วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กกต.ขู่เพลงหยาบโดนแน่

กกต.ขู่เพลงหยาบโดนแน่

  • Share:

ถ้าไปเล่นหน้าสํานักงาน เวทีประชามติภาคใต้คึกต่อไปเชียงใหม่-โคราช

กกต.เปิดเวทีรณรงค์ประชามติเมืองนครคึกคัก จัดอีโอดีพร้อมเครื่องสแกนวัตถุระเบิด ตรวจเข้มผู้เข้าร่วมงาน มือถือก็ห้ามนำเข้า “นิพิฏฐ์” บ่นพึมบรรยากาศตึงไป เหมือนนั่งในโรงหนังกับทหาร ทำคนเกร็งไม่กล้าพูด อีก 2 เวทีภาคเหนือ-อีสาน อย่าจัดแบบนี้อีก แต่ “สมชัย” เป็นปลื้มบอกเรียบร้อยดี ปลุกคนใช้สิทธิให้ถล่มทลาย เตือนกลุ่มพลเมืองโต้กลับจัดมินิคอนเสิร์ตห้ามป่วน “วิษณุ” ให้เสียงประชามติชี้ชะตาบ้านเมือง มั่นใจกลไกกำจัดคนคิดไม่ซื่อราบคาบ กปปส.ตามกระทุ้งปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กรธ.กุมขมับเอกสารส่งครู ค.ยังพิมพ์ไม่เสร็จ รัฐบาล-คสช.ฮึ่มใส่ จ่อดำเนินคดี นปช.ล้ำเส้น ตอกคนติดคดีดันจะมาปราบโกง “เสรี” เตือน “ณัฐวุฒิ” ย่ามใจระวังนอนคุก “เหวง” ไม่สนขอจองเวรเผด็จการตลอดไป “อภิสิทธิ์” ดักคอ นปช. ห้ามมีเจตนาแอบแฝง โพลยังหนุน “บิ๊กตู่” นั่งผู้นำต่อ

หลังเกิดการกระทบกระทั่งตอบโต้กันระหว่างผู้นำรัฐบาลและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กรณีกลุ่ม นปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญในค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช แต่ถูกผู้ร่วมงานบ่นว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความอึดอัด ขอให้ทบทวนในการจัดงานครั้งต่อไป

กกต.เปิดเวทีรณรงค์เมืองนคร

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 มิ.ย.ที่สโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีชี้แจง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” ครั้งที่ 2 ต่อจากเวทีแรกซึ่งจัดขึ้นที่สโมสรทหารบก กทม. โดยมีผู้แทนจาก 4 ฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี นายประพันธ์ นัยโกวิท และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นผู้แทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายกล้านรงค์ จันทิก นายสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ เป็นผู้แทนของ กกต.

จัดอีโอดีสแกนยิบผู้มาร่วมงาน

ขณะที่ผู้มาร่วมฟังในห้องประชุมประมาณ 600 คน ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการกลุ่ม 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธร ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนพรรคการเมืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส.และแกนนำจากพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายวิทยา แก้วภราดัย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และแกนนำ กปปส. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และประชาชนทั่วไป ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด มีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอีโอดี นำเครื่องสแกนวัตถุระเบิดตรวจบุคคลที่จะเข้าร่วมงานอย่างละเอียด และห้ามนำเครื่องมือสื่อสารหรือโทรศัพท์มือถือทุกชนิดเข้าห้องประชุมเด็ดขาด ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด ผู้เข้าร่วมประชุมต้องวิ่งวุ่นหาที่เก็บโทรศัพท์มือถือที่รถ หรือฝากไว้กับบุคคลด้านนอก

ประชาชนเป็นผู้ตัดสินร่าง รธน.

