วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

(ของถูกมักไม่ค่อยดี) ของฟรีไม่มีในโลก

โดย น้าเน็ก

มีนิสัยเสียเป็นของตัวเองอยู่ข้อนึงครับ (จากบรรดาหลายๆ ข้อ) นั่นคือไปเที่ยวไหนแล้วไม่ค่อยมีของฝาก

ขณะที่คนรู้ว่าเราเดินทางเมื่อไร เป็นต้องพูดแพทเทิร์นเดียวกันหมดว่า “อย่าลืมของฝากล่ะ”

อืม ไว้ใจได้…ไม่มีจ้ะ

ผิดกันกับน้องสาวตัวเอง ที่ดูเหมือนเธอจะมีคนที่ตั้งใจซื้อฝากอยู่เสมอ ทำไมเป็นมิตรผิดพี่ผิดน้องยังงี้วะ เพราะงั้นเราเลยตั้งใจจะลองวิจัยเรื่องพฤติกรรมการให้ (ทั้งของฝากและไม่ฝาก) รวมทั้งวิจัยตัวเองแบบจริงจังบ้างดีกว่า (เดี๋ยวๆ ต้องซีเรียสเบอร์นั้นเลยเหรอแก)

ถ้าใช้นิสัยการซื้อของฝากเป็นตัวชี้วัด โลกเราน่าจะแบ่งผู้คนออกได้สองประเภท

หนึ่ง กลุ่มที่เอนจอย เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศตอนเลือกซื้อของมันสนุก ตื่นเต้นนิดๆ ท้าทายหน่อยๆ คนนั้นซื้ออะไรให้ดีนะ เอาไอ้นี่ให้คนนี้ดีไหม คล้ายๆ เล่นเกม

สอง กลุ่มที่นอกจากไม่ชอบแล้วยังพลอยเห็นเป็นกิจกรรมยิบย่อย ชวนปวดกบาลไปเลย ไม่เพลิน (เช่นผม) เหตุผลเบื้องหลังก็พอมีอยู่นะครับ ข้อแรก …ขี้เกียจ เหตุใหญ่สุดละ อะไรนะ? ฟังดูไม่ดีเลยเหรอ เอ้า …งั้นเอาใหม่ เป็นคนไม่มีเซ้นส์ในการเลือกซื้อของขวัญ ของฝากใดๆ มาแต่ไหนแต่ไร ความมั่นใจ ณ จุดนี้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ดังนั้นอย่าให้ต้องลำบากเดาใจ เอาตังค์ไปซื้อเองเลยโอเคไหม (ปรากฏว่าโอเคมาก กลายเป็นนิมิตใหม่ ที่ไม่แน่ใจว่าตกลงดีหรือเปล่า ฮืว)

และข้อสาม …ไม่ค่อยมีใครที่ทำให้รู้สึกอยากหิ้วของมาฝากขนาดนั้น

คล้ายๆ ว่าจะใจแคบ ไม่ใช่สิ …คือนึกภาพเวลาเดินทางไปต่างประเทศนะครับ กระเป๋าตอนไปกับตอนกลับ สภาพความแน่นจะต่างกันมาก ไม่รู้ทำไม

ทั้งที่บางทริปก็ไม่ได้ช็อปลงตับอะไรมากมาย แต่อีขากลับเนี่ย กระเป๋าต้องตุงตุ่ยเป็นลูกควายอ้วนๆ ทุกที นี่กูพับผ้าผิดรูปผิดมุมกับขามาหรืออย่างไร หกคะเมนตีลังกาอยู่นานกว่าจะรูดซิปมิด หวั่นใจนิดๆ กลัวซิปแตกแล้วกางเกงในจะกระจุยกลางสนามบิน

คิดดูว่าถ้าต้องพยายามขยับหามุมเพื่อยัดของฝากลงไปนอนอีกสักชิ้น มันจะกลายเป็นวิกฤติพลิกโลกขนาดไหน ดังนั้นถ้าไม่รักใครจริงๆ ก็จะพยายามไม่แบกของมาฝาก อีกทีคือบุคคลผู้นั้นต้องสำคัญมาก (เช่นแม่เป็นต้น)

นั่นแหละ ความงี่เง่าส่วนตัวทั้งปวง รวมกันกลายเป็นความไม่ฝากซะเลย

ทีนี้วันก่อน ตอนกำลังยืนจัดตู้เก็บของอยู่ในห้องทำงาน สายตาเหลือบไปเจอลูกข่างไม้อันเล็กในกล่อง จำได้ว่ามีคนรู้จักให้มานานแล้ว ไม่แน่ใจว่าคิดยังไงถึงเลือกไอ้ชิ้นนี้ เพราะดูมินิมอลสไตล์ไม่ได้เข้ากับหน้ากูสักนิด แต่ก็ขอบคุณที่ยังอุตส่าห์มีใครนึกอยากให้อะไรบ้าง

จังหวะนั้น นอกจากคิดว่า เออ กูแม่งไม่น่ารักจริงๆ ด้วยสิ อีกข้อก็คือ การที่เราจะอยากให้สิ่งต่างๆ กับใคร และใครจะอยากมอบสิ่งใดกับเรา มันคงต้องมีเหตุผลในตัวเอง
ซึ่งเหตุผลที่ว่า อาจมาในอีกเวอร์ชั่นก็ได้ นั่นคือ “ข้อแลกเปลี่ยน”

