วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพราะ พ.ร.บ.ประชามติ

เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษ คนไทยผู้มีสิทธิทั่วประเทศ จะต้องลงประชามติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังเถียงกันไม่จบในบางประเด็นของ พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งมีปัญหาการตีความและการปฏิบัติ แม้แต่เจ้าหน้าที่ กกต.ก็ไม่สบายใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ กลัวจะถูกจับผิด และ กรธ.ก็เป็นกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของครู ค. ทั่วประเทศ

ประธาน กกต.เป็นห่วงว่าผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง จะไม่สบายใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีผู้คอยจับผิด จึงขอให้ทำงานด้วยความสบายใจ โดยยึดหลักวางตัวเป็นกลาง ไม่ชี้นำ และไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าทำตามนี้จะได้รับการคุ้มครอง ปัญหาทั้งหลายเกิดจาก “กฎเหล็ก” ของกฎหมายประชามติ เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีหน้าที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะพูดถึงแต่ด้านดี

ในเวทีสาธารณะที่ภาคใต้ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม กล่าวถึงสรรพคุณของร่างรัฐธรรมนูญ คือป้องกันคนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ และช่วยดับทุกข์ของแผ่นดิน ส่วนกรรมการ กกต.ชี้แจงว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ต้องคงเอาไว้ เพราะการใช้เสรีภาพของประชาชนต้องอยู่ในขอบเขต หากไม่มีการปรามก่อนลงประชามติ อาจมีความวุ่นวาย

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าใครเป็นต้นคิดในการตั้ง “กฎเหล็ก” ประชามติ เป็นใบสั่งหรือ “ข้อเสนอ” จากฝ่ายใด? แต่จากคำชี้แจงของ กกต.ข้างต้น ทำให้รู้ว่า กกต.มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายที่ยึดแนวทางอำนาจนิยม เชื่อว่าถ้าใช้อำนาจปิดปากผู้เห็นต่างได้ สังคมก็จะสงบเรียบร้อย แต่มีคำถามว่าประชามติ 2550 ทำไมจึงไม่วุ่นวาย ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกในไทย

การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ และร่วมแสดงความคิดเห็นทุกขั้นตอน ส่วนความวิตกเรื่องความวุ่นวาย มีผลการสำรวจความเห็นคนทั่วประเทศ โดยกรุงเทพโพล มีคนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 65.8 กังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ว่าจะเกิดความวุ่นวาย

อีกประเด็นหนึ่งที่มีปัญหา ได้แก่เพลง “7 สิงหาประชามติ ร่วมใจประชาธิปไตยมั่นคง” จัดทำและเผยแพร่โดย กกต.เอง เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ โดยแบ่งเป็นเพลงของแต่ละภาค มีเสียงวิจารณ์ว่าเพลงสำหรับภาคเหนือและภาคอีสานมีเนื้อหาดูหมิ่นคนทั้งสองภาค อีกเพลงถูกมองว่ายกย่องคนภาคใต้ ส่วนเพลงของผู้เห็นต่างที่ไม่รับร่างอาจถูกแบน แม้จะไม่หยาบคายก้าวร้าว

ปัญหาทั้งปวงสืบเนื่องมาจาก พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ให้ประชาชนชี้ขาดในเรื่องสำคัญ จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ประชามติครั้งแรก 2550 เป็นไปด้วยความราบรื่น แต่ประชามติครั้งที่สอง 2559 มีกฎเหล็กปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ทั้งๆที่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน มีบทบัญญัติรับรองเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น.

13 มิ.ย. 2559 09:49 13 มิ.ย. 2559 09:49 ไทยรัฐ