จากนั้นนายประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. เริ่มชี้แจงเป็นคนแรกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับรองสิทธิประชาชน ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงโดยไม่ต้องร้องขอ หลายประเด็นจึงถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ขณะที่ระบบการเลือกตั้ง ได้ให้ความสำคัญทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชน เราได้กำหนดมาตรการรองรับด้านต่างๆไว้อย่างเต็มที่

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก สนช. กล่าวว่า การที่ สนช.กำหนดให้มีคำถามเพิ่มเติม โดยระบุให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกได้ เพราะเน้นความสำคัญของการปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้เกิดขึ้น ให้ได้ผลสมตามเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้มีเจตนาอื่น

นายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึงคำถามพ่วงจะผ่านหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องตัดสินใจร่วมกัน

กกต.ปลุกใช้สิทธิให้ถล่มทลาย

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า การกำหนดให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ ตรงกับวันที่ 116 หลังจาก กกต.ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายกำหนดว่าต้องจัดการออกเสียงประชามติภายใน 120 วัน หากจะเลื่อนการออกเสียงประชามติต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อวันออกเสียงยังเป็นวันเดิม กกต.ต้องรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ยิ่งออกมามากเท่าใดจะเป็นการพิสูจน์ถึงความชอบธรรมของร่างรัฐธรรมนูญ ผลของประชามติต้องถูกยอมรับทั้งในประเทศและสากล ขอย้ำว่าขณะนี้ทุกคนมีเสรีภาพในการพูด แสดงความคิดเห็น และรณรงค์ได้ แต่ต้องไม่เท็จ ไม่หยาบคาย และไม่ปลุกระดม

“วิษณุ” ให้ประชามติชี้ชะตาชาติ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า สาบานต่อหน้าพระบรมธาตุเมืองนคร ไม่ได้นัดแนะกับผู้ที่มาร่วมงาน เพราะสิ่งที่เสนอมานั้นตรงกับความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ สถานการณ์อันเป็นทุกข์ของแผ่นดินก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก หากเกิดอีกก็ต้องยับยั้ง ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นคำตอบหนึ่งที่จะตอบโจทย์ หากย้อนกลับไปตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาจนถึงเหตุ-การณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. เรามีรัฐบาลถึง 4 รัฐบาลในรอบ 8 ปี เหตุการณ์บ้านเมืองไม่มีความสงบในทุกๆด้าน ผลักดันกฎหมายได้เพียง 120 ฉบับ เพราะมีความขัดแย้งสูง ดังนั้นจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ก็ต้องแก้ทั้งคนและกติกา โดยแก้กติกาอย่าให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ คือสภาพโจทย์และคำตอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำตอบดังกล่าวจะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำประชามติ

แนะ กกต.—รัฐบาลผนึกพลังผลักดัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้แทนแต่ละฝ่ายชี้แจงครบแล้ว ได้เปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมซักถามในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย โดยนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้ ยอมรับว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษ เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ ก็ควรทำให้ประชาชนได้รับรู้มากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องทำความเข้าใจประเด็นคำถามพ่วงเช่นกัน ไม่อยากให้มองประชาชนเป็นจำเลย โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงความคิดเห็นที่ปล่อยให้ประชาชนพูดแล้ว กกต.มาชี้ถูกชี้ผิด ขอให้ กกต.มีความชัดเจนว่าประชาชนสามารถแสดงความเห็นใดได้บ้าง

กปปส.กระทุ้งปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

นายวิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส. กล่าวว่า หากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญและทำกฎหมายลูก คิดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน จึงอยากถามว่าที่ผ่านมามีการพูดถึงการปฏิรูป และ กปปส.เคยบอกว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะหากไม่ปฏิรูปก็จะเข้าสู่วงจรเดิม จึงคิดว่าหลังจากนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาปฏิรูป 10 เดือน ตนไม่ฝากความหวังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำได้ การปฏิรูปตำรวจควรต้องแตะบ้าง ขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ปัญหา และฝากรองนายกฯไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ในเวลาที่เหลือนี้พวกตนอยากเห็นการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หากไม่มีการปฏิรูปเท่ากับการปฏิวัติครั้งนี้เสียของ คนที่เจ็บปวดที่สุดคือประชาชน พวกเราไม่อยากเห็นพวกท่านไปแล้ว คนที่มาทีหลังมาย่ำยีประชาชน ตนเห็นด้วยทั้งรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หาก นปช.ไม่รับ พวกตนรับกันเอง

จี้ กกต.ให้สิทธิฝ่ายไม่รับร่างฯ

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า บรรยากาศแบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย และไม่ได้รู้สึกว่าผ่อนคลาย จึงอยากฝาก กกต. ว่าการแสดงความเห็นของประชาชนควรเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้เห็นว่าสิทธิของผู้ไม่รับร่างมีน้อยกว่าผู้รับร่าง หากไม่เท่าเทียมกันเกรงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ มองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติกับนักการเมืองมากเกินไป เช่น อำนาจการพิจารณางบประมาณของ ส.ส. การขาดคุณสมบัติหากถูกศาลตัดสินจำคุก ทำให้ ส.ส.ไม่มีความสง่างาม เพราะกลัวโดนฟ้องคดี