อันนี้คิดโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ทุกอย่างที่ได้รับมาจากทุกคน เป็นเรื่องที่ต้องมีเงื่อนไขทั้งสิ้น ไม่มีทางให้หรือได้มาเปล่าๆ ก็แล้วแต่ว่าจะเงื่อนไขเป็นอะไร สิ่งของ การกระทำ กระทั่งความรู้สึก
เพราะเราคิดว่าตัวเองได้รับมาแล้ว จึงมีความอยากจะให้ไป

ไม่ว่ามันจะเล็กน้อย ยิ่งใหญ่แค่ไหน ไม่สำคัญ แม้แต่การให้เงินขอทาน นั่นเพราะเรารู้สึกว่าเขาทำให้เราสงสาร เวทนาจนอยากหย่อนเงินให้ แลกกับความเห็นใจที่มีพวกนั้น

ด้วยหลักเดียวกันนี่เอง จะพบว่าการให้มักมีเหตุผลอยู่สองทาง

คือเราให้เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายควรได้รับ เช่น ครั้งหนึ่งเขาอาจเคยมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีด้วย เคยหยิบยื่นน้ำใจ มีการแสดงออกต่างๆ นานา ที่ทำให้เราชื่นชมยินดี โดยที่ทางโน้นอาจไม่เคยรู้ตัวเลยก็ได้ แต่เราก็บวกคะแนนให้เสร็จเรียบร้อย จึงควรตอบแทนสักหน่อย

หรือไม่ก็เคสสอง คือให้ไปก่อน โดยคาดหวังว่าสักวันน่าจะมีปฏิกิริยาส่งกลับมาบ้าง ทางใดทางหนึ่ง
อันนี้ฟังดูไม่ค่อยดี เหมือนทำดีหวังผลตอบแทน แต่ก็เป็นเรื่องจริง

หลายครั้งที่เจออยู่บ่อยๆ คนที่บ่นว่าทำดีไปแล้วไม่เคยได้ผลตอบรับที่ดีกลับมา แม้จะไม่ได้คาดหวัง แต่ขอบคุณให้ชื่นใจสักนิดแม่งก็ไม่มี เป็นเมียนะ มีหน้าที่ดูแลสามี แต่อีสามีอ้วนอึ่งนี่ก็ไม่เคยกระดิกกระเดี้ย น้ำแก้วเดียวยังไม่เคยเทให้ เช่นนี้เป็นใครก็รู้สึกแย่

แปลว่าไม่มากก็น้อย เราย่อมอยากเห็นการตอบสนองด้านดีๆ ต่อสิ่งที่ทำให้บ้าง นั่นคือเงื่อนไขชนิดหนึ่งเหมือนกัน

ส่วนมุมที่เราเป็นผู้รับ นี่หมายถึงครั้งหนึ่งชั้นคงเคยเป็นฝ่ายให้ ทั้งรู้และไม่รู้ตัว
เมื่อคนอื่นมองเห็น คิดว่าสมควรตอบแทน เขาจึงให้กลับมา
ไม่อีกที เขาก็คงต้องการข้อแลกเปลี่ยนเหมือนกัน (ทำไมชวนให้นึกถึงแต่ตัวอย่างเด็กเอาตัวแลกเกรดตลอดเลยวะ บ้าที่สุด ไม่ใช่ยังงั้นสิ!)

ทั้งหมดอธิบายได้ว่า มันคงเป็นกฎทางธรรมชาติของมนุษย์แบบนึง คือเรื่องของความสาสม เป็นกฎที่หากทุกคนสามารถทำได้จริง โลกน่าจะสงบสุขอย่างน่าใจหายมากๆ ขั้นยูโทเปียเลย
โดยหลักการคือเราควรให้ไป สมกับระดับที่เคยได้รับมา ไม่มากกว่าหรือน้อยกว่า
คล้ายกับเป็นการบอกให้รู้ว่า พึงหัดเป็นผู้ให้เสียบ้าง
ใครมันจะอยากเป็นฝ่ายให้แกอยู่ด้านเดียว เดี๋ยวเพื่อนฝูงเข้าใจผิดว่าเป็นมูลนิธิ และทางกลับกัน มันคงไม่น่ารักเท่าไร ถ้าจะนั่งรอเป็นฝ่ายรับน้ำใจอยู่อย่างนั้น โดยไม่คิดจะหยิบยื่นอะไรให้ใครเลย

ซึ่งเดาว่าถ้าคิดได้ตามนั้นจริง โลกเราคงไม่มีมนุษย์ที่คอยแต่จะเรียกร้องจากผู้อื่นเสียมากมาย
ไม่มีคนที่อยากได้ของใครฟรีๆ เพราะก่อนทำ คงต้องมีการหยุดคิดสักหน่อยว่า เรามีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ หรือสามารถทำประโยชน์อะไรได้สำคัญทัดเทียมกับสิ่งที่ต้องการจากเขาแล้วหรือยัง ถ้าหากพบว่ายัง ก็ไม่ควรดันทุรังจะเอา (เช่น ถ้ายังหาตังค์เองไม่ได้ ก็ไม่ควรเรียกร้องเอารถคันละหลายล้านจากป๊าม๊า จงปั่นสองล้อไปเรียนเสียดีๆ ยกเว้นป๊าม๊าจะมีมรดกแปดแสนล้านนะครับ)

ปล.ทว่ามันก็มีมนุษย์ประเภทนึง ที่เงินทองก็พอมี แต่ของฟรีก็ชอบอยู่ …น่าเบื่อ
ปล.2 พิจารณาตัวเองแล้วเห็นควรว่า หัดซื้อของฝากชาวบ้านบ้างน่าจะดี

น้าเน็ก

6 มิ.ย. 2559 15:59 7 มิ.ย. 2559 16:39 ไทยรัฐ