วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เงินฝากติดลบนานแล้ว

เงินฝากติดลบนานแล้ว

  • Share:

ก๊อทำเอาตกใจกันยกใหญ่ กรณี แบงก์ทหารไทย ประกาศ ลดดอกเบี้ยเงินฝาก “บัญชีออมทรัพย์ทั่วไป” จาก 0.125% ลงเหลือ 0.000% ร้อนถึงบอร์ดต้องประชุมด่วนให้คงดอกเบี้ยเงินฝากไปไว้ที่ 0.125% เท่าเดิม ความจริง แบงก์ทหารไทย มี “บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 0.000%” มาหลายปีแล้ว เรียกว่า TMB All Free ใครเปิดบัญชีแบบนี้ จะฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขต ฟรีค่าโอนเงินข้ามธนาคาร ไม่ต้องเสียค่าโอนครั้งละ 30 บาท ผู้ฝากเงินสามารถเลือกได้

ในประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ แบงก์ชาติ ก็มีการระบุไว้ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์แบงก์ทหารไทยอยู่ที่ 0.0000-0.7500% แบงก์อื่นส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.50% ที่เหลือก็มี 0.25% 0.30% แตกต่างกันไป

คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบงก์ทหารไทย บอกว่า เงินฝากออมทรัพย์แบบดอกเบี้ยสูงของแบงก์ก็มี เช่น เงินฝากไม่ประจำ TMB Non Fix ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.4% เงินฝาก ME by TMB ให้ดอกเบี้ย 0.18% ไม่มีขั้นต่ำ แต่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปจะให้ดอกเบี้ย 0.125% ก็อยู่ที่ผู้ฝากจะเลือกฝาก

ประเด็นที่น่าสนใจกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ก็คือ ทุกวันนี้คนไทยอาจไม่รู้ว่า ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สุทธิ เมื่อหักค่าบริการและค่าธรรมเนียมต่างๆแล้ว “ติดลบ” มานานแล้ว จากดอกเบี้ยเงินฝาก 0.125% ถึง 0.50%

เงินฝาก 10,000 บาท ดอกเบี้ย 0.125% ได้ดอกเบี้ยปีละ 12.50 บาท แค่ จ่ายค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งเดียว 30 บาท รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากทั้งปีก็ “ติดลบ” ไปถึง 17.50 บาท มากกว่ารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากทั้งปี ต่อให้ได้ดอกเบี้ย 0.50% ได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาท จ่ายค่าโอนเงิน 2 ครั้ง 60 บาท รายได้ก็ติดลบ 10 บาท โอนจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ อีกรายการละ 10 บาททุกเดือน แม้แต่การจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ก็ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 15 บาท รวมแล้วไม่รู้ติดลบไปเท่าไหร่

ปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่คนไทยไม่รู้สึกกันเอง

วันนี้ ผู้ฝากเงินรายย่อยไทย ก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก คนญี่ปุ่น ที่ แบงก์ชาติญี่ปุ่น ประกาศใช้นโยบาย “ดอกเบี้ยติดลบ” สักเท่าไหร่ จนมีการเล่าขานกันว่า คนญี่ปุ่นต้องไปเช่าตู้นิรภัยไว้เก็บเงินสด เพราะเอาไปฝากแบงก์แล้วรายได้ติดลบ

ผมนำเรื่องนี้ไปถามคนญี่ปุ่นเมื่อไม่นานนี้ว่า จริงหรือที่คนญี่ปุ่นเก็บเงินสดไว้กับตัวมากขึ้น เขาตอบผมว่า เป็นความจริง เพราะฝากแบงก์แล้วไม่ได้ดอกเบี้ย แถมยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆอีกมากมาย ค่าธรรมเนียมก็แพง ทำให้เงินฝากในแบงก์ติดลบ แต่ก็ยังต้องฝากเงินส่วนใหญ่ไว้กับแบงก์ ไม่รู้จะเก็บเงินไว้ที่ไหน แต่เลิกการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม เพราะค่าธรรมเนียมแพง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีถอนเงินสดก้อนใหญ่จากแบงก์เดือนละครั้ง เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายตลอดเดือนให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็น

กลายเป็นว่า คนญี่ปุ่นหันมาใช้เงินสดกันมากขึ้น แทนที่จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ถ้าดอกเบี้ยไทยยังต่ำเตี้ยอย่างนี้ ค่าธรรมเนียมต่างๆยังแพงอย่างนี้ ผมคิดว่าคนไทยคงจะหันไปใช้เงินสดกันมากขึ้นเหมือนคนญี่ปุ่น นโยบาย “อีเพย์เมนท์” ของรัฐบาล คงไม่มีคนอยากใช้สักเท่าไหร่ ยิ่งใช้มาก ค่าบริการก็ยิ่งมาก เงินก็ยิ่งติดลบมากขึ้น สู้ใช้เงินสดดีกว่า ได้ค่าเงินเต็มมูลค่า ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอะไรเลย

ผมขอฝากเรื่องนี้ไปยัง กระทรวงการคลัง และ แบงก์ชาติ เป็นการบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นมาแล้ว คนไทยวันนี้ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน และยัง ส่งผลกระทบ ไปถึง การออมเงิน ของ ประชาชนระดับล่าง และ ผู้เกษียณอายุ อีกด้วย เป็นเรื่องใหญ่ครับ

ผมไม่โทษแบงก์ที่คิดอย่างนี้ แต่เมื่อรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ได้ ทุกคนก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง จากข้อมูล “สถานะธนาคาร” ณ สิ้นเดือนมีนาคม ในวารสาร “การเงินธนาคาร” ระบุว่า สินเชื่อเดือนมีนาคมหดตัวลงสู่ระดับ 10.40 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงการลงทุนที่ลดลง แต่เงินฝากกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 11.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาทจากเดือนก่อน เงินเลยล้นแบงก์.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้