มั่นใจกลไกกำจัดคนที่คิดไม่ซื่อ

นายวิษณุชี้แจงอีกครั้งว่า ที่นายชินวรณ์บอกว่ารัฐธรรมนูญเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไม่ได้ มันก็จริง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน แม้เปลี่ยนไม่ได้แต่จะระวังมากขึ้น คือใครมาเป็นรัฐบาลจะยากลำบากจนไม่น่ามาเล่นการเมือง เพราะต้องถูกเอกซเรย์จากมาตรการและเครื่องมือที่กำหนดไว้จำนวนมาก และมีข้อที่น่าอึดอัดมากโดยเฉพาะคนที่คิดไม่ซื่อ เนื่องจากกติกามีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบโดยสภา รวมถึงองค์กรอิสระด้วย ส่วนกรณีที่นายวิทยาขอให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น พูดง่ายแต่ทำยาก การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดต้องมีคนคัดค้านเสมอ เพราะคนเราย่อมมีความเห็นต่าง ความขัดแย้งก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ บางครั้งไม่ ขัดแย้งก็หาเรื่องให้ขัดแย้ง จึงไม่สำเร็จ ดังนั้น สิ่งที่ พอจะทำได้ขอให้ริเริ่มปฏิรูปบางอย่างไปก่อนบ้าง เหลือเชื้อไว้ให้คนที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการต่อไป เพราะเชื่อว่าเขาจะมีศิลปะในการดำเนินการเพื่อลดความขัดแย้ง

หยอดหวานได้ข้อคิดดีๆกลับบ้าน

นายวิษณุกล่าวอีกว่า เวทีครั้งแรกที่จัดขึ้นมีพรรคการเมืองเข้าร่วมเกือบครบ เปิดโอกาสให้ทุกคน ซักถาม ทำให้สุดท้ายจบลงบรรยากาศดีอย่างน่าอัศจรรย์ มาถึงวันนี้เป็นเวทีที่จำลองรูปแบบได้คล้ายกัน เพียงแต่ไม่ได้เปิดให้ซักถามกันทุกคน แม้ไม่ได้ถามกันทุกคน แต่ก็เป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ เป็นรูปแบบที่ดี แต่อาจต้องปรับปรุงรูปแบบให้ดีขึ้น วันนี้ตนได้ข้อคิดดีๆจากหลายคน ซึ่งจดรายละเอียดไว้หมดแล้ว

พอใจจัดเวทีราบรื่นเรียบร้อยดี

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ภาพรวมของการจัดเวทีวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นไปอย่างเรียบร้อย กกต.จะนำไปเป็นรูปแบบ การจัดงานครั้งต่อไปที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครราชสีมา ส่วนการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องให้พิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหรือไม่นั้น กกต.และ สนช.จะส่งตัวแทนเข้าชี้แจงภายในสัปดาห์หน้า และต้องรอว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่ยืนยันว่าต้องคงมาตรา 61 วรรคสองเอาไว้ ทุกวันนี้เริ่มเห็นความจำเป็นในมาตรา 61 วรรคสอง เริ่มมีการปลุกระดมด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จแล้ว หากไม่มีการปรามกันภายใน 2 เดือนก่อนการออกเสียงประชามติ อาจมีความวุ่นวาย แม้จะมีกฎหมายอื่น รองรับแต่เกรงว่าจะไม่เพียงพอ

เตือนพลเมืองโต้กลับจัดคอนเสิร์ต

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มพลเมืองโต้กลับ เตรียมเปิดแสดงมินิคอนเสิร์ตเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่หน้าสำนักงาน กกต. ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ว่า เป็นสิทธิของประชาชนที่จะร้องเพลงอะไรก็ได้ หรือจะแสดงอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือนำไปสู่การสร้างความรุนแรง ปั่นป่วน วุ่นวาย เมื่อใดก็ตามที่ร้องเพลงนั้นอย่างมีเหตุผล ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือมีถ้อยคำหยาบคาย นำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าไม่ผิด แต่ หากว่ามาร้องเพลงที่หน้าสำนักงาน กกต. และมีเนื้อหา ที่หยาบคาย เป็นเท็จ กกต.ก็จำเป็นต้องดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง

