วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย ซูม
12 มิ.ย. 2559 05:01 น.
ตำนานฟุตบอลยูโร 56 ปีก่อนจะถึงวันนี้

ตำนานฟุตบอลยูโร 56 ปีก่อนจะถึงวันนี้

โดย ซูม
12 มิ.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

ฟุตบอลยูโร 2016 เริ่มแล้วที่ฝรั่งเศสท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย ทหาร–ตำรวจ– พลเรือน เข้มข้นป้องกันการก่อการร้าย.

ฟุตบอลยูโร 2016 หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 15 ที่ฝรั่งเศส ขันอาสาเป็นเจ้าภาพได้ฤกษ์เบิกแข้ง กันไปแล้ว เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 11 มิ.ย.

ผลการแข่งขันคู่เปิดสนามระหว่างทีมตราไก่ ฝรั่งเศส เจ้าภาพ กับทีมที่คนไทยตั้งฉายาให้ว่าผีดิบ แห่ง โรมาเนีย ลงเอยอย่างไรท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวคราวคงจะทราบผลกันแล้ว

หลังจากนั้นการแข่งขันในวันที่สอง วันที่สาม และวันต่อๆไป ก็จะเริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปชิงความเป็นเจ้าฟุตบอลยูโร 2016 ในคืนวันที่ 10 กรกฎาคม รวม 1 เดือนเต็มพอดิบพอดี

เป็นช่วงเวลาที่คนไทย และแฟนบอลทั่วโลก จะมีความสุขกันอีกครั้ง จากการติดตามผลการแข่งขันฟุตบอลจากทีมชาติต่างๆ ที่มีฝีไม้ลายเท้าโด่งดังของยุโรป และแน่นอนโด่งดังระดับโลกด้วย เพราะหลายๆทีม หลายๆชาติ ล้วนเคยครองแชมป์ฟุตบอลโลกกันมาแล้ว

เพื่อร่วมบรรยากาศยูโร และความสุขของคนไทย ทีมงานซอกแซกขออนุญาตทำหน้าที่ปูพื้น และพลิกปูม ฟุตบอลยูโรมาเล่าสู่กันอ่าน ดังที่เคยปฏิบัติมาก่อนการแข่งขันกีฬาใหญ่ๆ ที่คนไทยให้ความสนใจจะเริ่มขึ้น

หัวหน้าทีมซอกแซกไม่แน่ใจว่า เคยเขียนเกี่ยวกับตำนานฟุตบอลยูโรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆจำได้ว่าที่เขียนอยู่เสมอๆ ก็คือ ตำนานฟุตบอลโลกกับเมืองไทย และสื่อมวลชนไทย เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงและสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของการทำงานสื่อในประเทศไทยเลยทีเดียว

สำหรับฟุตบอลยูโรนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วยังแรงน้อยกว่าฟุตบอลโลกหลายขุม แต่ก็ถือว่าเป็นมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากฟุตบอลโลกของฟีฟ่าเท่านั้นเอง

กำเนิดของฟุตบอลยูโรก็ทีหลังฟุตบอลโลกถึง 30 ปี คงจำกันได้ว่า ฟุตบอลโลกครั้งแรกเริ่มขึ้นเมื่อปี 1930 ที่อุรุกวัย ในขณะที่ฟุตบอลยูโรครั้งแรกเตะกันที่ฝรั่งเศส ในปี 1960 ห่างกัน 30 ปี พอดิบพอดี

ต้นคิดที่จะให้มีการแข่งขันเฉพาะทีมในทวีปยุโรปเท่านั้น ก็คือ อองรี เดอโลเนย์ ชาวฝรั่งเศสที่เป็นบอร์ดของฟีฟ่า ในยุคโน้นคนหนึ่ง ที่พยายามขายความคิดให้ประธานฟีฟ่า จูลส์ ริเมต์ ซึ่งก็เป็นชาวฝรั่งเศสเช่นกัน ตั้งแต่ ค.ศ.1927 แต่เพราะความไม่พร้อม และไม่สะดวกหลายๆอย่าง ในยุโรป ทำให้ไม่สามารถจัดขึ้นได้

จนกระทั่งปี 1954 เมื่อมีการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปและเดอโลเนย์ได้เป็นเลขาธิการนั่นแหละ เขาจึงรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่กว่าจะเริ่มงาน กว่าจะลงมือจัดการแข่งขันได้ เขาก็หมดอายุขัยต้องลาโลกนี้ไปเสียก่อนด้วยวัย 72 ปี...ทว่า โชคดีที่โครงการยังเดินหน้าต่อ จนสามารถจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโรหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งแรกขึ้นได้ในปี 1960 หรือ พ.ศ.2503 บ้านเราดังได้กล่าวไว้แล้ว

เจ้าภาพการแข่งขันครั้งแรกก็ฝรั่งเศสนี่แหละครับ โดยมีทีมเข้าแข่งขันคัดเลือก 17 ทีม แต่คัดมาเพียง 4 ทีม เพื่อมาเตะรอบสุดท้ายในกรุงปารีส ได้แก่ สหภาพโซเวียต, เชโกสโลวะเกีย, ยูโกสลาเวีย และ ฝรั่งเศส พร้อมกับตั้งชื่อถ้วยฟุตบอลยูโรว่า “ถ้วยอองรี เดอโลเนย์” เพื่อเป็นเกียรติแก่บุรุษต้นคิดซึ่งลาลับไปแล้ว

