วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

7 ทศวรรษ แห่งการครองแผ่นดินโดยธรรม

พระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้คำมั่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 เป็นดุจคำมั่นสัญญาที่ทรงให้กับพสกนิกรชาวไทยว่า จะใช้ความดีในการครองแผ่นดิน โดยตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งการครองราชย์ ไม่มีวันใดจะทรงละทิ้งประชาชนของพระองค์ ไม่มีพื้นแผ่นดินใดในประเทศไทย ที่พระองค์มิได้เสด็จฯไปเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นสักเพียงไร ก็ทรงทุ่มเททั้งจิตใจและร่างกาย ด้วยพระวิริยอุตสาหะอย่างหนัก เพื่อแสวงหาทางขจัดทุกข์สร้างสุขให้กับประชาชน

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” เป็นหลักสำคัญในการครองแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคือหลักธรรมาภิบาล ทรงประกาศว่าจะทรงใช้ธรรมะเป็นฐานหลักในการครองแผ่นดิน ธรรมะที่ทรงใช้ คือการใช้ความดีในการครองแผ่นดิน นอกจากนั้น ยังทรงกำหนดเป้าหมายในการครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม โดยทุ่มเทพระองค์อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สุขของปวงประชาราษฎร์ ผ่านโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาก มายนับไม่ถ้วน รวมถึงโครงการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นการค้นคว้าวิจัยทดลอง เพื่อพระราชทานเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆสู่ประชาชนทั่วทุกภูมิภาค

ตลอด 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่อยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย โดยมิทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อศึกษาปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร และทรงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายนับไม่ถ้วน เพื่อให้ประชาชนทั่วทุกถิ่นได้อยู่ดีมีสุข ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร, สิ่งแวดล้อม, การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้, การพัฒนาแหล่งน้ำ, ด้านสาธารณสุข, การส่งเสริมอาชีพ, การคมนาคม, สวัสดิการสังคม ตลอดจนการแพทย์ และสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งดังพระบรมราโชวาท ในพิธีพระ ราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2541 ความตอนหนึ่งว่า “การเกษตรนั้นถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐาน และชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่าวิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง ก็คือจะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น...”

เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 เหล่าข้าราชบริพารที่ถวายงานใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมถ่ายทอดถึงน้ำพระราชหฤทัยยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อปวงประชาราษฎร์ในกิจกรรมพิเศษ “เปิดปฐมบทแห่งการพัฒนาเพื่อประชาผาสุก” ณสวนจิตรลดา

“ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ” รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ถ่ายทอดความทรงจำ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ห่วงใยประชาชนมาโดยตลอด เข้าใจและเข้าถึงปัญหาของราษฎร พระองค์เคยมีรับสั่งว่า จะไปบอกชาวนาเรื่องปลูกข้าวรู้เรื่องได้อย่างไร หากไม่ทราบว่าทำอย่างไร จึงทำวิจัย ปลูกข้าวในสวนจิตรลดา จนกลายมาเป็นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เพื่อที่พระองค์จะมีพระปฏิสันถารกับชาวนารู้เรื่อง พระราชวังแต่ละแห่งทรงสร้างขึ้นก็เพื่อไปช่วยประชาชนในเขตพื้นที่นั้น พระองค์เสด็จฯไปทุกหนทุกแห่งทั่วทุกภูมิภาคของไทยจากที่มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทยาวนานกว่า 40 ปี “ท่านผู้หญิงบุตรี” บอกเล่าว่า “ได้รับข้อคิดข้อปฏิบัติตนในการทำงานและการดำรงชีวิตเหลือคณานับ พระองค์ทรงสอนถึงการไตร่ตรองให้ดี พูดคืนคำไม่ได้ ก่อนจะพูดคิดให้ดี และมีเมตตา ก่อนที่พระองค์ท่านจะรับสั่งอะไรต้องไตร่ตรองโดยถี่ถ้วน พระองค์ท่านสอนตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงาน เปรียบเทียบว่าในสวนจิตรลดามีนกเยอะ ฟังเสียงนกมากไปก็จะปวดหัว อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ให้ฟังหูหนึ่งออกไปหูหนึ่ง แต่อะไรเป็นสิ่งที่ควรเก็บไว้จงเก็บไว้ คิดอะไรไม่ออกอย่าเพิ่งคิด เก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน วันใดที่ว่างก็เปิดลิ้นชักขึ้นมาพิจารณา แล้วจะเกิดความเข้าใจ ถึงจะนำไปลงมือทำได้

