารณาการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด อดีต ผอ.องค์การตลาดว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ส่งเรื่องการถอดถอนของนายประชาไปให้ สนช.เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดนายประชาในคดีอาญา ซึ่งจะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญานายประชากรณีนี้ เข้าข่ายผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาด้วย อย่างไร ก็ตาม หลังจากที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา ปรากฏว่าอัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ทางคดีอยู่ จึงส่งเรื่องกลับมาให้ ป.ป.ช.ทบทวน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช.

กทม.ยอม สตง.สอบห้อง “ชายหมู”

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัยวัฒน์ อนันตศานต์ ผอ.สำนักตรวจสอบการบริหารพัสดุและสืบสวนที่ 3 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า สตง.เดินทางมาศาลาว่าการ กทม.เพื่อเข้าพบ นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัด กทม.เพื่อขอตรวจสอบโครงการปรับปรุงห้องทำงานผู้ว่าฯ กทม. และคณะผู้บริหารมูลค่า 16.5 ล้านบาท ที่ สตง. เคยส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า การปรับปรุงตรงตามแบบแปลนและรายละเอียดราคากลาง แต่กรณีความเหมาะสมของอุปกรณ์และราคากลาง สตง.ต้องตรวจสอบอีกครั้ง คาดว่าจะสรุปผลได้ในเดือน มิ.ย. และไม่จำเป็นต้องอายัดการเข้าใช้ห้องทำงานเพราะได้รับความร่วมมือแล้ว

ด้านนายพีระพงษ์กล่าวว่า กทม.ยินดีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ หาก สตง.สงสัยหรือต้องการข้อมูลสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ ซึ่งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง กทม.ได้ส่งให้ สตง.ไปแล้วส่วนหนึ่ง และจะรวบรวมเอกสารทั้งหมดส่ง สตง.ภายในวันที่ 15 มิ.ย. โดยยอมรับว่าการปรับปรุงห้องทำงานได้เริ่มทำไปแล้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้