วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธีรยุทธ บุญมี ตั้งชมรม คนกินข้าว(ไม่กินแกลบ)

คอวรรณกรรมเพื่อชีวิตย่อมรู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียนเจ้าของบทกวีชื่อ เปิบข้าว

บทกวีนี้ศิลปินนำมาใส่ทำนองเพลงขับขาน “เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว...”

เพลงเปิบข้าวกระหึ่มอยู่ในใจของ “คนเดือนตุลา” ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา พ.ศ.2516 และ 6 ตุลา พ.ศ.2519 รวมทั้งธีรยุทธ บุญมี ผู้ตั้งชมรม “คนกินข้าว” (ไม่กินแกลบ) อยู่ด้วย ชมรมนี้เปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ณ อาคารสินธร ถนนวิทยุ กทม. ท่ามกลางศิลปินและนักชิมคับคั่ง และมีอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน มาร่วมงานด้วย

ชื่อชมรม “ผมว่ามันน่ารักดี เพราะคนไทยกินข้าว ประเด็นที่ซ้อนกันอยู่คือ เรากินข้าวแต่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของข้าว อย่างเราจะเลี้ยงอาหารเพื่อนฝูง คนก็มักจะไปเลี้ยงอาหารต่างชาติ...” ส่วนวงเล็บว่า “ไม่กินแกลบ” นั้น “มีนัยมากเลย แต่ไปตีความกันเอาเอง” ธีรยุทธเอ่ยพลางหัวเราะ

เค้าความคิดเรื่องชมรมกินข้าว ธีรยุทธบอกว่าผุดความคิดมากว่า 40 ปีแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ปี พ.ศ.2522 จีนเปิดสงครามสั่งสอนเวียดนาม ที่ส่งกองกำลังเข้ามาตีเขมรแดงที่จีนหนุนหลังอยู่ “ผมอยู่ในป่าประเทศลาว เขาพิพาทกันเราก็ต้องย้ายออก เคลื่อนมาอยู่ที่จังหวัดน่าน เราขวัญและกำลังใจตกมาก จึงมีงานเลี้ยงต้อนรับกัน เวลาที่ชาวบ้านในเขตสู้รบจัดงานต้อนรับนั้น พอดีเป็นฤดูข้าวใหม่ ผมเลยบอกพรรคพวกว่าอยากทดลองกินข้าวใหม่หลายๆพันธุ์ เขาก็จัดข้าวใหม่ที่จังหวัดน่านมาให้ แม้จะเป็นคนญวน (โยนก) แต่ก็ได้ข้าวมาหลายพันธุ์ แต่ละพันธุ์รสหวาน อร่อยประทับใจมาก ทำให้นึกถึงคำบอกเล่าว่ามีข้าวพญาลืมแกง”

วันนั้น “ผมกินแต่ข้าวเหนียว หวานมาก มันเป็นพญาลืมแกงจริงๆ เลย จึงติดใจตลอดมา และคิดว่าพันธุ์ข้าวต่างๆ เป็นเรื่องที่มีคุณค่า” พลางเล่าต่อว่า “อยู่ในป่าต้องซื้อข้าวเปลือกเอาไปตำข้าวกินเอง เราจะได้ข้าวใหม่ที่อร่อย เรายังปลูกผักกินเองด้วย คุณค่าของสด ใหม่ เป็นความวิเศษ เมื่อออกจากป่ามาก็เกิดความคิดตลอดว่า น่าจะส่งเสริมให้เพื่อนๆได้ชิมข้าวอร่อยๆ แต่การจัดให้ได้ข้าวมาชิมกันเป็นเรื่องลำบากมาก เมื่อเร็วๆนี้ผมทราบว่ามีข้าวใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะ อย่างข้าวลืมผัว ข้าวหอมใบเตย เม็ดนก เมื่อเราพอหาได้ก็เลยบอกรุ่นน้องที่เป็นเอ็นจีโอ ให้ช่วยกันหามา จนได้เปิดชมรมฯ และมาชิมข้าวด้วยกัน”

