วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศึกเลือกตั้งนัดประวัติศาสตร์ สหรัฐฯลุ้นผู้นำหญิงคนแรก

ประวัติศาสตร์-นางฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชูมือปลุกเร้าผู้สนับสนุน ที่มหานครนิวยอร์ก หลังการเลือกตั้งขั้นต้นในอีก 6 รัฐ เมื่อ 7 มิ.ย. (เอพี)

ถ้าไม่มี “อุบัติเหตุ” ชนิดมโหฬาร ก็แน่ชัดแล้วว่าคู่ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 8 พ.ย.นี้ คือ นางฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลข 1 อดีต ส.ว.รัฐนิวยอร์ก และอดีต รมว.การต่างประเทศ ตัวแทนพรรคเดโมแครต “ตราลา” กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้าผู้อื้อฉาว ตัวแทนพรรครีพับลิกัน “ตราช้าง”

ตอนเปิดตัวแรกๆ แทบไม่มีใครคิดว่าทรัมป์จะมีวันนี้ได้ ส่วนคลินตันดูจะเป็น “ตัวเก็ง” ตั้งแต่แรก หลังเคยแพ้บารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ในการชิงเป็นตัวแทนพรรคสมัยแรกในปี 2551

คลินตันใช้ความผิดพลาดครั้งนั้นเป็นบทเรียน ปิดจุดด้อยเสริมจุดเด่น วางแผนหาเสียงอย่างรัดกุม ไม่เน้น “โชว์เก่ง” และชูภาพลักษณ์ “ติดดิน” มากขึ้น เธอจ้างทีมที่ปรึกษา “ดิวอี้ สแควร์ กรุ๊ป” เป็นกุนซือหาเสียง เน้นระเบียบวินัย เอกภาพ และที่สำคัญ มุ่งพิชิตจำนวน “คณะผู้แทน” (delegates) มากกว่า “ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง” (voters)

หลังการเลือกตั้งขั้นต้น 6 รัฐล่าสุดเมื่อ 7 มิ.ย. คลินตันกวาด “คณะผู้แทน” ได้แล้วถึง 2,755 เสียง ทะลุเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 2,383 เสียง แยกเป็นคณะผู้แทนปกติ 2,184 เสียง คณะผู้แทนพิเศษ (superdelegates) ที่สัญญาจะสนับสนุนเธอแล้ว 571 เสียง โดยผู้แทนพิเศษนี้ประกอบด้วยแกนนำพรรค รวมทั้งสมาชิกสภาคองเกรสและผู้ว่าการรัฐ ซึ่งมีสิทธิ์เลือกใครก็ได้ให้เป็นตัวแทนพรรคในการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคใน 25 ก.ค.นี้

คลินตันสร้าง “ประวัติศาสตร์” เป็นสตรีคนแรกในรอบ 227 ปี ที่ได้เป็นตัวแทนพรรคใหญ่ไปชิงเก้าอี้ผู้นำ นับตั้งแต่จอร์จ วอชิงตัน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกในปี 2332 หลังสหรัฐฯประกาศเอกราชจากอังกฤษเมื่อ 4 ก.ค. 2319 ถ้าเธอชนะจะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯด้วย

ก่อนหน้านี้ สตรีที่เคยเข้าใกล้เก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯที่สุดแต่ไปไม่ถึงฝันคือนางซาราห์ เพ-ลิน ผู้ว่าการรัฐอลาสกา ที่นายจอห์น แมคเคน ตัวแทนพรรครีพับลิกันเลือกเป็น “คู่หู” ชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีในปี 2551 และนางเจอราลดีน เฟอร์ราโร ซึ่งนายวอลเตอร์ มอนเดล ตัวแทนพรรคเดโมแครตเลือกเป็นคู่หูชิงรองประธานาธิบดีปี 2527

การเลือกตั้งประธานาธิบดีหนนี้ ยังจะมีการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกหลายประการ!

ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะมีอายุครบ 70 ปีใน 14 มิ.ย.นี้ชนะ จะเป็นประธานาธิบดีอายุมากที่สุดแทนโรนัลด์ เรแกน ซึ่งมีอายุ 69 ปี ในวันรับตำแหน่งในปี 2524 แต่ถ้าคลินตัน ซึ่งจะมีอายุครบ 69 ปีใน 26 ต.ค.นี้ชนะ จะเป็นประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุดอันดับ 2 แทนวิลเลียม เฮนรี แฮร์ริสัน ประธานาธิบดีคนที่ 9 ในปี 2384

ทั้งคลินตันและทรัมป์ยังเป็น “ชาวนิวยอร์ก” คู่แรกที่เข้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีกันเอง ตั้งแต่โธมัส อี. ดิวอี้ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กคนที่ 47 ชิงกับแฟรงกลิน ดี.รูสเวลต์ ประธานาธิบดีคนที่ 32 ในปี 2487 และไม่ว่าทรัมป์หรือคลินตันชนะ จะเป็นชาวนิวยอร์กคนแรกในรอบ 71 ปี ที่ได้เป็นประธานาธิบดี

ส่วนเรื่อง “เงินทุนหาเสียง” ทรัมป์ก็ใช้น้อยมากเป็นประวัติการณ์ จนถึงสิ้นเดือน เม.ย.เขาใช้เงินไปแค่ 49 ล้านดอลลาร์ โดย 36 ล้านดอลลาร์เป็นเงินตัวเอง ซึ่งยังไม่มีใครใช้น้อยกว่านี้นับตั้งแต่อัล กอร์ ในปี 2543 ที่ใช้เงินไป 126 ล้านดอลลาร์ แม้ในช่วงหาเสียงที่เหลืออีก 5 เดือน ทรัมป์ต้องใช้เงินอีกเยอะ แต่คงห่างไกลกับที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ใช้หาเสียงเลือกตั้งปี 2555 เกือบ 556 ล้านดอลลาร์

ส่วนคลินตัน ใช้เงินหาเสียงไปแล้วประมาณ 187 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทรัมป์เกือบ 4 เท่า!

ประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งก็คือ ทรัมป์ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นการเมือง ซึ่งในรอบกว่า 60 ปี ยังไม่มีใครได้เป็นประธานาธิบดีโดยที่ไม่เคยเป็นสมาชิกสภาคองเกรสหรือผู้ว่าการรัฐมาก่อน โดยประธานาธิบดีคนล่าสุดที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองคือ ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ อดีตแม่ทัพกองทัพพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งชนะเลือกตั้งในปี 2496 ก่อนหน้านั้น เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ประธานาธิบดีคนที่ 31 ช่วงปี 2472 - 2476 ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมือง โดยเป็นอดีตวิศวกรเหมืองแร่ นักเขียน และนักมนุษยธรรม

นอกจากนี้ ยังไม่เคยมีผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯคนใดเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรมและบ่อนกาสิโนอย่างทรัมป์มาก่อน ซึ่งทรัมป์ยกมาเป็นจุดขาย คุยโวว่าตนมีประสบการณ์ด้านธุรกิจโชกโชน จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกนักการ เมืองกระแสหลักในวอชิงตันมากเกินไป จึงมีอิสระในการบริหารประเทศมากกว่าคลินตัน ซึ่งเล่นการเมืองสไตล์น้ำเน่ามานานกว่า 30 ปี!

ส่วนโพลสำรวจ “คะแนนนิยม” โดยเฉลี่ย ใน 10 เดือนหลัง คลินตันนำทรัมป์มาตลอด โดยเคยมีคะแนนนิยมสูงสุดในเดือน ก.ค.2558 ถึง 53.3% และต่ำสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ที่ 44.0% ขณะที่ทรัมป์เคยมีคะแนนต่ำสุดในเดือน ก.ค.2558 ที่ 33.7% และสูงสุดในเดือน ธ.ค.2558 ที่ 44.3%

โพลล่าสุดสัปดาห์ที่แล้ว เฉลี่ยคลินตันนำทรัมป์อยู่ที่ 46.7% ต่อ 40.5% หรือราว 6 จุด ทรัมป์จึงดูเหมือนเป็นรอง เขายังมีปัญหาเรื่องการสร้าง “เอกภาพ” ภายในพรรคที่แตกแยกมากกว่าคลินตัน ทั้งเคยปากเสียดูหมิ่นสตรี ต่อต้านชาวมุสลิมและผู้อพยพ รวมทั้งชาวฮิสแปนิก (ผู้ใช้ภาษาสเปน) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญยิ่ง

แต่เวลาที่เหลืออีก 5 เดือน อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนอเมริกันอาจทั้งเบื่อและโกรธนักการเมืองเก่าๆ ที่ไม่ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น หันมาเลือกสิ่งใหม่ๆ ซึ่งทรัมป์เสนอขายอยู่อย่างเข้มข้น

แม้จะเป็นแค่ความหวังที่เลื่อนลอย แต่ดีกว่าไม่มีอะไรให้คว้าจับ!

บวร โทศรีแก้ว

11 มิ.ย. 2559 09:00 ไทยรัฐ