“นิพิฏฐ์” จี้ กกต.เลิกจัดในค่ายทหาร

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กล่าวว่า การจัดเวทีของ กกต.ครั้งนี้ เห็นว่าต้องปรับรูปแบบ เพราะบรรยากาศไม่ดีเลย เหมือนนั่งในโรงภาพยนตร์มีทหารนั่งรวมอยู่ด้วย บรรยากาศตึงไป เหมือนเราถูกชักจูงให้มาฟัง จัดในค่ายทหารอาจทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกร็ง ไม่มีใครกล้าแสดงความไม่เห็นด้วย ทราบว่าจะจัดแบบนี้อีก 2 ครั้ง ที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครราชสีมา ในค่ายทหารอีก คิดว่าควรออกจากค่ายทหาร น่าจะไปจัดที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา บรรยากาศจะดีกว่านี้ ส่วนเนื้อหาที่ชี้แจงเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ทั้งสาระร่างรัฐธรรมนูญ หรือคำถามพ่วง ส่วนกรณีแอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้ประชามติ” ของ กกต. ที่ไม่ให้ใช้คำว่า “ไม่รับ” เพราะถือเป็นคำไม่สุภาพนั้น กกต.ควรทบทวนแอพฯนี้ เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม ไม่ถูกหลักการประชามติ

กรธ.ปวดหัวเอกสารยังไม่เสร็จ

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงการ ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์และชี้แจงเนื้อหาพร้อมทำความเข้าใจสาระของร่างรัฐธรรมนูญต่อวิทยากรระดับ หมู่บ้าน (ครู ค.) ว่า ยังมีประเด็นที่ กรธ.ปวดหัว เนื่องจากการจัดเวทีดังกล่าวมีจำนวนมาก ทำให้ กรธ.อาจเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง รวมถึงการจัดอบรมดังกล่าวต้องมีเอกสารประกอบการอธิบาย และชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่ขณะนี้เอกสารยังผลิตไม่เสร็จ และคาดว่าจะไม่เพียงพอที่จะแจกจ่ายให้วิทยากรระดับหมู่บ้าน ส่วนการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมใด ที่ กรธ.ต้องชี้แจง หรือทำความเข้าใจเป็นพิเศษ

ให้อิสระ กรธ.แจงหากเจอบิดเบือน

นายอุดมกล่าวอีกว่า แผนชี้แจงและทำความเข้าใจต่อประชาชน ในประเด็นที่มีผู้บิดเบือนหรือนำเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงไปเผยแพร่สู่สาธารณะ กรธ.มีความเห็นว่า กรธ.ทุกคนไม่เฉพาะโฆษก มีอิสระที่จะแสดงความเห็นหรือชี้แจงประเด็นที่พบการบิดเบือนได้ เช่น เรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ถูกระบุว่าอาจยกเลิกหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ มี กรธ.ท่านหนึ่งได้ชี้แจงในประเด็นที่อาจสื่อความไปถึงการตัดสินใจต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ยืนยันว่านโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคจะไม่ถูกยกเลิก ไม่ถือเป็นเจตนาของการชี้แจงที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริง เพราะถือเป็นการอธิบายเจตนารมณ์ของเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.เขียนไว้

เตือน “ณัฐวุฒิ” ย่ามใจระวังนอนคุก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. วิจารณ์นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ว่า ทำตัวเป็นงูเหลือมแอบอยู่ในโถส้วมว่า ในสถานการณ์แบบนี้ อะไรที่ขัดแย้งหรือพูดแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกัน จะกลายเป็นประเด็นปัญหา ไม่มีโอกาสปรองดองกันได้ แม้บางครั้งการพูดอาจไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่การพูดถ้าออกแนวว่ากล่าวคนอื่นโดยไม่ระมัดระวัง ก็เสี่ยงจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท อย่าลืมว่าการได้รับ การรอลงอาญาไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก อย่าคิดว่าอยาก จะพูด หรือเอ่ยชื่อใครแล้วคงไม่ติดคุก แม้สถานการณ์วันนี้จะยังไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรา 44 มาระงับเหตุ แต่ตนว่าน่าเป็นห่วง การใช้ถ้อยคำลักษณะนี้ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ความขัดแย้งตึงเครียดขึ้น จะไปสุกงอม ตอนใกล้ประชามติ กลายเป็นไปบีบคั้น คสช.กับรัฐบาล ให้ต้องออกมารักษาความสงบในช่วงนั้น เหมือน กับวางแผนไม่ให้มีการทำประชามติเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาล คสช.ต้องอดทน อย่าไปตกหลุมพรางเหล่านี้

