วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หักมุมการเมืองไม่ใช่เรื่องปาหี่

โดย สายล่อฟ้า

ถ้ายังไม่ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ยังมิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีการทำ “ประชามติ” หรือไม่ อันนี้ว่ากันตามสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง ไม่ได้คิดเป็นอื่น แม้ว่า คสช. รัฐบาลและองค์กรซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบยืนยันว่ายังไงเสียจะต้องเกิดขึ้นแน่

ขนาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยังไม่กล้ายืนยัน แล้วใครจะไปอาจหาญได้ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

“หากมีเหตุยุ่งยากก็ไม่ต้องทำ”

เป็นเสียงของนายกฯลุงตู่ที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดถ้อยชัดคำ

แม้ว่าการทำประชามติจะเอยอย่างไร แต่ก็จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญกันใหม่ โดยไม่ต้องมีการทำประชามติ

เป็นอีกคำพูดหนึ่งของคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายที่มองสถานการณ์ไปข้างหน้า ข้ามคำว่า “ประชามติ” ไปเลย

การทำประชามติเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญให้บรรลุไปสู่การประกาศใช้ หากผ่านก็นำไปใช้อย่างเป็นทางการได้เลย หากไม่ผ่านก็ต้องทำกันใหม่

แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะฝ่ายตรงข้าม คสช. โดยเฉพาะนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. ที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อล้มประชามติ ไม่ต้องการได้รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย นี่คือสาเหตุสำคัญที่วุ่นวายกันอยู่ในขณะนี้

ซึ่งใช้หลายวิธีการเพื่อสร้างกระแสให้ผู้สนับสนุนคล้อยตามหรือโน้มน้าวใจให้เห็นว่าการทำประชามติด้วยการออกกฎกติกาที่เข้มข้นจนไม่สามารถแสดงความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันเป็นจำกัดสิทธิเสรีภาพ

การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมิใช่แค่เฉพาะในส่วนกลาง คือ กรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังมีการจัดตั้งศูนย์นี้ ในจังหวัดต่างๆ กระจายไปทั่วประเทศ

แบบว่า “ป่าล้อมเมือง” เพื่อปิดล้อมเอาไว้ทั้งหมด

เพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างกระแสได้ในวงกว้าง เป็นการเคลื่อนไหวที่หลบเลี่ยงข้อกฎหมาย ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้การทำประชามติเกิดความโปร่งใส

ทั้งที่จริงแล้วก็คือการคว่ำรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องบอกกล่าวกันตรงๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่รับทราบกันดี

กอปรกับการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประชามติ ม.61 (2) ว่าขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วปี 2557 หรือไม่

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ล้วนเป็นเงื่อนไขที่สอดรับกันทั้งสิ้น

สิ่งที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงสถานการณ์และความเป็นไปในทางการเมือง นอกเหนือฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยแล้ว

ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่พูดถึงการทำประชามติ รัฐธรรมนูญแต่มีข้อเสนอถึง คสช.โดยตรงก็คือ ก่อนจะให้มีการเลือกตั้ง จะต้อง มีการปฏิรูปประเทศไทยให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน

เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ เนื่องจากเลือกตั้งไปแล้วทุกอย่างก็จะคืนกลับไปสู่การเมืองเก่าๆอย่างที่ผ่านมา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้

นั่นคือบทสรุปของคำว่า “เสียของ”

คสช.เองก็คงคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เพราะแนวทางการเมืองที่เห็นชัดก็คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ผลักดันให้มี ส.ว. 250 คนมาจากการสรรหา เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 5 ปี ในการปฏิรูปประเทศและแผนพัฒนา 20 ปี

เพียงแต่มีการวางโรดแม็ปด้วยการวางขั้นตอนต่างๆ ก่อนไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สอดรับกับการปฏิรูป จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะมองโลกสวนเกินไป

วันนี้จึงถอยหลังก็ไม่ได้ เดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้.

“สายล่อฟ้า”

13 มิ.ย. 2559 11:09 13 มิ.ย. 2559 11:09 ไทยรัฐ