วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คณะทำงาน รมว.ยธ. เข้าช่วยเฒ่าตาบอด ถูกนายทุนฮุบที่ดิน 19 ล้าน

คณะทำงาน รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ช่วยเหลือเฒ่าตาบอด อายุ 78 กับภรรยา ร้องทั้งน้ำตา ถูกนายทุนฮุบที่ดินมูลค่า 19 ล้านบาท พร้อมนำผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิดนายทุน

วันที่ 9 มิถุนายน 59 เวลา 14.00 น. ภายหลังจากที่ คณะของพลโท ชูนล หาสารีสร คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ เข้าร่วมประชุมที่ห้องยุติธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือนายสุเมธ สงคราม และนางโสภี สงคราม สองตายายที่ตาบอด ได้เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับยุติธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า ถูกเจ้าหนี้โอนที่ดินไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งมีการบันทึกว่า ภรรยาซึ่งอ่านหนังสือไม่ออกได้อ่านหนังสือให้สามีฟัง รวมถึงมีการปลอมแปลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ นำไปไถ่ถอนและขายต่อให้น้องชาย

ล่าสุด วันนี้ พลโทชูนล หาสารีสร คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการระงับข้อพิพาท กระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะทำงานฯ ได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 546/1 ซอยเทศบาลซอย 10 ต.ชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ พบนายสุเมธ สงคราม อายุ 78 ปี และภรรยาชื่อ นางโสภี สงคราม อายุ 50 ปี เมื่อนายสุเมธ ทราบว่า คณะทำงานของรัฐมนตรียุติธรรม มาถึงบ้านถึงกับปล่อยโฮร้องไห้แบบไม่อาย ว่า ขอให้มาช่วยเหลือนำที่นาซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่คืนให้ด้วยเพราะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายแล้ว

โดยนายสุเมธ และนางโสภี ต่างเล่าให้คณะฯ ฟังด้วยน้ำตานองหน้า ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 นายสุเมธ สงคราม อายุ 78 ปี สามีของนางโสภีเจ้าของที่ดิน ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 9795 เนื้อที่ 19 ไร่ ไปจำนองกับ นางสาวนฤมล ปรางค์ชัยภูมิ เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท แต่ได้รับเงินสดเพียง 160,000 บาท และตกลงผ่อนชำระดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ เดือนละ 4,000 บาท นางโสภี ได้นำเงินไปชำระให้แก่ นางสาวนฤมล โดยมีบิดาของนางสาวนฤมล ลงลายมือชื่อจำนวนเงินเอาไว้ในสมุดบันทึก หลังจากที่ผ่อนชำระไปได้ 11 งวด จึงผ่อนดอกเบี้ยต่อไปไม่ไหว จึงได้ขอเจ้าหนี้ว่า จะขอส่งดอกเบี้ยต่อให้หลังจากที่บุตรชายเรียนหนังสือจบปริญญาตรีก่อน เพราะเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายให้บุตรชายเรียนหนังสือและรักษาโรคของสามีที่สายตามองไม่เห็น ที่เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ตั้งแต่รับราชการครูจนหมดแล้ว เจ้าหนี้จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเงินดอกเบี้ยจะถูกทบเป็นเงินต้นและเพิ่มสูงขึ้นอีกแน่นอน

นางโสภี จึงขอร้องว่า ตนและสามีมีรายได้จากการปล่อยที่ดินที่จำนองอยู่นั้นให้ นางขวัญยืน บุญประเสริฐ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 193/5 หมู่ 12 ต.ดงขุย อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ได้เช่าทำนาทั้งแปลง ปีละ 3 หมื่นบาท ขอให้เจ้าหนี้และบิดาไปเก็บค่าเช่านาแทนดอกเบี้ยไปก่อน จนกว่าลูกจะเรียนหนังสือจบ ก็จะเริ่มผ่อนให้มากขึ้น เจ้าหนี้จึงตกลงยินยอม เรื่องจึงเงียบนาน 12 ปี กระทั่ง นางขวัญยืน ผู้เช่านาถูกเจ้าหนี้เพิ่มค่าเช่าเป็นปีละ 4 หมื่นบาท จึงเช่าต่อไม่ไหว และได้เลิกเช่าที่ดินทำนา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 และเจ้าหนี้ได้บอกกับผู้เช่านาว่า ที่ดินผืนดังกล่าวได้ตกเป็นของเจ้าหนี้แล้ว กระทั่งประมาณต้นปี พ.ศ.2559 นางขวัญยืน ผู้เช่านาได้บังเอิญมาเจอนางโสภีโดยไม่ได้ตั้งใจที่ตลาดดงขุข จึงได้บอกนางโสภีถึงเรื่องที่ดินได้ถูกเจ้าหนี้โอนที่ดินไปแล้ว