ตอก นปช.ติดคดีดันมาปราบโกง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่พูดกดดันรัฐบาลทำนองหากไม่ยอมให้เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ แสดงว่ารัฐบาลตั้งใจจะโกงประชามติ ว่า การคิดจะตั้งศูนย์หรือกลุ่มกองอะไร ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ามีหน้าที่ตามกฎหมาย จะได้รับความเชื่อถือหรือไม่ หากผู้กระทำยังมีคดีความติดตัว การมาเสนอตัวช่วยรักษากฎหมายคงดูแปลกประหลาด เพราะคนที่จะทำหน้าที่นี้ไม่ควรมีประวัติด่างพร้อย ที่สำคัญต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง และฝากถึงกลุ่ม นปช. ว่า คำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 ห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ยังมีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีหน้าที่ต้องเข้าไปติดตามดูแล หากคิดอยากจะช่วยชาติโดยบริสุทธิ์ใจ ควรใช้สรรพกำลังที่มีอยู่ไปติดตามเงินงบประมาณแผ่นดินที่ถูกนักการเมืองโกงไปจะดีกว่า ทั้งคดีจำนำข้าว การโกงในโครงการบ้านเอื้ออาทร การฉ้อโกงในคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย เหล่านี้เป็นการโกงที่เกิดขึ้นแล้ว และประเทศชาติเสียหายแล้วชัดเจน

คสช.ฮึ่มจ่อแจ้งความดำเนินคดี

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า ตามที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ระบุว่าถูกทหารข่มขู่แกนนำ นปช.สั่งห้ามเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติในภูมิภาค ว่า คสช.ได้ติดตามการเคลื่อนไหวและมีข้อสังเกตว่ากลุ่ม นปช.เคยเป็นคู่ขัดแย้งมาก่อน และมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง การออกมาเคลื่อนไหวน่าจะมีนัยแอบแฝงทางการเมือง จนนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย ผู้เคลื่อนไหวเคยลงนามในประกาศ คสช.ฉบับที่ 39/2557 และฉบับที่ 3/2558 โดยตกลงกันไว้ว่าที่จะไม่เคลื่อนไหวและเดินทางออกนอกประเทศ การเคลื่อนไหวทางการเมือง คสช.ยังไม่อนุญาตให้กระทำได้ หากกลุ่ม นปช.ยังเคลื่อนไหวอยู่ก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม บทบาทและจุดยืนของคนเห็นต่าง ย่อมต้องดำรงสถานะทางการเมืองเพื่อรักษาฐานมวลชนไว้ ตรงนี้เราเข้าใจพวกเขาต้องพยายามมีกิจกรรมเพื่อบ่งบอกว่ายังมีมวลชนอยู่ ถ้าไม่เคลื่อนไหวเลยคงไม่มีมวลชน

โต้ลั่นไม่เคยคุกคามคนเห็นต่าง

เมื่อถามว่านายจตุพรระบุว่ามีทหารไปคุกคามไม่ให้เปิดศูนย์ฯตามพื้นที่ต่างๆ พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวว่า คสช.ไม่ไปคุกคามใคร เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น อาจแปลเจตนาว่าการไปทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เป็นการคุกคาม เพราะทหารมีอยู่ทุกพื้นที่ ถ้าอะไรที่ไม่ชอบมาพากล เราต้องไปบอกกล่าวตักเตือน แต่การที่พวกเขาอาจใช้คำพูดเช่นนี้ คงหวังจะบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าเป็นการคุกคาม ขอย้ำว่าข้อเท็จจริงเป็นการไปชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และทำผิดกฎหมาย

