วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กับโฉมหน้าจิตรกร

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ก่อนที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และฆ่าประชาชนบริสุทธิ์กว่า 17 ล้านคนอย่างเหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้โลกตะลึงในความอำมหิตผิดมนุษย์มนานั้น เขาเคยเป็นจิตรกรหนุ่ม ผู้มีหัวใจอ่อนไหว ละเมียดละไม และได้สร้างสรรค์ภาพสีน้ำสวยหวานจรรโลงใจไว้มากมาย

นับตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ฮิตเลอร์ได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการวาดรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดในหมู่ครูที่โรงเรียนมัธยม เช่นเดียวกับความเกียจคร้านไม่เอาใจใส่ใจการเรียนของเขา พออายุ 16 ปี เขาก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน

พ่อของฮิตเลอร์ไม่ชอบเสียเลยที่ลูกชายมีใจรักในศิลปะ อยากให้ลูกชายมีงานมีการที่มั่นคง เป็นเหตุให้ต้องขัดแย้งกันเรื่อยมา ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่มีความสุข มีปมด้อย เรียนก็ไม่เอาไหน เมื่อพ่อเสียชีวิต ฮิตเลอร์เหมือนได้รับอิสรภาพ ในฤดูร้อนของปี 1906 หนุ่มน้อยฮิตเลอร์วัย 17 ก็เดินทางมุ่งสู่กรุงเวียนนาเป็นครั้งแรก ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของโลกทางด้านศิลปะ ดนตรีและวัฒนธรรมเก่าแก่ของยุโรป ฮิตเลอร์ไม่ได้ไปดื่มเหล้าเมายาหรือเล่นเกกมะเหรกเกเรตามซอกซอยที่ไหน หากแต่ไปดูโอเปร่า ศึกษาภาพเขียนตามพิพิธภัณฑ์ นั่งชมวิวริมแม่น้ำดานูบ พลางฝันถึงการได้เป็นจิตรกรมีชื่อ มีชีวิตอิสระ ไม่ต้องทำงานประจำอันซ้ำซากจำเจ และอยู่ใต้คำสั่งของคนอื่น

ในภายหลัง ฮิตเลอร์มักรำพึงรำพันถึงชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่ได้เตร็ดเตร่เที่ยวไปตามใจนี้ว่า เป็นช่วงที่เขามีความสุข “ที่สุด” ในชีวิต

ที่นี่เอง ฮิตเลอร์ได้พบความลุ่มหลงในสถาปัตยกรรม บางครั้งเขายืนอยู่เป็นนานหลายชั่วโมง สายตาดื่มด่ำไล่ไปตามเค้าโครงของโรงละครเวทีและตึกรัฐสภาอันอลังการสง่างาม และสามารถวาดขึ้นจากความทรงจำ
โดยอาศัยเห็นเพียงครั้งเดียว

นัก (ไม่ได้) เรียนศิลปะ

ในปี 1907 แม่ของฮิตเลอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ฮิตเลอร์ในวัย 18 ปีตัดสินใจนำเงินมรดกที่ได้รับไปเป็นทุนเรียนต่อที่สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งเวียนนา แต่เขาสอบไม่ผ่าน ด้วยเหตุผลว่า “ความสามารถยังไม่ดีพอ” พร้อมทั้งได้รับคำชี้แนะว่า “ควรจะไปเอาดีทางด้านสถาปัตยกรรม”

หนุ่มน้อยฮิตเลอร์กลุ้มอกกลุ้มใจและระบายลงในสมุดไดอารี่ “ผมรู้เลยว่า สักวันหนึ่งผมควรจะไปเป็นสถาปนิก แต่หนทางก็ช่างลำบากยากเย็นเหลือเชื่อ เพราะจะเข้าเรียนต่อทางด้านสถาปัตยกรรมได้ ก็ต้องอาศัยวิชาต่างๆที่ผมเกลียดและไม่เคยสนใจเรียนเลยในสมัยมัธยม ความฝันในอาชีพทางศิลปะนี้ ดูไกลเกินเอื้อม”

ฮิตเลอร์ไม่มีวุฒิมัธยมปลาย จึงเข้าศึกษาต่อทางสถาปัตยกรรมไม่ได้ เขาก็ยังไม่ย่อท้อ ตัดสินใจสอบเข้าสถาบันวิจิตรศิลป์แห่งเวียนนาอีกในปี 1908 แต่ก็ต้องผิดหวังเป็นหนสอง