...งานของพระองค์ท่านไม่ได้จบในช่วงนี้ จะทำได้ต่อเนื่องไป คนที่จะดำเนินการ คือข้าราชการในอนาคตด้วย ไม่ใช่เพียงหยุดแค่ปีนี้ ยังพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะการพัฒนา จะยั่งยืนไปตลอด การที่มีชีวิตอยู่ตามอัตภาพความพอเพียง อันนี้สำคัญ หลักพุทธศาสนาสอนอยู่เสมอว่า อะไรที่ทำเราทำ มีเงินมีทองเอาไปไม่ได้ ก็ทิ้งไว้ซึ่ง สิ่งเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น ดังนั้นงานต่างๆที่ทรงทำทรงวิจัยไว้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในอนาคต หากวางรากฐานให้ดีก็จะงอกเงยขึ้นมา เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ การที่จะทำงานต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ย่อมเกิดจากความสามัคคี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน”

ด้าน “ชัยวัฒน์ สิทธิบุศย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ดิน อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส แบ่งปันความทรงจำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาและวิจัยเรื่องดินอย่างถ่องแท้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จึงเป็นแหล่งรวมการศึกษาเรื่องดิน รวมทั้งศึกษาการพัฒนาดินทุกด้านว่า ทำอย่างไรให้ได้ผลการทำงาน ทรงมีพระราชวินิจฉัยเสมอว่า ก่อนการพัฒนาต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด เมื่อศึกษาได้ผลก็ควรทดลอง ทดสอบให้แน่นอน อย่าเพิ่งขยายผลนำไปปลูกในพื้นที่จริง อาจมีการผิดพลาดได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปรพระราชฐาน เสด็จพระราชดำเนินเยือนจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ปี 2516-2539 ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เป็นประจำทุกปี และเป็นที่รู้กันว่า ในช่วงบ่ายจะเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร สมัยก่อนไม่มีใครทราบว่า พระองค์ท่านจะเสด็จฯที่ใด รถยนต์นำก็ไม่ทราบ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้ดี วันนั้นพวกเราทราบข่าวว่า ไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด เพราะทรงประชวร และเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก พวกเราจึงกลับไปที่สำนักงาน ไม่นานมีโทรศัพท์มาแจ้งว่า อีก 5 นาที ให้มาคอยที่หน้าประตู พระองค์ท่านจะเสด็จฯมาที่ศูนย์ฯ ทีแรกคิดว่ามีคนโทรศัพท์มาหลอก เพราะฝนตกหนัก และพวกเราทราบเป็นนัยแล้วว่าทรงประชวร ฉะนั้นไม่น่าจะเสด็จฯมาแน่นอน แต่แล้วพระองค์ท่านก็เสด็จฯมาจริงๆ ทรงมีรับสั่งว่า “อยากมาดูหญ้าแฝกทำงาน ถ้าจะมาดูก็ต้องมาตอนฝนตก” เลยอยากให้พวกเราถามตัวเองว่า เคยไหมที่คิดจะไปดูงานช่วงฝนตก พวกเราควรเอาพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการทำงานอย่างยิ่ง”

สำหรับ “ทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์” ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ อดีตอธิบดีส่งเสริมการเกษตร ร่วมเผยความประทับใจว่า เป็นโชคดีที่มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และนักสังคมสงเคราะห์ ทรงสอนให้รู้จักพึ่งตนเอง รู้จักว่า ความสุขแท้จริงคืออะไร ซึ่งก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อพระองค์เสด็จฯเยี่ยมเยือนราษฎรที่มีความเป็นอยู่แร้นแค้น จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการต่างๆเพื่อช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน

ขณะที่ “พินิจ ศรลัมพ์” อดีตป่าไม้จังหวัดเชียงราย ถ่ายทอดแง่มุมว่า สมัยก่อนพื้นที่ภาคเหนือมีการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่นมาก ไม่มีใครสามารถรักษาป่าไม้ให้คงอยู่ได้ เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ “ม.จ.ภีศเดช รัชนี” ให้ความรู้แก่ชาวบ้านเรื่องการเกษตรแทนการปลูกฝิ่น และจัดตั้งโครงการต่างๆอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่กับป่า และมีวิชาความรู้ในการปลูกพืชผลการเกษตรอื่นๆ จนเกิดเป็นโครงการหลวง 38 แห่ง พระองค์ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญด้านภูมิสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ทรงนึกถึงว่าชาวบ้านจะอยู่อย่างไร จะให้อพยพลงมาอยู่พื้นที่ราบ ชาวเขาชาวดอยคงไม่ลง เลยทรงคิดวิธีให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับป่า โดยใช้พื้นที่อย่างก่อเกิดประโยชน์สูงสุด

ตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ แห่งการครองราชย์ตามหลักทศพิธราชธรรม ผลสัมฤทธิ์จากพระราชกรณียกิจทั้งผอง จึงเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมิได้ละเลยพระปฐมบรมราชโองการอันเกี่ยวร้อยดวงใจพสกนิกรชาวไทยไว้ทุกดวง.

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าทีมข่าวสตรีไทยรัฐ

พระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้คำมั่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ... 8 มิ.ย. 2559 13:13 8 มิ.ย. 2559 15:21 ไทยรัฐ