วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทุจริตฮั้วซื้อปุ๋ย จำคุก6ปี 'ชูชีพ' อดีตรมต.

สมัยนั่งคุมกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเลขาฯ วิทยา เทียนทอง

ศาลฎีกาฯนักการเมือง พิพากษา จำคุก 6 ปี อดีต 2 นักการเมืองพรรค ไทยรักไทย ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ในคดีฮั้วประมูล ปุ๋ยอินทรีย์มูลค่า 367 ล้านบาท ระหว่างปี 44-45 ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวเข้าเรือนจำทันที เผยระหว่างรอคำตัดสิน นายวิทยาถึงกับปวดหัว ความดันพุ่งถึง 200 ส่วนนายชูชีพหลังทราบคำตัดสินถึงกับต้องดมยาดมช่วย

คุก 6 ปี 2 อดีตนักการเมืองดังทุจริตจัดซื้อปุ๋ย โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 71 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย และนายวิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 17 กรณีทุจริตจัดซื้อปุ๋ยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 31 มี.ค.58 สรุปว่า ระหว่างวันที่ 17 ก.พ.44-20 ก.ย.45 จำเลยที่ 1 เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ และจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จากกรณีเสนอให้มีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร จำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่เสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ย และได้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกระทำการส่อไปในทางทุจริต พวกจำเลยได้ร่วมกันกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เป็นผู้ประมูลได้เพียงรายเดียว ป.ป.ช.เคยมีหนังสือท้วงติงจำเลยที่ 1 ถึงการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบ และยังดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เขียนบันทึกท้ายโครงการดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ป.ป.ช.รับทราบเรียบร้อยแล้ว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1-2 ได้รับหนังสือทักท้วงจากหลายหน่วยงาน แต่กลับมีเจตนาประวิงเวลา ไม่ตรวจสอบ และภายหลังทำสัญญา สหกรณ์การเกษตร นำปุ๋ยที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและไม่ได้มาตรฐานไปแจกจ่ายให้เกษตรกรทำให้เกิดการเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

โดยวันนี้จำเลยทั้งสองเดินทางมาศาล พร้อมญาติและผู้ติดตามส่วนหนึ่งที่มาให้กำลังใจ ขณะที่คณะองค์ผู้พิพากษาประชุมหารือกันนานกว่า 5 ชั่วโมง ระหว่างนี้นายวิทยามีอาการปวดหัว ต้องวัดความดันถึง 2 ครั้ง พบว่าความดันสูงเกือบ 200

ต่อมาเวลา 15.30 น. องค์คณะได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ศาลฎีกาฯพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของกองปราบปรามที่มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ได้รวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงแล้วสรุปส่งให้ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วมีมติว่า เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร และเอกชนร่วมกันในลักษณะสมยอมเสนอราคา ทำให้การประกวดราคาไม่เป็นธรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คุณสมบัติของเอกชนที่เข้าร่วมประมูลว่าให้บริษัทที่จะยื่นซองประกวดราคา ต้องมีปุ๋ยอินทรีย์ในสต๊อกชนิดเดียวกันกับที่ระบุในซองประกวดราคาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ไม่มีเอกชนรายใดมีเงื่อนไขตามที่กำหนด รวมทั้งขั้นตอนในการประกวดราคาและการเสนอเรื่องให้อนุมัติกระทำโดยเร่งรีบ แม้จะมีการยื่นหนังสือจากปลัดกระทรวงเกษตรฯ และประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของสภาผู้แทนราษฎร์ในวันที่ 11 และ 16 ก.ย.49 เพื่อจะให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเสียก่อนหลังจากที่ได้เรียกผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตรมาชี้แจง กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าหน่วยงานทั้งสองพอใจต่อคำชี้แจงของกรมส่งเสริมการเกษตร ในเรื่องการจัดซื้อและเรื่องการรับราคาประมูลของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ แต่จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบกลับไม่ตั้งคณะกรรมการดำเนินการ แต่ได้ประวิงเวลา กระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามทำสัญญากับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจัดซื้อปุ๋ยมูลค่ากว่า 367 ล้านบาทเศษ

พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-2 เร่งรีบในการพิจารณารับราคาในการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ย และไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อพิรุธในการจัดซื้อปุ๋ยที่น่าจะทราบมาตั้งแต่ต้น ทั้งที่น่าจะมีข้อมูลว่าการประกวดราคามีข้อพิรุธหลายรายการ ทั้งเรื่องการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้เข้าประกวดราคา และการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติที่ ระบุว่าจะนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ อีกทั้งการจัดซื้อเป็นลักษณะรวมความช่วยเหลือจากอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยจากพายุดีเปรสชัน เป็นการรวมจัดซื้อในคราวเดียว ทำให้ต้องจัดซื้อเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่รัฐบาลขณะนั้นยังไม่มีการเสนอโครงการว่าจะมีการช่วยเหลือโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แต่กระทรวงเกษตรฯกลับอนุมัติให้จัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีต้องมีความใส่ใจในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวที่มีข้อมูลว่าน่าจะทุจริต และเมื่อ ส.ส.อุดรธานี อภิปรายถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจโครงการจัดซื้อปุ๋ยที่มีข้อสังเกตหลายประการว่าส่อไปในทางทุจริต แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่สั่งการให้ตรวจสอบ ถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานนั้น พฤติการณ์จำเลยที่ 1 นับเป็นข้อพิรุธ ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามอบหมายให้ที่ปรึกษาศึกษาวิเคราะห์ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก และเมื่อมีหนังสือเสนอให้จำเลยระงับโครงการไว้ก่อน แต่จำเลยกลับเร่งรัดรับการอนุมัติราคากระทั่งมีการเซ็นสัญญา

องค์คณะเสียงข้างมากมีพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10 และ 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 และ 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และ 157 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 เป็นบทหนักสุด ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูชีพมีสีหน้าตกใจจนต้องใช้ยาดมบรรเทาอาการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวอดีตนักการเมืองทั้ง 2 คนขึ้นรถตู้ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่ให้สื่อมวลชนถ่ายภาพขณะคุมตัวเข้าเรือนจำ

ศาลฎีกาฯนักการเมือง พิพากษา จำคุก 6 ปี อดีต 2 นักการเมืองพรรค ไทยรักไทย ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ในคดีฮั้วประมูล ปุ๋ยอินทรีย์มูลค่า 367 ล้านบาท 9 มิ.ย. 2559 07:41 9 มิ.ย. 2559 07:41 ไทยรัฐ