ข้าวที่หายไปหลากพันธุ์ เพราะว่า “ประเด็นหนึ่ง มีปัญหาที่พัฒนาผิดทาง ไปพัฒนาเพื่อการผลิตที่ต้องการปริมาณสูง ใช้พันธุ์ที่ต้องการของตลาด พันธุ์ไหนคนนิยมก็ปลูกกัน ทำให้พันธุ์พื้นเมืองหายไป”

สำหรับทิศทางการพัฒนาของไทย ธีรยุทธบอกว่า “ผมว่าอนาคตน่าจะพัฒนาไปรูปของการบริการมากกว่า เราจะเป็นไฮเทคไม่ได้เพราะพื้นฐานเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณภาพการศึกษาของเราก็ไม่มีคุณภาพมากนัก เราควรจะหันไปทางด้านเศรษฐกิจบริการมากกว่า เรื่องอาหาร การท่องเที่ยว การขนส่ง หรือบริการด้านการเชื่อมโยงในภูมิภาค และที่เราทำได้และทำได้ดีเรื่องหนึ่งคืออาหาร และที่มองเห็นคือ ข้าว แต่เรากลับไม่ให้คุณค่า”

ดังนั้น “เราต้องช่วยกัน ให้คนรู้สึกว่ากินข้าว สัมผัสข้าว ให้รู้รสข้าว ความอร่อยของข้าวและประวัติความเป็นมาของข้าว และรู้ว่าข้าวชนิดไหนเหมาะกับ-กับข้าวอย่างไร วัฒนธรรมจากข้าวมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกเรื่องวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าวเรารื้อฟื้นขึ้นมาได้ อาจจะจัดปีละครั้งหรือตามความเหมาะสม แต่วัฒนธรรมที่ข้าวเป็นอาหารของเรา เราก็สามารถแตกหน่อต่อยอดไปได้”

พันธุ์ข้าวเจ้าที่มีชื่อเสียงก็อย่าง ข้าวหอมนครชัยศรี เลื่องลือกันว่ารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ เมื่อหุงกับน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี จะหอมและรสชาติดี ส่วนพันธุ์อื่นๆ ก็เช่น ข้าวหอมมะลิใบเตย, ข้าวสังข์หยด, ข้าวมันปู, ข้าวผกาอำปึล หรือดอกมะขาม, ข้าวหอมมะลิแดง และข้าวเข็มทอง เป็นต้น

ธีรยุทธบอกว่า ชื่นชอบข้าวเหนียวเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียวเขี้ยวงู, ข้าวลืมผัว, ข้าวนางนวล และข้าวเหนียวเล้าแตก “ผมรู้สึกว่ามันเป็นของวิเศษอย่างหนึ่ง ผมอยากให้เห็นคุณภาพตรงนี้ด้วย อย่างเมื่อก่อนเรากินข้าวเหนียวกับถั่วดำ กับลอดช่องแตงไทย เดี๋ยวนี้คนไทยไม่ค่อยกิน แต่ผมรู้สึกว่า เป็นการมารวมกันได้อย่างลงตัวมาก”

พร้อมบอกขั้นตอนการกินข้าวอย่างมีวัฒนธรรมว่า ข้าวร้อนๆ ขั้นแรกต้องสูดกลิ่นเอาความหอมเข้าไปก่อน ว่าชนิดที่กินนั้นหอมอย่างไร หอมเย็น หอมกรุ่น หรือหอมเหมือนดอกไม้ชนิดใด ขั้นสองใส่ปากค่อยละเลียด เข้าไปว่ามีความนุ่ม อ่อน แข็ง ร่วน หรือผัสสะที่รับนั้นเป็นอย่างไร ขั้นสาม ค่อยๆ เคี้ยวพิจารณาว่ารสข้าวเป็นอย่างไร ผ่านขั้นตอนเหล่านี้แล้ว เราค่อยตักกับเข้ามาประสม แต่ต้องไม่ลืมว่า ถ้าต้องการทราบรสของข้าวสวยร้อนๆ เราต้องตักกับข้าวที่มีรสจืดก่อน เพื่อจะได้รสข้าวที่แท้จริง

เรื่อง “กับข้าว” มีความสำคัญไม่น้อยเหมือนกัน ราชาเพลงลูกทุ่งไทยขวัญใจคนเดิม สายัณห์ สัญญา เคยโด่งดังในเพลง “กินอะไรถึงสวย” เพลงนี้แต่งโดย ชลธี ธารทอง เนื้อเพลงบางท่อนว่า “บอกนิดเถอะน่าคนดี บอกพี่สักคำ งามขำที่บ้านของเจ้า กินข้าวกับอะไร ถึงได้น่ารัก สวยนัก สวยดั่งนางฟ้า...”

