วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ว่ากันตามเนื้อผ้า

โดย สหบาท

การนำเอากระแสสังคมกับอารมณ์ส่วนตัวมาใช้พิจารณาตัดสินในกระบวนการยุติธรรม

ย่อมส่งผลต่อความศรัทธาและน่าเชื่อถือ

ขออนุญาตหยิบยกประเด็นมาว่ากันอีกครั้ง ถึงกรณีเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.ชุดใหม่ จะมีมติ ถอนฟ้อง หรือ ไม่ถอนฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร

เหตุใดอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้อง สอดคล้องคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ชุมนุมผิดกฎหมาย ไม่สงบ มีอาวุธ

ส่วน น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา คณะทำงาน ป.ป.ช.ชุดเดิมเสียงข้างน้อยเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ขาดองค์ประกอบตามกฎหมายมาตรา 157

ขณะที่รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอิสระ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 237/2551 ยืนยันผลการตรวจพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต 2 รายที่ถูกแรงระเบิดพบสารระเบิดในตัวของทั้งคู่

ไม่เกี่ยวกับการใช้ “แก๊สน้ำตา” ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ควบคุมการชุมนุมในประเทศไทยตามมติ ครม.มาตั้งแต่ปี 2535 และยังใช้ควบคุมการชุมนุมของนานาประเทศ ที่มีสาร RDX ทว่า ไม่เป็นอันตรายถึงแขนขาขาด หรือเสียชีวิต

เมื่อตำรวจปฏิบัติตาม แผนกรกฎ 48 ทุกขั้นตอนชัดเจน ทำไมกลับมีความผิดตามมาตรา 157

นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง คสช.ซึ่งเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ยกโทษปลด คืนตำแหน่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ย่อมถือไว้ว่า ไม่มีความผิดตามมาตรา 157 ใช่หรือไม่

ดังนั้น ป.ป.ช.ชุดใหม่ จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบพิจารณาทบทวนเหตุผลที่จะถอนฟ้อง หรือไม่ถอนฟ้องผู้ถูกกล่าวหา ด้วยความเที่ยงธรรม สามารถชี้แจงเหตุผลในแต่ละข้อที่ประชาชนสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

พิสูจน์ความกล้าในการทำหน้าที่ตามข้อเท็จจริง โดยไม่มีกระแสสังคม กับอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาครอบงำการพิจารณาตัดสิน

ทวงความชอบธรรมคืนแก่องค์กรตำรวจ

เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่รองรับสถานการณ์ควบคุม หรือสลายการชุมนุมในอนาคต.

สหบาท

6 มิ.ย. 2559 11:31 ไทยรัฐ