นางโสภีจึงไปปรึกษานางรัตนาภรณ์ มิ่งเมือง อายุ 36 ปี คนในหมู่บ้านเดียวกัน เพราะรู้จักกันและทราบว่า นางรัตนาภรณ์ เคยเดินเรื่องเรียกร้องขอความเป็นธรรมในลักษณะดังกล่าว จากนั้นนางโสภีและนางรัตนาภรณ์ จึงเริ่มตรวจสอบเอกสารจากสำนักงานที่ดินพบว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2550 นางนฤมล ได้นำหนังสือมอบอำนาจของนายสุเมธ ไปยื่นไถ่ถอนจำนองจากสัญญาเดิม พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของ นายสุเมธ และยังระบุในวันเดียวกันอีกว่า นายสุเมธ ได้ขายที่ดินผืนดังกล่าวให้กับนายปรีดา ปรางค์ชัยภูมิ ซึ่งเป็นน้องชายของนางนฤมล ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธ เพราะว่า นายสุเมธประสบอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ล้มคว่ำส่งผลให้สายตาพร่ามัวมองไม่เห็น ตั้งแต่รับราชการครู และเออร์ลี่มาอยู่บ้านตั้งนานแล้ว อีกทั้งร่างกายที่ไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถออกนอกบ้านได้นานนับสิบปี และไม่เคยไปเขียนหนังสือมอบอำนาจที่สำนักงานที่ดินเลย

นอกจากนี้ ยังพบข้อความพิรุธระบุในสัญญาจำนองว่า นางโสภีซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก ได้อ่านข้อความตามสัญญาจำนองให้นายสุเมธ ที่สายตามองไม่เห็นได้ฟังแล้ว รวมถึงลายมือชื่อในสัญญาจำนองและหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่า นายสุเมธ ได้ลงลายมือชื่อนั้นไม่เหมือนกัน รวมถึงนางโสภี ผู้เป็นภรรยาไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอมในหนังสือมอบอำนาจเลย จึงเป็นข้อพิรุธสงสัยว่า หนังสือมอบอำนาจอาจถูกปลอมแปลงมา

โดยนางโสภีได้ร่ำไห้น้ำตานองหน้าอีกว่า จะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนไปไถ่ถอน เงินที่จะกินใช้ยังไม่ค่อยจะมีเลย และเงินจำนวนด้ังกล่าวก็ไม่เคยเห็น จะไปไถ่ถอนและไปขายต่อให้ นายปรีดาน้องชายของนางนฤมลได้อย่างไร นอกจากนี้ นายสุเมธ ยังยืนยันว่า ไม่เคยเดินทางไปที่บ้านของเจ้าหนี้ตามระบุในหนังสือมอบอำนาจเลยสักครั้ง เพราะร่างกายที่ป่วยจนเดินจะไม่ไหวมีแต่ให้ภรรยานำเงินดอกเบี้ยไปชำระเพียงคนเดียวเท่านั้น

จากนั้นนายสุเมธและภรรยา ได้พาคณะไปดูที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า เป็นที่ดินผืนงามใกล้ถนนใหญ่ซึ่งในปัจจุบันราคาซื้อขายไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1 ล้านบาท พร้อมเล่าให้ฟังอีกว่า ลูกชายติดค้างค่าเช่าหอพัก จำนวน 13,000 บาท ทำให้คณะเกิดความเห็นใจมอบเงินส่วนตัวช่วยเหลือ จำนวน 14,000 บาท แก่นางโสภี

ต่อมา พลโทชูนล หาสารีสร ได้พานายสุเมธและนางโสภี ไปแจ้งความที่ สภ.ดงขุย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ เพราะข้อความในหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุที่อยู่ชัดเจน โดยระบุเฉพาะบ้านเลขที่ ถนน และจังหวัด ไม่ระบุตำบล คณะจึงพากันเดินทางมาแจ้งความที่ สภ.ชนแดน อ.ชนแดน กับพนักงานสอบสวนในข้อกล่าวหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารสิทธิ ตามมาตรา 264, 265, 268 และแจ้งอายัดโฉนดที่ดินผืนดังกล่าว โดยได้แจ้งถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินชนแดนว่า หนังสือมอบอำนาจนั้นไม่ใช่ลายมือของนายสุเมธ และไม่เคยเซ็นเอกสารในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว

โดยพลโทชูนล กล่าวว่า เบื้องต้นการทำงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยได้ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นพบความไม่ถูกต้องในเอกสารหลายประการ คาดว่า อาจจะมีการปลอมแปลงเอกสาร แต่ก็จะต้องนำไปผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์ยืนยันข้อเท็จจริงเสียก่อน เพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่ายทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง และขั้นตอนจากนี้ ทางยุติธรรมจังหวัดจะเข้ามาช่วยเหลือเกี่ยวกับทนายความหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการตามขั้นตอน และอาจเสนอท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เกี่ยวกับการตั้งโต๊ะเจรจาไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยจะแบ่งเป็นสองเรื่อง คือ หนี้สินที่มีอยู่ก็ให้ดำเนินการตามหนี้สินที่เป็นจริง และในส่วนที่มีความไม่ถูกต้อง หรือ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

คณะทำงาน รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ช่วยเหลือเฒ่าตาบอด อายุ 78 กับภรรยา ร้องทั้งน้ำตา ถูกนายทุนฮุบที่ดินมูลค่า 19 ล้านบาท พร้อมนำผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิดนายทุน 9 มิ.ย. 2559 17:10 ไทยรัฐ