วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โขกภาษีบ้านเศรษฐี 8 พันหลัง

ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างฉลุย! บ้านหลังที่ 2 ไม่รอด

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บภาษีเป็น 4 ประเภท เฉพาะคนมีบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปซึ่งมีอยู่เพียง 8,556 หลังในประเทศไทย ดันให้มีผลบังคับใช้ปี 2560 รีดภาษีได้ 6.4 หมื่นล้านบาท บ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 50 ล้านรอด แต่บ้านหลังที่ 2 เสียภาษีหมดทุกหลัง “สมคิด” ยกเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ขณะที่ธนารักษ์ชี้กำหนดแบบบ้าน 5 ประเภท จัดเก็บภาษีตามพื้นที่ใช้สอย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยยกเลิกกฎหมายเดิม 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 และนำกฎหมายฉบับใหม่นี้มาใช้เป็นกฎหมายหลักในการจัดเก็บภาษี โดยอัตราที่จัดเก็บอยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล ตอบโจทย์ทุกฝ่ายคือสามารถดูแลคนที่มีบ้านหลังเดียว ไม่ให้กระทบกับผู้ที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งหลังผ่าน ครม. แล้วจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังอยากให้มีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นไป คาดว่า จะเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีได้ 64,290 ล้านบาทในปีแรก ซึ่งมากกว่าการจัดเก็บภาษีเดิมทั้ง 2 ฉบับ ที่ได้เพียง 38,318 ล้านบาท

อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.ประเภทเกษตรกรรม มีอัตราเพดาน 0.2% จัดเก็บภาษีตามมูลค่า โดยส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้น ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปถึง 100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.05% ของฐานภาษี และ 100 ล้านบาทขึ้นไปจัดเก็บ 0.1% 2.ประเภทที่พักอาศัยหลัก อัตราเพดานสูงสุด 0.5% โดยบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้น ตั้งแต่ 50-100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.05% และ 100 ล้านบาทขึ้นไปจัดเก็บ 0.10% ส่วนบ้านหลังที่ 2 จัดเก็บอัตรา 0.03% ตั้งแต่บาทแรก ก่อนปรับเป็นระดับตามมูลค่าจนถึง 0.30%

3.ประเภทพาณิชยกรรมอัตราเพดาน 2% จัดเก็บตามมูลค่าทรัพย์สิน ตั้งแต่บาทแรกถึง 20 ล้านบาท จัดเก็บ 0.3% ไปจนถึง 1.5% 4.ประเภทที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์มีเพดานสูงสุด 5% โดยจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี คือปีที่ 1-3 จัดเก็บ 1% ปีที่ 4-6 จัดเก็บ 2% และปีที่ 7 เป็นต้นไปจัดเก็บ 3%

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า หลังกฎหมายออกมาแล้วจะมีกฎกระทรวงออกมากำหนดวิธีการประเมิน ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่มีการประเมินตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพราะจะกำหนดวิธีการชัดเจน คือที่ดินจะมีการประเมินจากกรมธนารักษ์ ส่วนสิ่งปลูกสร้างจะกำหนด 5 ประเภทหลักจากนั้นประเมินมูลค่าเป็นตารางเมตรว่าต้องเสียเท่าไหร่ ส่วนกรณีของบ้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แต่ชั้นล่างมีการค้าขาย ส่วนแรกคือชั้นที่ 2-4 เป็นที่พักอาศัย หากมีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ชั้นล่างที่ประกอบกิจการต้องเสียภาษีพาณิชยกรรม ซึ่งเก็บตามมูลค่าทรัพย์สิน โดยคนที่เสียจะดูจากกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ครอบครองเป็นหลัก ทั้งที่เป็นบ้านหลังแรก หรือหลังที่สอง ซึ่งการจัดเก็บภาษีจะไม่มีผลกระทบกับเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เพราะที่ดินกว่า 99.98% ของที่ดินเกษตรทั่วประเทศ มีมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท จะมีที่ดินที่ต้องเสียภาษีเพียง 0.02% ขณะที่เจ้าของบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่กว่า 99.96% มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท มีอยู่เพียง 8,556 หลัง คิดเป็น 0.04%

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้เจ้าของบ้านหลักที่ได้จากการรับมรดก โดยหากได้รับกรรมสิทธิ์มาจากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะได้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย พร้อมยกเว้นการจัดเก็บภาษี 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง ขณะเดียวกัน ยังให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.05% ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของเป็นเวลา 3 ปี พร้อมทั้งให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 75% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียน เป็นต้น

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวใน ครม. ว่า เป็นความกล้าหาญของรัฐบาลชุดนี้ ที่แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเมืองซึ่งต้องการคะแนนเสียงสนับสนุนจะไม่กล้าออกกฎหมายฉบับนี้และมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะขยายฐานภาษีได้มากขึ้น แต่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง และยังผลักดันให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างคุ้มค่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้เคยคุยกับผู้มีอันจะกิน ซึ่งได้แสดงความจริงใจที่จะเสียภาษีสนับสนุนประเทศ อย่ากังวล

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ปีนี้กรมธนารักษ์จะประเมินราคาที่ดินเป็นรายโฉนดได้ 18 ล้านแปลง จากที่ดินทั่ว ประเทศ 30 ล้านแปลง ซึ่งปัจจุบันกรมได้ประเมิน ไปแล้ว 13 ล้านแปลง ซึ่งการประเมินราคาที่ดินจะสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยกรมต้องประเมินราคาที่ดินออกมาเป็นรายแปลงให้ได้ทั้งหมด เพื่อให้การจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่กรมต้องเตรียมการต่อไปคือ การประเมินสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งแบบบ้านของกรมจะใช้เพียง 5 แบบคือ 1.บ้านเดี่ยว 2.ทาวน์เฮาส์ 3.ตึกแถว 4.อาคารพาณิชย์ และ 5.อื่นๆ โดยบ้านเดี่ยวนั้น ไม่ว่าจะหรูหราแค่ไหน หากมีพื้นที่ใช้สอยต่อตารางเมตรเท่ากัน ก็จะใช้ราคาเดียวในการประเมินภาษี เพราะการประเมินบ้านตามวัสดุใช้สอยหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่ง ทำให้ยากต่อการพิจารณาราคาและยังเป็นช่องทางในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีอื่นๆ เช่น โรงแรม โกดังเก็บสินค้านั้น จะว่าจ้างบริษัทเอกชนมาประเมินราคา ทั้งนี้ กรมจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันทั้งที่ดินเอกชน 30 ล้านแปลง และที่ราชพัสดุ 12.5 ล้านไร่ เพื่อตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลราคาที่ดินทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกให้ธนาคารพาณิชย์และอื่นๆเพื่อใช้เป็นฐานประเมินราคาที่ดินต่อไปในอนาคต.

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บภาษีเป็น 4 ประเภท เฉพาะคนมีบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปซึ่งมีอยู่เพียง 8,556 หลังในประเทศไทย ดันให้มีผลบังคับใช้ปี 2560 รีดภาษีได้ 6.4 หมื่นล้านบาท... 8 มิ.ย. 2559 04:46 ไทยรัฐ