จิตรกรไร้ที่พำนัก

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1910 ฮิตเลอร์ซึ่งเป็นจิตรกรไร้สำนักในเวียนนามาหลายปี ก็มีสถานะเพิ่มขึ้นเป็นจิตรกรไร้ที่พำนัก เงินที่เอาติดตัวมาก็หมดลง จำต้องย้ายไปอยู่สถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน วางมือจากพู่กันเป็นครั้งคราวเพื่อไปรับจ้างสารพัด เช่น กวาดหิมะ และแบกกระเป๋าตามสถานีรถไฟ จนกระทั่งมารู้จักกับไรน์โฮลด์ ฮานิช ซึ่งอาศัยอยู่ที่เดียวกัน เขาเห็นลู่ทางหาเงินโดยให้ฮิตเลอร์วาดภาพสถานที่สำคัญๆในกรุงเวียนนา ลอกเลียนจากโปสต์การ์ด ส่วนเขาก็ออกไปเร่ขายภาพให้กับนักท่องเที่ยวและร้านรวงต่างๆ ที่เอาไปใส่กรอบรูปเพื่อไม่ให้มันดูว่างโล่งตา...ก็เท่านั้นเอง

ภาพเหล่านี้เป็นภาพโหลที่วาดลวกๆอย่างรวดเร็วไปตามจังหวะเสียงท้องร้องจ๊อกๆ รวมแล้วนับพันภาพ ซึ่งก็ช่วยประทังชีวิตของเขาไปได้ระยะหนึ่ง สุดท้ายเกิดขัดแย้งกันเรื่องเงิน ความเป็นหุ้นส่วนขาดสะบั้นลง อันว่าหัวใจของศิลปินนั้นแสนจะบอบบาง ฆ่าได้แต่โกงไม่ได้ ในปี 1938 เมื่อฮิตเลอร์มีอำนาจ เขาก็ไม่ลืมที่จะสั่งตามล่าฮาร์นิชและฆ่าทิ้ง เพื่อชำระความแค้นที่มีมาตั้งแต่ 29 ปีก่อน

ฮิตเลอร์ใช้ชีวิตอยู่สถานสงเคราะห์คนไร้บ้านอีกหลายปีจนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 1913 เขาได้รับที่ดินก้อนสุดท้ายจากพ่อที่เสียชีวิตไป จิตรกรที่สิ้นไร้อนาคต จึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่บ้านเกิดในเยอรมนี

พลทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1

ในปี 1914 ชีวิตจิตรกรของฮิตเลอร์ก็มีอันเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาไปเข้าร่วมกองทัพเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างนี้ก็ยังคงสร้างงานศิลปะกลางสนามรบ หรือวาดการ์ตูนลงในวารสารของกองทัพ พลทหารฮิตเลอร์ได้รับเหรียญกล้าหาญถึงสองเหรียญ ต่อมาเขาได้รับบาดเจ็บจากระเบิด ขณะที่นอนพักฟื้นอยู่นี่เอง เขาเล่าว่า “ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น ผมจะปลดปล่อยเยอรมนี ทำให้เยอรมนีกลายเป็นมหาอาณาจักร ผมรู้ในเดี๋ยวนั้นเองว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง”

แม้ร่างกายจะทุกข์ทรมาน แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างรักษาไม่หาย คือการที่เยอรมนีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกยึดดินแดนบางส่วนไป รวมทั้งต้องกลายเป็นฝ่ายผิดและชดใช้ค่าเสียหายให้กับประเทศต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในการลงนามสงบศึก

ระหว่างนอนพักรักษาตัว เลือดรักชาติในตัวฮิตเลอร์กลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆมาบัดนี้ เขาค้นพบความลุ่มหลงในสงคราม เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพบความงามในสถาปัตยกรรม

วิกฤตการณ์สร้างผู้นำเผด็จการ

สนธิสัญญาแวร์ซายเป็นผลให้เยอรมนีถูกบีบคั้นทั้งในทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจอย่างหนัก ประชาชนเสียขวัญกำลังใจ ต้องประสบความยากจนและอดอยากเป็นจำนวนมาก ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดหลังสงครามนี้เอง เป็นจุดวิกฤติที่พลิกชีวิตให้ฮิตเลอร์ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และมีบทบาททางการเมือง

