วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจ้าหนี้โกงเงิน สู้คดีอย่างไรมีทางชนะ

โดย ทนายเจมส์

หลายสัปดาห์ก่อนมีแฟนเพจนำปัญหาข้อกฎหมายมาปรึกษาครับ เกี่ยวกับการขอกู้ยืมเงินจากญาติกัน ด้วยความไว้วางใจ ลูกหนี้จึงได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน แต่ไม่ได้กรอกรายละเอียดในช่องจำนวนเงินที่กู้ยืม ผ่านไปประมาณ 2 ปี มีจดหมายทวงถามเงินที่ได้กู้ยืมไป และขอให้คืนเงิน จำนวน 500,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว จำนวน 150,000 บาท ทั้งที่ ยืมเงินกันจริงๆ แค่ 50,000 บาท และยังส่งดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ทุกเดือนไม่เคยขาด แต่ไม่มีหลักฐานการชำระดอกเบี้ย เนื่องจากชำระเป็นเงินสด ต่อมาลูกหนี้ก็ถูกฟ้องตามระเบียบ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ เป็นเงินต้นจำนวน 500,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยค้างชำระ จำนวน 150,000 บาท และดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

เรื่องนี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่สามารถสู้คดีให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ครับ เนื่องจากการเติมตัวเลขในสัญญากู้ยืมเงินให้สูงเกินความเป็นจริงนั้น ถือว่าเป็นการปลอมเอกสาร ทำให้สัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ฝ่ายจำเลยสามารถนำพยานบุคคลหรือพยานเอกสารอื่นๆ มาสืบถึงความไม่สมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินได้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยได้รับเงินจริงๆ เป็นจำนวนเท่าใด

แต่คดีนี้ จำเลยกลับพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายโจทก์ ทั้งที่ สัญญากู้ยืมเงินที่เติมจำนวนเงินที่กู้ยืมให้สูงเกินจริงนั้น เป็นเอกสารปลอม ไม่สามารถนำมาฟ้องคดีได้ (อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 1599/2542) ผมจึงขอดูคำพิพากษาฉบับเต็ม จึงพบว่ามีการท้ากันในศาลว่า หากผลพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลย ยืนยันว่า เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง ก็ขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี แต่หากผลพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลย ยืนยันว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย ก็ขอให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

การท้ากันในศาลแบบนี้ ถือเป็นกระบวนพิจารณาในการรับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งมีกฎหมายรองรับให้ทำได้ครับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 103/2 ส่วนตัวผมมองว่า การตั้งประเด็นคำท้าในเรื่องลายมือชื่อแบบนี้ ในเชิงคดีถือว่าจำเลยเสียเปรียบมากๆ ครับ เพราะข้อเท็จจริงจำเลยยืนยันอยู่แล้วว่า ลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง เพียงแต่จำนวนเงินที่กู้ยืมสูงเกินกว่าความเป็นจริงเท่านั้น การพิสูจน์ลายมือชื่อน่าจะทราบผลกันดีอยู่แล้วว่า ผลการพิสูจน์จะเป็นอย่างไร และมีโอกาสสูงที่แพ้คดี เนื่องจากศาลจะพิพากษาคดีตามที่คู่ความตกลงกัน จะพิพากษาเป็นอย่างอื่นหรือนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยไม่ได้ ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นครับ หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบนะครับ

กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครับ ที่พบมากจะมี 3 แบบ คือ

แบบที่ 1 ลูกหนี้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยไม่ได้กรอกจำนวนเงินลงในช่องว่าง ต่อมาเจ้าหนี้เติมจำนวนเงินเอง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ “ตรงตามความเป็นจริง” กรณีแบบนี้ ถือว่าสัญญากู้ยืมเงิน สมบูรณ์ตามกฎหมาย และ สามารถนำไปฟ้องคดีได้ (อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 7428/2543) เช่น กู้ยืมเงิน 10,000 บาท ต่อมาเจ้าหนี้ก็เติมตัวเลข 10,000 บาท ในภายหลัง แต่ตรงตามความจริง เป็นต้น

​แบบที่ 2 ลูกหนี้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยไม่ได้กรอกจำนวนเงินลงในช่องว่าง ต่อมาเจ้าหนี้เติมจำนวนเงินเอง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ “สูงเกินว่าความเป็นจริง” กรณีแบบนี้ ถือว่าสัญญาดังกล่าว เป็นเอกสารปลอม สัญญาไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และ ไม่สามารถนำมาใช้ฟ้องคดีได้ (อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 1599/1542) เช่น กู้ยืมเงิน 10,000 บาท ต่อมาเจ้าหนี้เติมตัวเลข 100,000 บาท เกินกว่าความจริง เป็นต้น

​แบบที่ 3 ลูกหนี้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมไว้ เรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหนี้แก้ไขจำนวนเงินเอง โดยแก้ไขให้มีจำนวนเงินที่สูงเกินว่าความเป็นจริง กรณีแบบนี้ ถือว่าสัญญาดังกล่าว สมบูรณ์ตามกฎหมายเท่าที่ลูกหนี้ได้กรอกตัวเลขไว้เท่านั้น (อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 1149/2552) เช่น กู้ยืมเงิน 10,000 บาท โดยเติมตัวเลขในสัญญาแล้ว ต่อมาเจ้าหนี้เติมตัวเลข ศูนย์ ต่อท้ายให้เป็น 100,000 บาท ซึ่งเกินกว่าความจริง เป็นต้น

ทั้งนี้ การแก้ไข เพิ่มเติม สัญญากู้ยืมเงิน ในลักษณะที่น่าจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย เป็นความผิดทางอาญา ข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 มีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่ง พันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท 

ต่อไปนี้ อาจจะมี “ลูกหนี้ขั้นเทพ” นำวิธีการที่ผมเสนอข้างต้น ไปใช้ต่อสู้คดีมากขึ้น แต่หากแพ้คดีขึ้นมา “ลูกหนี้ขั้นเทพ” อาจจะถูกฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 “ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ดังนั้น ขอให้เจ้าหนี้จัดทำหลักฐานสัญญา กู้ยืมเงิน หลักฐานการรับเงินให้รัดกุม โอนเงินผ่านบัญชีได้ลูกหนี้ได้ยิ่งดีครับ และในอนาคตจะให้เงินใครยืม ขอให้พิจารณาความเสี่ยงอย่างละเอียดนะครับ โดยสืบประวัติลูกหนี้เบื้องต้นจาก คนรอบข้างของลูกหนี้ พิจารณาฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร ยืมแล้วใช้คืนบ้างหรือไม่ ที่สำคัญขอหลักประกันจากลูกหนี้ด้วย จะเป็นบุคคลหรือหลักทรัพย์ก็ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า จะได้รับเงินคืนแน่ๆ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะการใช้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นการนำเงิน ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า หากท่านไม่มีช่องทางหารายได้ที่มั่นคงแน่นอน ท่านอาจจะตกเป็นทาสบัตรเครดิต ได้ครับ

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์

6 มิ.ย. 2559 11:03 6 มิ.ย. 2559 16:00 ไทยรัฐ