วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าสถานการณ์ "ประยุทธ์" พูดไม่ออกบอกไม่ได้ : ขบเหลี่ยมใน หนาวเหลี่ยมนอก

ในบรรยากาศที่เมืองไทยอบอวลไปด้วยความ จงรักภักดี

กับภาพที่ยากจะเห็นที่ไหนในโลก ประชาชนคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครองราชย์ครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมกันสดุดีมหาราชา

เปล่งวาจาขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ขณะที่สถานการณ์ฟุตบอลยูโรฟีเวอร์ก็เข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความสนุกสนาน กระแสความสนใจของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่มุ่งไปที่มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศส

อย่างน้อยก็อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ไป ฟุตบอลยูโรจะเบี่ยงความสนใจ เบียดกระแสอื่นซาไปชั่วขณะ

ผ่อนดีกรีร้อนๆทางการเมืองโดยอัตโนมัติ

ตามจังหวะที่เริ่มเห็นถึงความชัดเจนในคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ค้างอยู่กระบวนการศาล

จากปรากฏการณ์ล่าสุดที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการรมว.เกษตรฯ ในยุคเดียวกัน

คนละ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในฐานความผิดร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุเกิดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545

ส่งผลให้นายชูชีพอายุ 72 ปี นายวิทยา อายุ 75 ปี ต้องถูกนำตัวส่งเข้าคุมขังในเรือนจำทันที

และในเวลาไล่เลี่ยกับก่อนหน้านั้นแค่ไม่กี่วัน ศาล ฎีกาก็มีคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อายุ 67 ปี อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 68 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42

กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

จำคุกคนละ 2 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปคุมขังในเรือนจำทันที

ชะตากรรมโหด ติดคุกตอนแก่ไปตามๆกัน

และนั่นก็ทำให้สะดุ้งกันเป็นแถว โดยเฉพาะโฟกัสไปที่เครือข่ายของอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย ที่มีคดีค้างอยู่ในศาล

สัญญาณอันตรายจ่อกระชั้นเข้ามาทุกขณะ

ไล่ไปทั้งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ปี 2551 คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ ถึงตอนนี้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ น่าจะนั่งกันไม่ติด

ระทึกกับชะตากรรมที่แขวนไว้บนเส้นด้าย

ในสถานการณ์ที่ขุมข่ายขั้วอำนาจ “ทักษิณ” โดนเช็กบิล ติดคุกกันต่อหน้าต่อตา

และเหมือนจะมาได้จังหวะตรงกันโดยบังเอิญพอดี กับสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช.กำลังเดินเกมกดดันท้าทายรัฐบาลทหาร คสช.

ด้วยมุกตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ยั่วให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประสานเสียงต้าน “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของทีมงานเสื้อแดง นปช.

ทั้งบลัฟทั้งขู่ ให้ราคาแค่ “ศูนย์อากาศธาตุ” ไม่ได้รับรองตามกฎหมาย แต่ถ้าล้ำเส้นทำผิด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ โดนเล่นแน่

เรื่องของเรื่อง ยิ่งบิ๊กท็อปบูต คสช.ออกอาการเต้นแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งให้มุกของเสื้อแดง นปช. สะท้อนเกมการตลาดของยี่ห้อ “ทักษิณ” เข้าเป้ามากเท่านั้น

เพราะเกมนี้เป้าหมายก็คือการ “ยั่ว” กระตุกหนวดทหาร

พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ได้เหลี่ยมเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมทางการเมือง กระตุ้นมวลชน เลี้ยงกระแสปูทางไปสู่สนามเลือกตั้งแบบเนียนๆ

แต่เรื่องของเรื่อง ภายใต้อาการซีเรียสของบิ๊ก คสช.ต่อมุกการเคลื่อนไหวตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช. มันก็มีจุดที่ต้องตามแกะรอย

กับช็อตที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”

“ถ้าทุกคนรู้อย่างที่ผมรู้นะ จะหนาวอีกเหมือนกันผมอดทนทุกอย่างคือแรงไปก็ไม่ได้ ทั้งที่เลวร้าย น่ากลัว ที่เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าพูดมากๆ ประเทศก็ไม่ปลอดภัย ประเทศก็ไม่มีคนเชื่อมั่น แต่คนเหล่านี้เขาสนใจไหมล่ะ พูดทุกวันนี้ แล้วก็จะมาเป็นรัฐบาลกันอีกหรือ พวกนี้ ผมว่าไม่ไหวนะ ประชาชนคิดเอาแล้วกัน ผมไม่อยากจะมีอำนาจอะไรสักอย่างไม่อยากอยู่ต่อทั้งสิ้น ถ้ามีคนมารับดีๆ ท่านไปเตรียมตัวมา ไม่ใช่มารบกับผมอย่างวันนี้ เพราะผมทำให้คนทั้งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลใหม่ ประชาชนก็ต้องแยกให้ออกนะ อย่าไปให้เขาปลุกระดมต่างประเทศ ผมพูดคนเดียว ทางโน้นพูดเป็นร้อยคน ผมจะสู้ไหวไหม แล้วประเทศก็วุ่นวาย”

โดยไม่รู้ปมแท้จริงที่ซ่อนอยู่ เพราะ “บิ๊กตู่” ปฏิเสธจะขยายความเพิ่มเติม

แต่ตามเงื่อนสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกัน มันก็เป็นอะไรที่พอจะประเมินได้ในความหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสื่อถึงปมที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต้าน คสช.

