วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจัยกสิกรฯ คาด ข้อตกลง TPP อาจล่าช้า จากปัญหาการเมืองสหรัฐฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด ความตกลง TPP มีแนวโน้มล่าช้า จากความไม่แน่นอนทางกระแสการเมืองในสหรัฐฯ แนะไทย ปรับโครงสร้างการผลิต-การส่งออก พร้อมแก้ปัญหาความสามารถทางการแข่งขันจริงจัง ...

วันที่ 6 มิ.ย.59 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่รายงานว่า นับจากวันที่ 4 ก.พ.59 ที่ 12 ประเทศสมาชิกได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) แล้ว จุดจับตาคงอยู่ที่การลงมติให้สัตยาบันของสภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ เพื่อรับรองความตกลงฯ ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า TPP จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขหลักของการบังคับใช้ TPP คือ หากประเทศสมาชิกไม่สามารถให้สัตยาบันได้ครบทุกประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี TPP จะยังคงสามารถบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีประเทศสมาชิกให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศ และมีจีดีพีรวมกันอย่างน้อย 85% ของ GDP รวมของกลุ่ม ขณะที่ สัดส่วนจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 60% ของ GDP รวมของกลุ่ม TPP

ทั้งนี้ ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและประเด็นความอ่อนไหวต่างๆ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันในการเสนอร่างความตกลง TPP เพื่อให้สภาคองเกรสดำเนินการให้สัตยาบันให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ความตกลง TPP อาจจะไม่ได้รับการเสนอให้สภาคองเกรสรับรองภายในปี 2559 และจำเป็นต้องรอประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อดำเนินการเสนอต่อสภาคองเกรสต่อไป ซึ่งความไม่แน่นอนทางกระแสการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีต่อ TPP มองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่การบังคับใช้ความตกลง TPP จะล่าช้าออกไป และในกรณีเลวร้ายที่สุด ความตกลง TPP อาจไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 ปี (4 ก.พ.61) และกลายเป็นโมฆะในที่สุด

ส่วนกรณีที่ความตกลง TPP กลายเป็นโมฆะนั้น แม้ประเทศสมาชิกอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ อาจใช้ร่างความตกลง TPP เดิม เพื่อเดินหน้าการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันต่อไป แต่เมื่อพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก 11 ประเทศ โดยที่ไม่มีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและเป็นตลาดผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ที่ใหญ่ที่สุดเข้าร่วมด้วย พบว่า มีแรงจูงใจในการรวมกลุ่มน้อยมาก เนื่องจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศสมาชิกจะได้รับลดน้อยลงไปจนแทบไม่มีนัยสำคัญ อีกทั้งบางประเทศเหล่านี้ก็มีข้อตกลงการค้าเสรีทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี ระหว่างกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกยังคงมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งในมิติเชิงเศรษฐกิจและมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะตอกย้ำความพยายามของสหรัฐฯ ในการเป็นผู้นำของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกให้ยังคงอยู่ และคงจะกลับมาเป็นประเด็นอีกในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) อันประกอบไปด้วยอาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย เริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับภาพรวมผลกระทบของ TPP ที่มีต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจไม่มีนัยสำคัญนัก ไม่ว่าไทยจะเข้าร่วม TPP หรือไม่ก็ตาม หากว่าโครงสร้างการผลิตและการส่งออกแบบของไทยยังเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ตอบโจทย์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและตลาดส่งออกปลายทาง รวมถึงปัญหาความสามารถทางการแข่งขันที่เสื่อมถอยลงที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมที่ภาระส่วนใหญ่จะตกอยู่กับภาคเกษตรและกลุ่มประชากรที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นเรื่องสิทธิบัตรยาและภาระทางการคลัง รวมไปถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ อาจทำให้ผลกระทบสุทธิของการเข้าร่วม TPP ของไทยกลับกลายมาอยู่ในแดนลบได้

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด ความตกลง TPP มีแนวโน้มล่าช้า จากความไม่แน่นอนทางกระแสการเมืองในสหรัฐฯ แนะไทย ปรับโครงสร้างการผลิต-การส่งออก พร้อมแก้ปัญหาความสามารถทางการแข่งขันจริงจัง ... 6 มิ.ย. 2559 14:50 ไทยรัฐ