ฮิตเลอร์ค้นพบว่าเขามีฝีปากคมคาย สามารถพูดโน้มน้าวจิตใจคนได้ดียิ่งจนประชาชนพากันเชื่อถือ เขาเข้าร่วมพรรคนาซี และไต่เต้าขึ้นจนได้เป็นหัวหน้าพรรคในเวลาต่อมา

ในปี 1924 ฮิตเลอร์นำขบวนทหาร 2,000 นายเดินขบวนเข้าสู่กลางเมืองมิวนิก เพื่อยึดอำนาจรัฐ แต่ไม่สำเร็จ ถูกศาลตัดสินจำคุกและให้ยุบพรรคนาซี ระหว่างอยู่ในคุก เขาก็ได้ทำการเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือเขียนหนังสือชื่อ Mein Kampf (การต่อสู้ของข้าพเจ้า) จุดประกายความคิดเหยียดชาติพันธุ์อย่างรุนแรง นำไปสู่การฆ่าล้างชาวยิวและคนบริสุทธิ์รวม 17 ล้านคน

หนังสืออันตรายเล่มนี้ถูกระงับเผยแพร่ในเยอรมนีนาน 75 ปี และเพิ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เมื่อครั้งรัฐบาลของฮิตเลอร์ครองอำนาจกฎหมายระบุให้คู่สมรสที่เข้าพิธีแต่งงานจะต้องมีหนังสือเล่มนี้ไว้ในครอบครอง ฮิตเลอร์จึงร่ำรวยจากค่าลิขสิทธิ์ที่มากถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี

นายกรัฐมนตรี

ฮิตเลอร์ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี แต่ไม่ถึงปี เขาก็ได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาได้ เขาประกาศต่อสาธารณชนว่าจะนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่เยอรมนี และแล้วในปี 1933 เพียง 15 ปีหลังถูกปฏิเสธเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะ เขาก็ได้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี!

นโยบายของฮิตเลอร์คือ ต้อง การรวมชาติเยอรมนีเข้าในจักรวรรดิ เดียวกัน โดยถือว่าที่ใดมีชาวเยอรมัน ที่นั่นจะต้องถูกผนวกดินแดนเข้ากับเยอรมนี “มหาอาณาจักรเยอรมนี จะไม่มีวันแยกออกจากกันได้!”

ด้วยความฮึกเหิม ฮิตเลอร์จึงยาตราเข้าสู่ออสเตรีย ตามด้วยเช็กโกสโลวาเกีย เท่านี้ยังไม่พอ ในวันที่ 1 กันยายน 1939 ก็บุกโปแลนด์เป็นอันดับต่อไป สงคราม โลกครั้งที่สองจึงเกิดขึ้นตามมา ฮิตเลอร์เข้าร่วมกับญี่ปุ่นและอิตาลี เริ่มยึดดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปได้เกือบหมด อาศัยกลยุทธ์การบุกอย่างฉับไวที่เรียกว่า “สงครามสายฟ้าแลบ” ไม่นาน ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เบลเยียมก็ตกอยู่ใต้จักรวรรดิของเยอรมนี

ในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตร ประกอบด้วยฝรั่งเศส โปแลนด์ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ รวมตัวกันเป็นแนวร่วมต่อสู้เยอรมนี และเริ่มโต้ตอบกลับ โดยเข้ายึดนอร์มังดี และในที่สุดก็ปลดปล่อยฝรั่งเศสได้สำเร็จในปี 1945 มีนาคม กองทัพเยอรมนีถูกโจมตีแตกกระเจิง ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายหนีความพ่ายแพ้ในวันที่ 30 เมษายน 1945 ทิ้งตำนานบาดแผลสงครามที่เล่าขานไม่รู้จบไว้เบื้องหลัง

เมื่อได้ชมภาพสีน้ำเหล่านี้แล้ว ได้แต่ถอนหายใจว่า หากฮิตเลอร์เลือกเดินบนเส้นทางศิลปะในฐานะจิตรกร โลกของเราคงสวยงามกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างจินตนาการไม่ถึงเลยทีเดียว.

โดย :หลานไดโนเสาร์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

11 มิ.ย. 2559 14:18 ไทยรัฐ