“เหวง” จองเวรเผด็จการตลอดไป

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณี พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสข. ระบุว่า นปช.เป็นคู่ขัดแย้ง และมีผลประโยชน์ทางการเมือง ว่า นปช.เป็นคู่ขัดแย้งกับเผด็จการรัฐประหาร และจะเป็นตลอดไป จนกว่าเผด็จการรัฐประหารจะหมดจากประเทศไทย การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติไม่มีนัยแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะกลุ่ม เพราะจุดยืนของเราชัดเจนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนคนอื่นจะรับหรือไม่เป็นเรื่องของเขา และมองว่า คสช.ต่างหากที่จะได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะได้เป็นคนแต่งตั้ง ส.ว.สรรหา ที่จะมีอำนาจควบคุมการปฏิรูปอย่างน้อย 5 ปี ดังนั้น สิ่งที่ พ.อ.ปิยพงศ์พูดมาจึงฟังไม่ขึ้น เพราะทั่วโลก ไม่ว่าเลือกตั้ง หรือทำประชามติ ล้วนให้ประชาชนได้มีส่วนเข้าร่วมในการจับโกง

เชื่อทุกฝ่ายอยากให้ คสช.ไปเร็วๆ

วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน เท่าที่คุยกับผู้คน ผู้ที่ไม่ต้องการให้ผ่าน มีเหตุผล 2 ข้อ คือ ที่มาไม่ชอบธรรม กับเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะผู้ที่ต้องการให้ผ่าน มีเหตุผล 2 ข้อเช่นกัน คือ อยากให้ “พวกนี้” ไปเร็วๆ และอยากให้เลือกตั้งเร็วๆ บ้านเมืองจะได้ดีขึ้น ส่วนทำไมคิดว่าต้องผ่านถึงจะมีเลือกตั้งนั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พูดแล้วว่าผ่านหรือไม่ผ่านก็จะมีเลือกตั้งตามกำหนด ฉะนั้นไม่ผ่านก็มีการเลือกตั้งอยู่ดี แต่ถ้าไม่เชื่อคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ถึงผ่านก็อาจไม่มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่หรือ ที่สำคัญพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยยังไม่รับรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาว่าอย่างไร และฝากถึง กกต.ปล่อยให้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ถูกทำให้เข้าใจว่า จะพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญในทางไม่ดี ผิดกฎหมาย ได้อย่างไร

ขอเยาวชนอย่ารังเกียจการเมือง

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่โรงแรมอะเดรียติคพาเลซ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายเรื่อง “การสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานจิตอาสา” จัดโดยสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ว่าต้องยอมรับว่าปัญหาทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ของคนไทย ไม่ว่าจะมีกฎหมายที่เข้มข้นขนาดไหน แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงค่านิยมหรือทัศนคติ ปัญหาก็จะไม่หมดไป การทำให้สังคมดีขึ้นไม่สามารถเนรมิตขึ้นมาได้ด้วยใครคนหนึ่ง หรือจะใช้มาตรา 44 สั่งก็ทำไม่ได้ เป้าหมายสำคัญ คือ การเป็นสังคมประชาธิปไตย ขณะเดียวกันกฎหมายใหม่ก็ไม่ควรก้าวถอยหลัง เช่น การประกันการเรียนฟรี 15 ปี และเรื่องสิทธิชุมชน ที่มีผู้ออกมาเรียกร้องว่าลดน้อยลงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เยาวชนไม่ควรรังเกียจเรื่องการเมือง ซึ่งทุกคนที่มีอำนาจ ถือเป็นนักการเมือง แม้แต่คนที่ออกมาต่อว่านักการเมืองอยู่ทุกวัน ก็ต้องถือเป็นนักการเมือง เพียงแต่จะยอมรับหรือไม่เท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือ การช่วยกันสร้างระบบการเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดักคอ นปช.อย่าตั้งศูนย์แอบแฝง