แล้วก็มีคำตอบจากผ่องศรี วรนุช โดยคนแต่งเพลงคนเดียวกันว่า “...กินข้าวกับน้ำพริก ซิจ๊ะ ถึงได้สะได้สวย บ้านน้องใช่ร่ำใช่รวย มีแต่กุ้งแต่หอย...”

น้ำพริกนั้นสูตรใครก็ของใคร สำหรับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ชาวบ้านทวน อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี นำน้ำพริกมาให้ชิมในงาน พร้อมบทกวี “พริกแห้งเผาหอมเผากระเทียมเผา เอาลงครกโขลกเคล้าผสมผสาน กะปิเผามะขามเปียกน้ำปลาน้ำตาล พริกเผาเผ็ดเมืองกาญจน์บ้านฉันเอง”

กินน้ำพริกเมืองกาญจน์สูตรศิลปินแห่งชาติแล้ว จะสวยเหมือน ผ่องศรี วรนุช ตอบสายัณห์ สัญญาหรือไม่ก็ตาม เนาวรัตน์บอกว่า “การกินข้าวควรให้รู้รสข้าว รู้ความแตกต่างของข้าวแต่ละชนิด เราจะได้พัฒนาการกินไปอีกระดับหนึ่ง” น่าเสียดายพันธุ์ข้าวที่หายไป เพราะ “เกษตรแบบพันธสัญญา นายทุนมาเป็นเจ้าของที่นา ชาวนาเป็นลูกจ้างปลูกข้าว เลยไม่พิถีพิถันพอที่จะพัฒนาคุณภาพข้าวขึ้นมาได้” ในส่วนของรัฐ “พันธุ์ข้าวต่างๆก็เอาไปคัดสรร เอาไปแยก แต่ไม่ได้นำมาสู่การแพร่กระจาย ปล่อยให้กลายเป็นว่า มีการผูกขาดในการแพร่กระจาย จริงๆถ้าให้ชาวบ้านเขามีอิสระในการคัดเลือกสายพันธุ์ของเขาเองก็จะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ”

สรุปว่า “วิธีการส่งเสริมเกษตรกรในเรื่องการใช้พันธุ์ข้าวไทย ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยว่างั้นเถอะ แต่ถ้าคนกินมีรสนิยมด้วยอย่างนี้ ต่อไปก็จะผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิถีพิถันในเรื่องการคัดพันธุ์ การปลูก คุณภาพของข้าวไทยก็จะพัฒนามากขึ้น” เราต้องไม่ลืมด้วยว่า “ข้าวพันธุ์ดี” ต้องเหมาะกับสภาพของที่นาในแต่ละภาค ดังเนื้อเพลง “รักกับพี่ดีแน่” ขับร้องโดย ดำ แดนสุพรรณ ความว่า “นาดีๆ ควรใช้ข้าวปลูกพันธุ์ดี ข้าวปลูกไม่ดีก็ทำให้เสียที่นา...”

เนาวรัตน์บอกว่า วัฒนธรรมการปลูกข้าว และการกินข้าวของเราเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนจากหม้อหุงข้าวเตาถ่านมาเป็นหม้อหุงข้าวไฟฟ้า และอาหารรสแท้รสแม่ทำมาเป็น “อาหารถุงอาหารถาด”

ธีรยุทธตบท้ายว่า พืชพันธุ์ข้าวเราหายไปมาก ควรหันมาฟื้นฟูด้วยการจัดชมรม ตั้งเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน แม้สภาพการณ์บ้านเมือง การเมือง และเศรษฐกิจจะเจ็บร้อนสะท้อนหนาวอย่างไร วัฒนธรรมไทยก็ยังเป็นวัฒนธรรมของคนกินข้าว

แน่นอน “คนไทยเรากินข้าว ไม่ได้กินแกลบ”.

13 มิ.ย. 2559 10:57 14 มิ.ย. 2559 08:54 ไทยรัฐ