ไม่ใช่สถานการณ์ปกติธรรมดา

ในจังหวะสอดรับกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง ต่อเนื่องกับ พล.อ.ประวิตรได้เรียกประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อถ่ายทอดคำสั่งให้ผู้บังคับหน่วยความมั่นคงรับทราบ

คสช.ขยับกระชับยุทธศาสตร์ความมั่นคง

โดยปรากฏการณ์ที่ล้อกับข่าววงในจากลูกข่าย “นายใหญ่” ตอนนี้ “หัวจ่าย” ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มไหล ในสถานการณ์ที่ขุมข่ายอำนาจรัฐบาลเก่ากำลังโดนต้อนเข้าตาจน

เกมบีบต้องตั้งป้อมสู้ เพราะรู้แล้วว่า การเจรจา ไม่เป็นผล

และก็หนีไม่พ้น การปลุกมวลชนมาวัดดวงกับท็อปบูต

ขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ได้เปรียบของฝ่าย “ทักษิณ” ที่ถือแต้มเหนือกว่ารัฐบาล คสช.ในการเดินหมากเชื่อมโยงกับเงื่อนไขโลกล้อมประเทศไทย

ใช้แรงบีบจากนานาชาติในการกดดันรัฐบาลเผด็จการทหาร

ตามจังหวะเคลื่อนไหวที่เห็นได้จากการที่พี่เบิ้มสหรัฐอเมริกากำลังเดินหมากเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเวียดนาม ถึงขั้นที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา บินมาเยือนด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพม่าที่ได้รับการปลดล็อกมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจหลังมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

เลือกที่รักมักที่ชังกันให้เห็นๆในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเลย

โดยรูปการณ์ก็เป็นอะไรที่รู้กันรัฐบาลทหารของไทยต้องเผชิญในลำดับต่อไป ไม่ใช่แค่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มันยังมีปัจจัยด้านอื่นที่อาจจะแทรกเข้ามาในมุมของความมั่นคงที่โยงกับเกมการเมืองโลก มหาอำนาจจ้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเดินเกมถ่วงดุลอำนาจกัน

แรงเสียดทานภายนอกนับวันจะหนักขึ้น

ในขณะที่แรงเสียดทานจากภายในก็ยกระดับรุนแรงขึ้นตลอดเวลา

แบบที่เห็นกันแล้วว่า ถึงวันนี้รัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้อยู่ในสถานะ “คนกลาง” ที่เข้ามาเบรกวิกฤติความขัดแย้ง แยกคู่กรณีระหว่างรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” กับม็อบ กปปส.ออกจากกัน

แต่พัฒนามาเป็นคู่ฟัดโดยตรงกับขุมข่ายอำนาจเก่าของ “ทักษิณ”

ตั้งป้อมสงครามวิวาทะ เปิดเกมรบกันแบบรายวัน

ท่ามกลาง แรงกระเพื่อมที่แฝงอยู่ภายในขุมอำนาจ คสช.ด้วยกัน จากคลื่นใต้น้ำที่กระฉอกออกมาเป็นระลอก ตามสัญญาณบอกเหตุ “ทิ่มกันเอง”

โดยเฉพาะปมที่ทีมงานสายตรงบ้านสี่เสาเทเวศร์ออกมากระตุกขุมข่าย “พี่ใหญ่” มุ่งเป้ากระแทกไปที่การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจที่ปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนประจานให้รู้ว่าใครคุมอยู่เบื้องหลัง

หรือแม้แต่การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ก็ถูกมองเป็นการขัดขา คสช.

เพราะองค์กรนี้มีใครเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็รู้กันดี

มันยังมีปมร้าวๆภายในรัฐบาล คสช.ด้วยกัน กับสถานการณ์การปรับคณะรัฐมนตรี ตามความจำเป็นในการรองรับขุนทัพนายกองที่จะเกษียณอายุราชการ

สมนาคุณที่ทำงานให้ คสช. ปล่อยขาลอยไม่ได้

แต่จะปรับใครเข้า เอาใครออก ก็หนีไม่พ้นภาวะทางใจ

ไหนจะต้องแก้ปมทีมเศรษฐกิจที่ขัดลำกล้อง แบบที่มีข่าวออกมาหนาหูพักหลัง สายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ไม่เดินตามเส้นทางนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

โดยสถานการณ์ขบเหลี่ยมใน หนาวเหลี่ยมนอก

นี่แหละผู้นำ คสช.ถึงพูดไม่ออก บอกใครไม่ได้.

“ทีมการเมือง”

11 มิ.ย. 2559 09:06 11 มิ.ย. 2559 09:06 ไทยรัฐ