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่ศาลอุธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำคุกนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ฐานหมิ่นประมาท ว่า ขอบคุณที่ศาลให้ความเป็นธรรม เพราะข้อกล่าวหาที่นายจตุพรใช้กับตนรุนแรงมาก ต้องการให้ความจริงปรากฏ ไม่อยากให้เอาความเท็จมากล่าวหาใส่ความกัน ส่วนการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของกลุ่ม นปช. ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะช่วยกันสอดส่องดูแล ไม่อยากให้ นปช.นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ส่วนกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.จ้องจับผิดฝ่ายการเมืองและประชาชนที่วิจารณ์การทำประชามตินั้น อยากให้ กกต.ยืนยันให้หนักแน่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพื่อทำให้บรรยากาศในประเทศดีขึ้น ยังเป็นห่วงเรื่องการใช้ทรัพยากรบุคคลของรัฐ ถ้าจะให้ชี้แจงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องชี้แจงแค่เนื้อหาสาระเท่านั้น แต่ไม่ควรให้เหตุผล เพราะจะถูกมองว่าเป็นการชี้นำได้ ตามหลักสากลเขาจะระมัดระวังเรื่องการใช้ทรัพยากรบุคคลมาก

ผู้มีอำนาจ-กกต.ควรทบทวนท่าที

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากให้ กกต.และผู้มีอำนาจปรับท่าทีใหม่ ให้เวทีกับประชาชนพูดทั้ง 2 ด้าน ป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนกลไกของรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้สิทธิประชาชนมากกว่าไปชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเสียเอง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าร่วมชี้แจงแสดงจุดยืน เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับตีความมาตรา 61 วรรคสอง จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ถ้าไม่ตีความมาตราดังกล่าวกว้างจนเกินไป การทำประชามติก็พอไปได้ แต่ถ้ามีความชัดเจนในข้อกฎหมายก็จะเป็นผลดี และหาก กกต.ไม่ปรับท่าที ตนเป็นห่วง เพราะเราต้องการให้กระบวนการนี้ ให้ความชอบธรรมกับการตัดสินใจของประชาชน

จี้รัฐสอบเบื้องหลังศูนย์ปราบโกงฯ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่กลุ่ม นปช.ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้หยุดคุกคามศูนย์ปราบโกงประชามติ เป็นการดิ้นรนจัดงานอีเวนต์การเมืองของคนเสื้อแดง เพื่อโหนกระแสประชามติ เมื่อประธาน นปช.และคณะลงทุนยื่นถึงนายกฯอย่างเป็นทางการ จึงควรสนองด้วยการตรวจสอบว่ากลุ่ม นปช.จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีท่อน้ำเลี้ยงมาจากที่ใด เชื่อมโยงใคร ใครเกี่ยวข้องบ้าง ควรเช็กประวัติว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีใดบ้าง คดีอยู่ในขั้นตอนใด คนกลุ่มนี้มารวมตัวกันมักเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับบ้านเมือง แล้วให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ศูนย์ปราบโกงฯนี้ต่างกับศูนย์เสื้อแดงตรงไหน ทั้งบุคลากร รูปแบบ ความคิด วิธีการ เงินทุน สถานที่ตั้ง แนวร่วม และสื่อที่สนับสนุน เป็นเครือข่ายของระบอบทักษิณและ นปช.ทั้งสิ้น แล้วรัฐบาลจะให้คนพวกนี้สร้างภาพหลอกลวงประชาชนหรือและขอให้หน่วยงานเป็นกลางทำโพลถามประชาชนสั้นๆว่าควรยุบศูนย์ปราบโกงฯหรือไม่

สปท.โวปฏิรูปอัพเกรดประเทศ

อีกเรื่อง นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศผ่านมา 2 ปีหากพิจารณาจากผลการประเมินของ 5 องค์กรระดับโลก บ่งชี้ว่าการปฏิรูป 2 ปี เริ่มเห็นการขยับอัพเกรดในทิศทางที่ดีขึ้น โดยพิจารณาจากผลการประเมิน 5 เรื่อง 1.ธนาคารโลกปรับตัวเลขประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2559 ดีขึ้น 2. ศักยภาพการแข่งขันปี 2559 ของไทยดีขึ้น 3.กทม.คว้าแชมป์โลกที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก แซงมหานครลอนดอน 4.ได้รับการจัดอันดับ ว่าเป็นประเทศดีที่สุดอันดับ 21 ของโลก และอันดับ 5 ของเอเชีย เป็นรองแค่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลี และ 5.ได้รับการจัดอันดับว่ามีการบริการสุขภาพของระบบสาธารณสุขดีที่สุดอันดับ 4 ของโลก และดีที่สุดอันดับ 2 ของโลกในการแก้ปัญหาการติดต่อของโรคเอดส์และซิฟิลิสจากแม่สู่ลูก