ผลทีมสหภาพโซเวียตคว้าแชมป์การแข่งขันครั้งแรกไปครองได้ด้วยการเอาชนะคู่เชิงยูโกสลาเวีย 2-1 ประตู ส่วนฝรั่งเศสเจ้าภาพได้แค่ที่ 4 เท่านั้น เมื่อชิงที่ 3 แพ้เชโกสโลวะเกียไป 0-2 ประตู

จากนั้นฟุตบอลยูโรก็ลงมือแข่งขันในทุกๆ 4 ปี สลับกับฟุตบอลโลกที่จัดทุกๆ 4 ปี เช่นกัน ทำให้แฟนบอลทั่วโลกได้มีโอกาสติดตามฟุตบอลระดับมหกรรมของโลกทุก 2 ปีครั้ง คือ บอลโลก สลับกับบอลยูโร มาจนถึงบัดนี้

หลังจากจัดเตะแค่ 4 ทีมสุดท้ายเท่านั้น มา 20 ปีเต็มๆ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป จึงตัดสินใจเพิ่มรอบสุดท้ายเป็น 8 ทีม เมื่อปี 1980 และต่อมาเพิ่มเป็น 16 ทีม ในปี 1996 และก็ยังยืนอยู่ที่ 16 ทีม มาจนถึงปี 2012 จนกระทั่งปีนี้ 2016 นี่แหละครับ ที่ขยายออกเป็น 24 ทีม

นับมาถึงครั้งนี้ ชาติที่ได้แชมป์มากที่สุด ได้แก่ สเปน และเยอรมนี ได้เป็นชาติละ 3 ครั้ง ฝรั่งเศสได้ 2 ครั้ง นอกจากนี้ กระจายกันไปได้ชาติละ 1 ครั้ง ได้แก่ สหภาพโซเวียต, อิตาลี, เชโกสโลวะเกีย, ฮอลแลนด์, เดนมาร์ก, กรีซ
เนื่องจากฟุตบอลยูโรเกิดขึ้นทีหลังฟุตบอลโลกถึง 30 ปี ความนิยมในเมืองไทยจึงเริ่มช้าตามไปด้วย โดยเฉพาะการเปิดทายผลการแข่งขันฟุตบอลยูโรของไทยรัฐ ก็เกิดขึ้นช้ากว่าฟุตบอลโลกประมาณ 10 ปี คือเริ่มทายครั้งแรกเมื่อปี 1992 หรือปีที่นักเตะโคนม เดนมาร์ก ได้ครองแชมป์

อย่างไรก็ตาม หลังจากการจุดพลุทายผลฟุตบอลยูโรสลับกับทายผลฟุตบอลโลกทุก 2 ปี ได้มีส่วนทำให้ความนิยมของฟุตบอลยูโรเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ วัดได้จากจำนวนไปรษณียบัตรทายผลที่พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปี 1996 จัดแข่งที่อังกฤษและเยอรมนีได้แชมป์ มียอดไปรษณียบัตรเข้ามา 50 ล้านฉบับเศษ

ปี 2000 จัดที่เบลเยียม+เนเธอร์แลนด์ ซึ่งฝรั่งเศสได้แชมป์ ยอดไปรษณียบัตรเพิ่มเป็น 68 ล้านฉบับเศษ ปี 2004 แข่งที่โปรตุเกส แต่แชมป์เป็นของกรีซ ยอดไปรษณียบัตรสูงถึง 118 ล้านฉบับเศษ โดยรางวัลที่ 1 ขึ้นมาเป็นเงินสด 10 ล้านบาท เท่ากับฟุตบอลโลก

ปี 2008 สเปนได้แชมป์ไปรษณียบัตร 117 ล้านฉบับ ลดลงไปเล็กน้อย แต่ปี 2012 หรือล่าสุดของยูโร สเปนได้แชมป์อีกหน ปรากฏว่ายอดไปรษณียบัตรกระฉูดไปที่ 159 ล้านฉบับ

สำหรับปีนี้ใครจะเป็นแชมป์ยังไม่รู้ แต่บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ล้านฉบับ จะถึงหรือไม่โปรดลุ้นกันต่อไป

แฟนๆทีมงานซอกแซกอย่าลืมร่วมลุ้นด้วยนะครับ...โปรดคิดไว้ในใจด้วยว่า จะเลือกทายทีมไหนดี...แล้วก็เตรียมสะสมไปรษณียบัตรไว้แต่เนิ่นๆ เพราะไปใกล้ๆวันสุดท้ายอาจขาดแคลนได้

รางวัลที่ 1 สำหรับผู้ทายถูกยังอยู่ที่ 10 ล้านบาท เหมือนเดิมครับ พลาดไปก็ยังมีสิทธิได้รับรางวัลรองๆ ตั้งแต่ 1 ล้านบาท ไปจนถึง 1 แสนบาท และจะมีรถยนต์ จักรยานยนต์ ฯลฯ ทยอยตามมาอีกเพียบเช่นเคย.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้