“พิชัย” ชี้เป้าทีม ศก.คือจุดอ่อน

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีกระแสข่าวจะปรับคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่เห็นมีรายชื่อปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งที่ทราบกันดีว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ จึงอยากให้ทีมเศรษฐกิจตอบคำถามดังนี้ 1.การที่เวิลด์แบงก์บอกว่าไทยจะโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่ทีมเศรษฐกิจกลับดีใจ แสดงว่าปีนี้พอใจที่จะโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ 2.การที่ไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์บอกไทยโตต่ำสุดในอาเซียน ทีมเศรษฐกิจเห็นด้วยหรือไม่ จะแก้ไขอย่างไร 3.การที่บางธนาคารกำหนดดอกเบี้ยที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ แสดงถึงเงินล้นแบงก์ และหนี้เสียยังเพิ่มไม่หยุด แปลว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นใช่หรือไม่ 4.การลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศที่ลดลงมาก แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่หดหายใช่หรือไม่ 5.การอาศัยการลงทุนจากภาครัฐอย่างเดียว จะทำให้เศรษฐกิจโตต่อเนื่องได้หรือไม่

จะเพิ่มรายได้ประชาชนอย่างไร

นายพิชัยกล่าวต่อว่า 6.ยอดการส่งออกที่ลดลงและการลงทุนก็ยิ่งลดลง จะยิ่งทำให้การส่งออกในอนาคตยิ่งลดลงใช่หรือไม่ 7.รายได้ประชาชนลดลงถ้วนหน้า รัฐบาลจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างไร 8.รัฐธรรมนูญใหม่หากไม่เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ หากทีมเศรษฐกิจสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พอใจ รัฐบาลก็ควรพิจารณาความเหมาะสมเพื่อไม่ให้ประชาชนลำบากไปมากกว่านี้

“ยิ่งลักษณ์” ขยับขึ้นเมืองลำปาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่สนามบินจังหวัดลำปาง โดยมีมวลชนผู้สนับสนุนมารอต้อนรับกว่า 300 คน นำโดยอดีต ส.ส.ลำปางพรรคเพื่อไทย อาทิ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร น.ส.ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงจากเครื่องเพื่อเดินเข้าห้องรับรองพิเศษ กลุ่มมวลชนพากันรุมล้อมทักทายและให้กำลังใจ มีการมอบช่อดอกกุหลาบสีแดงพร้อมตะโกนสู้ๆ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวทักทายตอบเป็นภาษาพื้นเมือง

โพลชี้คนยังหนุน “บิ๊กตู่” นั่งผู้นำ

อีกเรื่อง กรุงเทพโพล เปิดผลสำรวจ “หลังผ่าน 2 เดือนประชาชนคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญ” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 ไม่เห็นด้วยถ้าจะต้องเลื่อนวันลงประชามติจากวันที่ 7 ส.ค. ออกไป นอกจากนี้ร้อยละ 46.8 เห็นว่าควรมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงตัวร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อลดความขัดแย้งให้กับทุกกลุ่ม แต่ร้อยละ 38.2 เห็นว่าไม่ควรแก้ไข ส่วนความกังวลต่อการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง และการก่อความไม่สงบ เมื่อใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พบว่าร้อยละ 65.8 มีความกังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด มีร้อยละ 28.9 ที่ระบุว่ากังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และยังพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 63 ยังคงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ มีแค่ร้อยละ 21.2 ที่ไม่สนับสนุน

ให้ใช้มาตรา 44 ต่อไปอีกระยะ

ด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจ “การใช้มาตรา 44 ณ วันนี้” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 80.60 ระบุว่าทำให้บ้านเมืองสงบ เป็นระเบียบมากขึ้น ช่วยลดความขัดแย้ง รองลงมาคือ อยากให้นำมาใช้ให้เหมาะสม เป็นเผด็จการ ใช้อำนาจมากเกินไป จำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 81.39 อยากให้ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน รองลงมาคือ ปราบปรามทุจริต ตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของรัฐ การดูแลรักษาความสงบของบ้านเมือง สร้างสามัคคีปรองดอง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่ควรหยุดใช้ เพราะบ้านเมืองมีหลายปัญหาที่ต้องจัดการ ควรใช้ต่อไปอีกสักระยะ และยังเห็นว่ามีผลดี มากกว่าผลเสีย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้